ออสการ์อาหารโลก สุทธิพงษ์ สุริยะ

October 18, 2019
by พิมพ์พัดชา กาคำ

จากเด็กบ้านนอกคนหนึ่งที่ไม่รู้เลยว่าอนาคตอยากเป็นอะไร รู้เพียงว่าไม่อยากรับราชการ ไม่อยากเป็นครู จนกระทั่งค้นพบทางเดินของตัวเองพาชีวิตสู่อาชีพนักขาย นักโฆษณา แล้วเดินเฉิดฉายอยู่บนเส้นทางสายอาหารแล้วเรียกตัวเองว่าผมคือ “ฟู้ดสไตล์ลีส”

HIGHLIGHTS

  • บริษัทขาบสไตล์จำกัด 9/2 ซอยอ่อนนุช 46 แขวงสวนหลวง กรุงเทพฯ 10250 โทร 0-2001-2764 และ 08-1612-8853 อีเมล karbstudio1@yahoo.com เว็บไซต์ www.karbstyle.com

5

สุทธิพงษ์ สุริยะ คิดว่า “อาหารคือการเดินทางของชีวิต” ล่าสุดเขาคว้ารางวัล รางวัลออสการ์ อาหารโลก (กูมองต์ อะวอร์ด) จากประเทศฝรั่งเศส แล้วเขายังคิดกลับไปสร้างพิพิธภัณฑ์ชุมชมมีชีวิตให้กับบ้านเกิด เพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยวชุมชน เขาถือว่าครั้งหนึ่งในชีวิตมีโอกาสกลับไปตอบแทนถิ่นเกิดถือว่าคือที่สุดของชีวิต

2

อยากให้คุณขาบเล่าถึงชีวิตวัยเด็กตอนที่อยู่หมู่บ้านขี้เหล็กใหญ่ อ.โซ่พิสัย จ.หนองคาย เพราะตอนนั้นยังไม่แยกตัวออกมาเป็นจังหวัดบึงกาฬ

ตอนเด็กๆผมต้องเดินเท้าไปเรียนหนังสืออีกหมู่บ้านหนึ่ง ไม่ไกลมากแค่ประมาณ 1 กิโล ตอนเที่ยงก็เดินกลับมากินข้าวที่บ้าน ตอนเด็กๆผมเป็นคนที่มีจินตนาการนะ มีเรื่องความคิดสร้างสรรค์อยู่ในสมอง วิชาที่เกี่ยวกับศิลปะ ความสวยงาม จะได้คะแนนดี และอะไรที่เกี่ยวข้องกับอาหารการกิน ถ้าครูให้ไปพรีเซ็นต์ผมจะทำได้ดี  ก็เลยคิดว่าสิ่งเหล่านี้คือจุดเด่นของเรามาตั้งแต่เด็ก ยอมรับว่าเราเป็นเด็กบ้านนอกที่ไม่มีความฝันอยากเป็นโน่นอยากเป็นนี่ เพราะรายรอบตัวตอนนั้นเทคโนโลยีอะไรก็ไม่มี โลกกว้างเราก็ไม่รู้ เพราะไม่เคยสัมผัสอะไรเลย สิ่งที่อยู่รอบตัวคือต้นไม้ใบหญ้า อาหารการกิน ความสุขแค่นี้พอแล้ว ความฝันอย่างอื่นนึกไม่ออก พ่อผมเป็นลูกคนเล็กในตระกูล ที่ญาติพี่น้องที่บ้านผมเป็นข้าราชการกันทั้งตระกูลเลย เป็นครูสายสังคม สายคหกรรม สายโน่นสายนี่ แต่การเป็นครูก็ไม่ได้อยู่ในหัวของผมเลย

