ล้อมวงเศร้า เล่าเรื่อง‘ใจ’

October 10, 2019
by นฤมล ทับปาน

ไม่ใช่โรคแฟชั่น ไม่ใช่โรคเรียกร้องความสนใจ แต่เป็นเพราะสมองที่บอกให้ซึมเศร้า

 

ความเจ็บปวดทางใจนี้ จะบรรยายเป็นคําพูดอย่างไร ความรู้สึกสูญเสียครั้งนั้น จะระบายเป็นภาพวาดได้อย่างไร หากสิ่งที่คนๆ หนึ่งได้เจอ เป็นเพียงแค่ฝันร้ายที่ตื่นขึ้นมาในเช้าวันใหม่ก็เลือนลาง ไม่ใช่ตามหลอกหลอนอย่างที่คนซึมเศร้าต้องเผชิญ

โรคซึมเศร้าเป็นโรคทางจิตเวชชนิดหนึ่ง แต่ไม่ใช่โรคจิต เพียงอยู่ในความดูแลของแผนกจิตเวชเท่านั้น เนื่องในวันสุขภาพจิตโลกนี้ จุดประกายขอเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างความตระหนักถึงโรคอันดับต้นๆ ที่ประชากรโลกราว 7.6 พันล้านคน จาก 300 ล้านคนกำลังเผชิญ

ความจริงแล้วคำว่าภาวะซึมเศร้ากับโรคซึมเศร้า มีความหมายที่ต่างกัน สองคำนี้แม้จะลงท้ายด้วยซึมเศร้า แต่จะเห็นว่าภาวะซึมเศร้ายังคงเป็นแค่ภาวะ ไม่ได้ถลำลึกกลายเป็นโรคอย่างที่หลายคนเข้าใจ

 

72489414_2454110031526855_6904822804982530048_n

ในมุมการแพทย์ พิยะดา พาชัยภูมิ หรือ 'หมอเอิ้น' คุณหมอนักแต่งเพลง และยังเป็นผู้บริหารคนเก่งของโรงแรมพาวิลเลี่ยนใจกลางเมืองเลย คุณหมอสาวสวยชวนทำความเข้าใจกับความเศร้าว่า โดยธรรมชาติมนุษย์ทุกคนมีความเศร้าฝังอยู่ในตัวเป็นเรื่องปกติ อยู่ที่ว่าความเศร้านั้นมีอิทธิพลมากน้อยหรือยาวนานเพียงใด หากรู้จักที่จะเปิดรับอารมณ์อื่นร่วมด้วย ความเศร้านั้นก็จะตัวเล็กลงไปเยอะทีเดียว

เมื่อเรารู้สึกเศร้าในช่วงหนึ่งนั้นแสดงว่าเรากำลังตกอยู่ใน ‘ภาวะเศร้า’ แต่เมื่อไหร่ที่อยู่ท่ามกลางปัญหาโดยไม่มีทีท่าว่าจะหลุดพ้น เมื่อนั้นสารเคมีในสมองได้เปลี่ยนแปลงไปตามห้วงอารมณ์ พร้อมกับคำว่า 'โรค' ที่คืบคลานเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเราเรียบร้อยแล้ว ทำให้สมองที่ปกติ กลายเป็น ‘สมองซึมเศร้า’ ซึ่งเจ้าความซึมเศร้านี้จะเริ่มมีคาแร็กเตอร์ของความเป็นโรคเข้ามาแทนที่ความเป็นเรา

 

กลไกการทำงานของจิตใจ

แต่ละคนมีพื้นฐานด้านจิตใจที่ต่างกัน เผชิญความเครียดต่างกัน แต่จากทฤษฎีจิตวิทยาในเรื่องของโรคซึมเศร้าเอง หรือจากการรวบรวมข้อมูลสาเหตุทางจิต ที่หมอเอิ้นพยายามอธิบายจะมีลักษณะเช่นนี้ หนึ่งมักมีจริตในการโทษตัวเอง ด้วยความมั่นใจในตัวเองอาจมีน้อยอยู่แล้ว เมื่อมีความผิดพลาดหรือมีปัญหาเกิดขึ้น มักใช้กลไกของจิตใจในการลงโทษตัวเอง กระทั่งสูญเสียความมั่นใจ การเห็นคุณค่าในตัวเอง สุดท้ายนำมาซึ่งการสูญเสียกำลังใจ และนี่เป็นคาแร็กเตอร์ของคนซึมเศร้า ซึ่งถือเป็นปัจจัยหนึ่งที่นำไปสู่การเป็นโรคซึมเศร้าอย่างสมบูรณ์