สิ่งที่คุณขาบภูมิใจในวัยเด็กคืออะไร

ผมสอบได้ที่ 1 ของห้องและที่ 1 ของโรงเรียนมาตลอด แต่สำหรับความฝันก็ยังไม่มา อนาคตอยากเป็นอะไรก็ยังไม่รู้ ผมรู้แต่ว่าต้องเรียนหนังสือ การเรียนทำให้เรามีอนาคต แต่ยังไม่รู้ว่าอนาคตคืออะไร ผมเป็นลูกคนเล็กมีพี่น้อง 6 คนทุกคนเรียนหนังสือกันหมด ที่บ้านมีที่นาเยอะแต่ให้เขาเช่า เพราะสมัยปู่ย่าตายายทำนาพอรุ่นพ่อก็ทำไม่ไหวเพราะมันเยอะ หลักๆคือพ่อแม่ต้องการผลักลูกๆออกจากพื้นที่เพื่อไปสร้างอนาคตของแต่ละคน

ความประทับใจในวัยเด็กที่หล่อหลอมมาเป็นเราจนถึงทุกวันนี้?

พ่อแม่ของผมก็ไม่ได้มีการศึกษาสูงแต่เขาสอนเราว่าทุกวันพระต้องทำบุญ เขาสอนอยู่สองแบบคือวันขึ้น 8 ค่ำ กับวันขึ้น 15 ค่ำ เขาจะใช้เราไปเด็ดดอกจำปา และดอกพุด ไปใส่จานแล้วใส่เทียนเอาไปไหว้พระในห้องพระ ตอนนี้ห้องพระที่ว่านี้กลายเป็นพิพิธภัณฑ์ผ้าของแม่ (บ้านของเขากลายเป็นพิพิธภัณฑ์มีชีวิต เปิดให้คนเข้าชมบ้านแบบอีสาน) อยู่ในห้องพระประมาณ 20 นาที อีกอันหนึ่งที่ได้มาเต็มๆก็คือ ทุกเช้าก่อนไปโรงเรียนจะต้องเข้าครัวช่วยแม่เตรียมอาหาร ทำอาหารช่วยกันชิม คดข้าวเหนียวใส่กระติ๊บ แล้วตักกับข้าว 3-4 อย่างใส่ตะกร้าหิ้วไปวัด ซึ่งวัดก็ไม่ไกลนะเดินไปนิดเดียว แล้วรีบมาอาบน้ำกินข้าวแต่งชุดนักเรียนไปโรงเรียน ผมคิดว่าสิ่งเหล่านี้ทำให้เรากลายเป็นคนที่ผูกพันกับวิถีชีวิต และมีความนิ่ง เวลาไปวัดส่วนใหญ่จะเจอคนแก่ๆ ซึ่งเป็นผู้หญิง เวลาประเคนของให้พระเขาต้องให้ผู้ชายเป็นคนจับ หลวงปู่จะให้ความเอ็นดูผมเป็นพิเศษ  ใครวานให้ทำอะไรผมก็ทำ ก็เลยเหมือนกับโดนธรรมมะ ธรรมชาติ หล่อหลอมจิตวิญญาณ ไม่ได้ถูกสอนเป็นคำพูด แต่ถูกสอนด้วยการปฏิบัติมากกว่า

4

ก่อนมาเป็นฟู้ดสไตลลีสชื่อดังเคยทำงานอะไรมาแล้วบ้าง

ถึงจะเรียนเก่งสอบได้ที่ 1 มาตลอดแต่ก็สอบเอ็นทรานซ์ไม่ติด ก็เลยลงเรียนที่ม.รามคำแหง เพื่อรอเวลาสอบใหม่ ความจริงความฝันเริ่มเกิดขึ้นตอนเรียนม.ปลาย อยากเรียนด้านสถาปัตย์ หรือไม่ก็นิเทศฯ พอมาเรียนก็เจอเพื่อนที่ดีมาก แข่งกันเรียน  ระหว่างเทอม มี 4 ซัมเมอร์ ผมลงอัดเต็มสตรีม 2 ปีแรกเรียนได้ 125 หน่วยกิต ปกติคณะบริหารธุรกิจ การตลาด-โฆษณา มีทั้งหมด 147 หน่วยกิต เพราะเราได้เพื่อนที่ดี  ผมชอบแสวงหาโอกาส และชอบอ่านหนังสือมาก อ่านทั้งหนังสือไทยและฝรั่ง

ทำไมถึงเลือกเรียนคณะบริหารธุรกิจ

ผมมองว่าเรื่องธุรกิจน่าจะเป็นงานของเอกชนที่น่าสนใจ เพราะว่าในชีวิตคงไม่รับราชการแน่นอน แม้ว่าพ่อแม่จะต้องการให้ทำงานด้านราชการก็ตาม คืองานราชการก็ดีอยู่สบายนะเท่าที่เห็นญาติพี่น้อง แต่ถ้าเราเป็นคนที่โปร่งใสอาชีพนี้จะไม่มีวันรวย เพราะว่าผมเป็นคนตรง คิดว่าถ้าเราทำงานเยอะก็ต้องได้ผลตอบแทนที่เยอะ รู้เลยว่าแนวรับราชการไม่ใช่ทางของเรา ผมเรียนจบ 3 ปีครึ่ง ระหว่างที่เรียนไม่ทำงานแต่มีเพื่อนเยอะชอบสังคม ชอบพบปะคน แสวงหาเป้าหมาย ทำกิจกรรมนอกมหาวิทยาลัยเข้าโครงการอบรมเยอะไปหมดอบรมระหว่างมหาวิทยาลัย เช่น โครงการผู้ประกอบการรุ่นเยาว์ โครงการนักลงทุนรุ่นเยาว์ โครงการธนาคารคู่บ้านคู่เมือง ทั้งหมดประมาณ 4-5 โครงการ

งานแรกที่ทำจริงๆ ที่ทำเป็นงานด้านไหน ?

เผอิญตอนฝึกงานในโครงการธนาคารคู่บ้านคู่เมืองนี่แหละ อยู่ในระหว่างการทำงานกลุ่ม รุ่น 19 ก็มี “เอ็ม-มณีสุดา ศิลาอ่อน”  มี “นุสบา ปุณณกันต์” เป็นทีมหาสปอนเซอร์ มององค์กรใหญ่ๆไว้เช่น บริษัทซีเมนต์ไทย ไหนๆก็ไปแล้วผมถือโอกาสกรอกใบสมัครทิ้งไว้ ปรากฏว่าสปอนเซอร์ไม่ได้ แต่ได้งานทำแทน นั่นแทน นั่นคืองานครั้งแรกในชีวิตกับตำแหน่งพนักงานฝ่ายขายของซีเมนต์ไทย ทำอยู่ 2 ปี บริษัทนี้เขาให้ความสำคัญกับการพัฒนาทรัพยากรบุคคล ผมได้รับโอกาสเยอะมากส่วนความชอบเรื่องของดีไซน์  ความคิดสร้างสรรค์ การออกแบบ ผมก็ยังไม่ลืม ก็เลยคิดว่าทำงานนี้ 2 ปีพอแล้ว มีคนบอกว่าจะลาออกทำไมเงินเดือนก็ดี บริษัทมั่นคง ตอนนั้นผมอายุ 22 สตาร์ทเงินเดือน 15,000 บาท มีรถประจำตำแหน่งด้วยนะ

แสดงว่าตอนนั้นมีเป้าหมายใหม่ที่ดีกว่าก็เลยลาออก

แน่นอนครับ ผมลาออกเพื่อไปทำงานบริษัทโฆษณา คราวนี้เข้าล็อคผมเลยครับ เป็นบริษัทโฆษณาของญี่ปุ่นชื่อ “ซูโอ เซ็นโกะ” เป็นบริษัทเล็กๆ มีพนักงานแค่ 12 คน ผมทำอยู่ปีครึ่งได้เห็นทุกอย่างในชีวิต เพราะบริษัทเล็ก รู้จักกันหมด ได้เรียนรู้การทำบัญชี การประสานงาน การดูแลลูกค้า การออกแบบกราฟฟิคฯลฯ เรียกได้ว่าผมได้เรียนรู้งานครบวงจร ขณะเดียวกันก็ยังเป็นความฝันที่ยังไม่ทะลุทะลวง  แต่เหมือนความฝันกำลังค่อยๆพีคขึ้น