หากพูดถึงสาเหตุของการป่วยมักเริ่มจากกลไกภายในจิตใจ จากสารสื่อประสาทที่เปลี่ยนแปลง กลไกทางจิตใจที่เปลี่ยนไป และความสูญเสียก็เป็นกลไกหลักที่จะเกิดขึ้นได้ รวมถึงปัจจัยภายนอกทั้งบริบทแวดล้อมต่างๆ ความกดดันในการทำงาน ก็ล้วนเป็นหนึ่งในปัจจัยทั้งสิ้น ไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ คนทำงานอาชีพไหนก็เป็นเหยื่อของโรคซึมเศร้าได้ทั้งนั้น

“มีอยู่ครั้งหนึ่งหมอตรวจเป็นเด็กมัธยมต้น เขาก็มาด้วยความรู้สึกว่าตัวเองซึมเศร้าได้ประมาณ 2-3 อาทิตย์ เขาเอาตัวเองออกจากความรู้สึกนั้นไม่ได้ หมอก็ถามไปว่าอะไรเป็นที่มาของความรู้สึกว่าตัวเองเศร้า ซึ่งเหตุผลคือเขาสอบได้ที่สอง เขาสูญเสียความเป็นที่หนึ่ง เราฟังแบบนี้เราอาจจะรู้สึกว่าเรื่องแค่นี้เอง ไม่ต้องได้ที่หนึ่งตลอดก็ได้ แต่สำหรับบางคนมันมีความหมาย ที่หนึ่งของเด็กคนนี้อาจมาพร้อมกับการที่พ่อแม่ชื่นชมเขา การได้เป็นที่รัก เป็นความภูมิใจ หรือบางครั้งพ่อแม่อาจไม่เคยบอกลูกว่าไม่ว่าจะเป็นอย่างไรได้ที่เท่าไหร่พ่อแม่ก็รักนะ ซึ่งจริงๆ แล้วเขาก็รักลูกนั่นแหละ ดังนั้นการได้ที่สองมันจึงเป็นความสูญเสียมากสำหรับเด็กคนหนึ่ง จนเกือบจะเข้าข่ายการเป็นโรคซึมเศร้า”

โดยสัญญาณที่จะบ่งบอกถึงความผิดปกติมี 3 อย่างด้วยกัน หนึ่ง อารมณ์ที่เปลี่ยนไป อาจไม่ได้ซึมเศร้าตามชื่ออย่างเดียว แต่บางเคสอาจรวมถึงหงุดหงิดง่าย ควบคุมอารมณ์ได้น้อยลง ความอดทนอดกลั้นต่ำ เรียกว่า ซึมเศร้าเรื้อรัง (Dysthymia หรือ Persistent Depressive Disorder) ซึมเศร้าลักษณะนี้ความเครียดจะค่อยๆ ซึมลึกเข้าในจิตใจ สองคือ ความคิดที่เริ่มเปลี่ยนไป เริ่มคิดลบกับตัวเอง นอยด์ง่าย รู้สึกผิดเกินความเป็นจริง โทษตัวเองซ้ำๆ ราวกับว่าแบกโลกทั้งใบไว้คนเดียว นอกจากคิดว่าตัวเองไม่ดีแล้ว คนอื่นก็เริ่มไม่น่าไว้วางใจ ลุกลามไปถึงมองว่าสังคมรอบตัวไม่น่าอยู่ และสามคือ พฤติกรรม ซึ่งส่งผลมาจากการเปลี่ยนไปของอารมณ์และความคิด เก็บตัวเงียบ ซึมๆ ไม่ค่อยพูดจา ทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานช้าลง

ขณะเดียวกันก็ยังมีพฤติกรรมตรงข้ามซึ่งพบในเปอร์เซ็นต์ที่น้อย โดยจะแอคทีฟมากขึ้นแต่ไม่ได้งาน อย่างคนเป็นโรคซึมเศร้าปกติจะมีอาการนอนไม่หลับ แต่กลับกันเขาจะนอนหลับมากเกินไปและกินได้เยอะกว่าปกติ พฤติกรรมทั้งสองขั้วนี้เกิดจากความไม่สมดุลของสารสื่อประสาท 3 ชนิด คือ ซีโรโตนิน นอร์เอปิเนฟริน และโดปามีน ที่น้อยลงและแสดงผลของออกมาต่างกัน ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการใช้ชีวิตโดยตรง

 

36904

 