พีคขึ้นอย่างไรคะ

ช่วงนั้นผมติดตามงานของครูโต “หม่อมหลวงจิราธร จิรประวัติ” เห็นผลงานของครูโตแล้วชอบมาก  เป็นฟู้ดสไตล์ลีสที่มีผลงานในแมกกาซีนเยอะมาก ผมก็เลยไปฝากเนื้อฝากตัวเป็นลูกศิษย์  ตั้งแต่ยังไม่ได้ออกจากซีเมนต์ไทย  แล้วผมก็ลาออกมาเป็นผู้ช่วยครูโต ตอนอายุ 24-25 ปี เพราะผมเริ่มรู้แล้วว่าอยากเป็น “ฟู้ดสไตล์ลีส” ซึ่งครูโตก็ให้โอกาส เวลาไปทำงานที่ร้านไหนผมก็ไปด้วย เวลาครูโตไปบรรยายผมก็ไปนั่งฟังมีอะไรก็ช่วยอยู่ประมาณ 2 ปีที่อยู่ใกล้ชิด ที่เหลือก็ไปๆ มาๆ อัพเดทกันตลอด ครูโตไม่ได้สอนการเป็นฟู้ดสไตล์ลีสอย่างเดียว แต่สอนการจัดการในชีวิต  สอนให้ชีวิตมีรสนิยม ซึ่งเป็นเรื่องที่ใหญ่มาก ตอนนั้นรสนิยมเรายังไม่ได้เป็นแบบนี้ ครูโตสอนทุกอย่างทั้งมารยาท การวางตัว การพูดการจา การกินข้าวเอาอะไรใส่กับอะไรฯลฯ สอนเรื่องการจัดองค์ประกอบ การจัดพื้นที่ วางคู่สี วาง Layout งานออกแบบสิ่งพิมพ์  เพราะเนื้อหาดี ภาพสวย จะมีรสนิยมดี วาง Layout ไม่ดีก็จบ ดังนั้นครูโตคือผู้เปิดประตูแห่งแสงสว่างของชีวิต ผมจึงรักและศรัทธา ท่านเป็นครูด้วยจิตวิญญาณของความเป็นผู้ให้

ทำไมกล้าประกาศตัวว่าเป็น “ฟู้ดสไตล์ลีส” ในขณะที่สมัยนั้นยังไม่ค่อยมีใครกล้าเรียกตัวเองแบบนั้น

อันดับแรกเลยเราได้ครูที่ดี เวลาไปไหนก็ตาม ต้องให้เครดิตครูโตซึ่งเป็นฟู้ดสไตล์ลีส เวลาไปไหนก็ตามเขาจะแนะนำว่า “ขาบ” เป็นผู้ช่วยครูโต เป็นผู้ช่วยฟู้ดสไตล์ลีส ครูเขาส่งและให้เครดิตเรา มีคนรับรอง ก็เลยกล้าใช้คำนี้ การที่อยู่กับครูโตแปลว่าเรามีพี่เลี้ยงที่ดีที่สุดในโลก ไม่ว่าผมทำอะไรครูก็จะคอมเมนต์ เราต้องเปิดใจกว้าง การคอมเมนต์เยอะๆ แล้วเราปรับตัวก็จะทำให้เราเก่งขึ้น ผมถูกเคี่ยวมา 2 ปี จนครูบอกว่าออกไปทำมาหากินได้เต็มที่แล้ว  เก่งแล้ว (หัวเราะ)

ชีวิตเคยเจออุปสรรค ปัญหา ความยากลำบากไหม มีวิธีการจัดการอย่างไร

เวลาผมเจอปัญหาหรืออุปสรรค ผมคิดเสมอว่า “คนเราเกิดมาเพื่อแก้ปัญหา แล้วมันก็จะไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไป” ฉะนั้นทุกอย่างไม่ใช่ปัญหา ถ้าเราแก้ปัญหาเป็น ทุกอย่างก็จะไม่เป็นปัญหา แต่ถ้าเรามองว่าอันนี้มันคือปัญหา มันก็จะกลายเป็นอภิมหาปัญหา ความยุ่งยากเดือดร้อนมันเกิดขึ้น  อย่างบางคนมองว่าต้องเป็นคนรวยถึงจะทำงานศิลปะได้ ต้องเป็นคนที่มีความพร้อม แต่ผมเป็นคนที่ธรรมดามาก ผมเรียนรู้เรื่องความพอเพียงและมัธยัสถ์ เวลาทำงานพวกนี้บางช่วงได้เงินเยอะมาก บางช่วงได้เงินน้อยหรือไม่ได้เงินก็มี เราต้องเดินทางสายกลางรู้จักคำว่าพอเพียง ไม่ได้ทะเยอทะยานโลภมาก ชีวิตผมไม่ได้หวือหวาอะไร อาจจะมาจากภูมิคุ้มกันจากบ้าน ก็คือธรรมมะที่เราได้บ่มเพาะตอนเด็กๆ ทุกวันนี้ยังคงเป็นตัวตนของเราที่เคลื่อนไหวอยู่ในสังคมแต่ไม่มีอะไรสุดโต่ง

8

สิ่งที่ภูมิใจที่สุดตอนนี้คืออะไร

จริงๆมีหลายๆอย่างนะ เอาเป็นว่าลำดับไปเลยตั้งแต่แรก ชีวิตอยากเป็นสถาปนิก ตอนนี้เราได้เป็นอาจารย์พิเศษสอนด้านสถาปัตย์นับ 10 มหาวิทยาลัยก็เป็นสิ่งที่แปลกอยู่ อันที่สองได้มีโอกาสทำงานถวายเจ้านายหลายโครงการ ตอนนี้ก็ยังทำอาสาสมัครมูลนิธิโครงการหลวงปีที่ 15 ก็ยังเอางานด้านฟู้ดสไตล์ลีสมารับใช้ สุดท้ายแล้วก็ต้องกลับไปพัฒนาบ้านเกิด  ทำเป็นหมู่บ้านกราฟฟิตี้ พญานาค เป็นที่ฮือฮา ในโซเชียลมากเลย ล่าสุดก็เป็นสิ่งมหัศจรรย์ในชีวิตก็คือได้รับปริญญากิตติมศักดิ์ สาขานวตกรรมท่องเที่ยว จากมหาวิทยาลัยเกษตร รับพระราชทานปริญญาบัตรวันที่ 12 ตุลาคม 2562 เป็นสิ่งที่ไม่เคยคาดคิดมาก่อน

7

อยากให้เล่าถึง “รางวัลออสการ์ อาหารโลก” ที่ได้รับมาว่ามีความเป็นมาเป็นไปอย่างไร

ผมได้รับรางวัลที่ 1 ของโลกมาแล้ว 9 ครั้ง ยังไม่มีคนไทยได้รางวัลนี้มาก่อน ตอนที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ศวรรต ผมแต่งโจงกระเบนชุดดำ พอประกาศชื่อเราก็ขึ้นเวทีถือพระบรมฉายาลักษณ์ในหลวงรัชกาลที่ 9 ขึ้นบนเวที แล้วเขาก็ให้กล่าวสุนทรพจน์ ผมก็พูดถึงในหลวง พูดเสร็จผมก็ขอให้ทุกคนยืนไว้อาลัย หลังจากนั้นได้รับเสียงปรบมือกึกก้องสุดๆไม่เคยเจอเลย พอเดินลงมาจากเวที ประเทศที่มีสถาบันพระมหากษัตริย์ เดินออกจากแถวมาสวมกอดเรา เพราะทุกคนรู้ว่าในหลวงรัชกาลที่ 9 ทำเพื่อใครนี่คือสิ่งที่ยิ่งใหญ่มาก

 เหตุการณ์ล่าสุดเมื่อ 2 เดือนที่แล้ว ผมทำหนังสือโอท็อปนววิถี ได้รับรางวัลเมนูอาหารพื้นถิ่น Local ซึ่งในประเทศไทยมีอาหารไทยคนรู้จักอยู่แล้วจะเป็นอาหารภาคกลาง แต่อย่าลืมนะว่าภาคเหนือ ภาคตะวันออก ตะวันตก อีสาน มีอาหารท้องถิ่น อาหารไทยกับอาหารท้องถิ่นเป็นคนละนิยาม เราจึงเอาไปประกวดจนได้รางวัลที่ 1 ของโลก ถือว่าเป็นการเปิดประวัติศาสตร์ชาติไทยเลยว่า การยอมรับอาหารท้องถิ่นของประเทศไทยเป็นที่ยอมรับ เป็นการประกาศศักดา ถ้านักท่องเที่ยวหลั่งไหลเข้าไปทั่วประเทศ เป็นการกระจายรายได้ยิ่งกว่าอะไรอีก และชาวบ้านที่ยากจนจะได้เงินขนาดไหน มันคือที่สุดแล้ว ก็คือความเป็นรากของคำว่า “ฟู้ดสไตล์ลีส” ในการเดินทางของมัน

จากรางวัลที่ได้รับมา ควรต่อยอดอย่างไรควรได้รับความร่วมมืออย่างไรจากหน่วยงานไหน จึงจะเกิดประสิทธิผลตามที่เราวาดหวังไว้

อย่างแรก ต้องทำการท่องเที่ยวชุมชนก่อน ผมจึงทำพิพิธภัณฑ์มีชีวิต โดยเอาเรื่องของศิลปะ วัฒนธรรมร่วมสมัยเปลี่ยนรูปแบบการนำเสนอแต่ไม่ทิ้งอัตลักษณ์ท้องถิ่น เพราะจังหวัดบึงกาฬติดแม่น้ำโขง คนมีความเชื่อศรัทธาพญานาค เราเอาจินตนาการความเชื่อจากในวัดโดดออกมาเป็นงานกราฟฟิตี้อาร์ตๆ วาดรูปพญานาคในอาชีพต่างๆ เรียกนักท่องเที่ยวเข้าพื้นที่ ก็จะเกิดรายได้จากการเข้ามาใช้ชีวิต การกิน การนอนพักผ่อน การเสพงานศิลปะ ถามว่ารัฐบาลจะเอาไปต่อยอดยังไง อยากให้มองเรื่องความยั่งยืนของการท่องเที่ยวชุมชน และชุมชนต้องมีต้นแบบที่ชัดเจน เราเอาเรื่องของนวัตกรรมการสร้างสรรค์การออกแบบมาใช้จนประสบความสำเร็จ อยากให้รัฐบาลมาดูแล้วมาเอาไปเป็นต้นแบบ เพราะทุกชุมชนมีทุนทางวัฒนธรรมของแต่ละหมู่บ้านอยู่แล้ว เพียงแต่คนที่ทำเข้าใจหรือเปล่า คนที่ทำเป็นนักออกแบบแนวคิดไหม

9

พิพิธภัณฑ์ชุมชนมีชีวิตที่ทำ ต้องสละบ้านพักส่วนตัวให้คนเข้าชมทุกวัน ทางครอบครัวเห็นด้วยโดยง่ายดายไหม

คุยกับทุกคนในบ้านว่า เราจะเสียสละบ้านส่วนตัว ยกให้เป็นของส่วนรวม มันก็ไม่ง่ายหรอก ไหนจะต้องมาเสียเงินปรับปรุงบ้านอีกซึ่งดูประหลาดๆไปหน่อย ผมก็เลยเอาเรื่องของการออกแบบแนวคิดไปจัดการกับคอนเซ็ปต์ดีไซน์ เป็นการเปลี่ยนความคิดของคนว่า นี่คือสถาปัตยกรรมบ้านเรือนอีสานอยู่แบบธรรมดาได้ และเก๋ก็ได้ คนวัยหนุ่มสาวเข้าไปดูเยอะมากเพราะเราทำแนวป๊อปอาร์ต มีการจับคู่สี อาจารย์ด้านสถาปัตย์ นักศึกษา ฯลฯ เข้าไปดูงานกัน รัฐบาลควรมาดูบ้างนะเพราะเป็นงานต้นแบบจริงๆ ในเรื่องการนำเอาศิลปะจับกับทุนวัฒนธรรมชุมชนไม่ได้ใช้เงินเยอะเลย แต่ต้องเอาหัวใจคนมาทำงานให้ได้เท่านั้นเอง

6

 

พูดถึงรางวัลกูร์มองต์ อวอร์ด (Gourmand Awards) ของฝรั่งเศส หน่อยว่าเข้าประกวดได้อย่างไร

รางวัลนี้ทั่วโลกรู้จักดี เพราะมีมา 40 กว่าปีแล้วประเทศไทยเรายังไม่ค่อยรู้จัก เพราะยังไม่มีใครเคยได้รางวัลนี้ วัตถุประสงค์ของเขาก็คือ เป็นองค์กรที่สนับสนุนและส่งเสริมบุคคลที่มีคุณูปการ ในด้านที่ทำงานเพื่อส่วนรวมในด้านอาหาร และการเกษตร สร้างประโยชน์ให้กับสังคม เขาก็อยากจะสดุดีและเชิดชูเกียรติ ตอนแรกๆรางวัลนี้เกิดขึ้นที่ประเทศเยอรมัน ตอนหลังย้ายสำนักงานไปอยู่ที่ฝรั่งเศส

ต้องบอกก่อนรางวัลนี้ไม่เคยอยู่ในหัวผมเลย ทุกวันคิดว่าทำงานให้ลูกค้าต้องทำอย่างดีที่สุด ผมมีผลงานเยอะเลย ขึ้นเครื่องบิน ก็เห็นงานที่ผมออกแบบ ขึ้นทางด่วนก็เห็นผลงาน ฯลฯ เวลาทำงานออกไปมีหนังสือที่ทำชื่อ Food & Travel Laos มีทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ และภาษาอังกฤษไปขายอยู่ที่หลวงพระบาง เมืองมรดกโลก มีนักท่องเที่ยวเขาซื้อหนังสือไปอ่าน แล้วอีเมลล์มาหาผม บอกว่าหนังสือเล่มนี้มันคือที่สุด เราอยากแนะนำให้คุณรู้จักเวทีนี้ คุณน่าจะส่งผลงานไปประกวดที่เวทีนี้สิ  ปีแรกที่ผมส่งไปแค่ได้เข้ารอบแต่ไม่ได้รางวัล  แต่ต้องบอกก่อนว่า ผมไม่เคยทำงานเพื่อจะเอารางวัล ขณะเดียวกันเวลาเข้ารอบเสร็จแล้วเราก็ต้องบินไปร่วมงาน  อย่างปีล่าสุดไม่มีใครได้รู้จักกับกูร์มองต์ อวร์ดส์คลับ คนล่าสุดที่ไปเจอก็คือเชฟส่วนตัวของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ถ้าแต่ละคนไม่มีผลงานระดับโลกก็จะไม่มีวันได้เจอคนที่ยิ่งใหญ่แบบนี้ ถือว่าเป็น Best of the World ไม่นึกเลยว่าเด็กภูธรอย่างเราจะไปได้ไกลถึงขนาดนี้

สิ่งหนึ่งที่ผมคิดอยู่เสมอนะว่า เราได้รับโอกาสจากบ้านเกิด วันหนึ่งเราต้องกลับไปตอบแทนที่ที่เราเคยได้รับโอกาส เราต้องไม่ลืม ถามว่าเราจะเสวยสุขแบบนี้โดยไม่กลับไปได้ไหม ก็ย่อมทำได้อยู่แล้ว (หัวเราะ) แต่อย่าลืมสิ่งที่ยิ่งใหญ่ในชีวิตของมนุษย์ ก็คือการให้ที่ยิ่งใหญ่ เงินทองเกียรติยศรางวัลต่างๆที่ได้มาทุกอย่างจะไม่มีความหมายเลย ถ้าเราลืมรากของตัวเอง

ผมไม่ได้แค่พัฒนาบ้านผมเอง แต่พัฒนาหมู่บ้าน มีผลงานกราฟฟิตี้เต็มไปหมด พอนักท่องเที่ยวมาถึงจอดรถ วงแตก ทันทีเพราะแต่ละคนก็วิ่งออกไปหาสิ่งที่ตัวเองสนใจ บ้างถ่ายรูป บ้างวิ่งไปหาอาหารท้องถิ่น เรื่องอาหาร ผมก็เอาความเป็นฟู้ดสไตล์ลีสเข้าไปใช้ในชุมชนด้วย เป็นอาหารชุมชนที่มีดีไซน์ ผมใช้คอนเซ็ปต์ LOCAL สู่เลอค่า นั่นคือ ขาบ-สุทธิพงษ์ สุริยะ