ฉันเป็นโรคซึมเศร้า

'เอิน' กัลยกร นาคสมภพ ย้อนกลับไปเมื่อสัก 10 ปีที่แล้ว เธอคือนักร้องสาวเสียงดีคนหนึ่ง ซึ่งตอนนี้เป็นเจ้าของธุรกิจที่ปรึกษาด้านแบรนด์และการตลาด โครงการ RAQUE Forward โครงการเล็กๆ ที่ตั้งขึ้นมาโดยเธอ สามี และน้องๆ ในทีม ด้วยความรู้สึกที่ว่าเธอเองก็เป็นโรคซึมเศร้า เป็นผู้ป่วยที่กำลังรักษาอยู่ โรคนี้อาจถูกพูดถึงมากขึ้นในสังคม และถูกพูดถึงอีกครั้งเมื่อมีข่าวคนฆ่าตัวตายเกิดขึ้นในสังคม แต่ยังไม่ค่อยเข้าใจกันสักเท่าไหร่ เธอจึงพยายามสื่อสารเรื่องนี้อย่างสม่ำเสมอ

สำหรับปัจจัยที่นำไปสู่การเป็นผู้ป่วยโรคซึมเศร้า เอินเล่าว่าเมื่อไม่นานมานี้เพิ่งให้สัมภาษณ์เรื่องโรคซึมเศร้าพร้อมกับอาจารย์หมอท่านหนึ่ง ท่านอธิบายไว้ได้ดีเลยว่า จริงๆ แล้วโรคซึมเศร้าไม่มีสาเหตุที่แน่ชัดเป็นอย่างๆ แต่ส่วนใหญ่คนที่เป็นโรคซึมเศร้าเกิดจากหลายสาเหตุที่มันค่อนข้างซับซ้อน ไม่ว่าจะเป็นการถูกเลี้ยงมาในครอบครัวเต็มไปด้วยแรงกดดัน ความคาดหวัง อย่างที่เธอเคยเจอก็ดี หรือจะเป็นเหตุการณ์ไม่คาดฝันทำให้ชีวิตเปลี่ยนไปก็ดี ซึ่งความเครียดมักจะสะสมและทวีคูณขึ้นเรื่อยๆ โรคซึมเศร้าสำหรับเธอจึงเป็นสิ่งที่ถูกปลูกเอาไว้ตอนเด็ก แต่เผอิญออกผลตอนโตเท่านั้นเอง

 

555

 

“ในเวลาปกติเราเป็นคนเก่ง เป็นผู้หญิงมีความสามารถ เป็นภรรยาที่ดี แต่เมื่อไรที่ตกหลุม ความคิดบวกเหล่านั้นมันหายไปในอากาศหมดเลย มันจึงไม่ใช่ว่าไม่อยากคิดบวก แต่เผอิญว่ามันคิดไม่ได้ ในภาวะที่มันเป็นแบบนั้นไม่ว่าจะเป็นสารเคมีในสมอง มันบังคับไม่ให้เราคิด ไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่เราถูกปลูกฝังมาจนทำให้เราไม่สามารถมองเห็นทางออก”

คนที่เป็นโรคซึมเศร้าส่วนใหญ่จะไม่ยอมรับ เพราะสังคมตราหน้าว่าเป็นโรคแฟชั่น โรคเรียกร้องความสนใจ

“เราไม่ได้ต้องการความสนใจ ไม่ได้อยากให้ใครมารับรู้เรื่องของเราด้วยซ้ำ ซึ่งการที่ตีตราแบบนี้ มันกระทบต่อความรู้สึกมาก มีคำพูดที่ค่อนข้างเจ็บปวดอีกคำหนึ่งคือ หาว่าเราเป็นบ้า มันมีหลายความคิดหลายทัศนคติของสังคมที่มีต่อโรคซึมเศร้า ที่ทำให้เราไม่กล้ายอมรับ ไม่กล้าสงสัยว่าตัวเองเป็นหรือเปล่า เป็นเพราะว่าการยอมรับว่าเป็นโรคซึมเศร้าเท่ากับการยอมรับคำพูดทั้งหมดที่คนเขาพูดถึงโรคซึมเศร้า” 

หากจะเปรียบโรคซึมเศร้าก็เหมือนกับคนที่นั่งผิดท่า หลังก็จะค่อยๆ เปลี่ยนรูป พอถึงจุดหนึ่งหมอนรองกระดูกก็มีปัญหา และอาจถึงขั้นหมอนรองกระดูกแตก จนต้องผ่าตัด โรคซึมเศร้าเป็นแบบนั้น ไม่ว่าจะเริ่มจากสาเหตุใด ถ้าทิ้งไว้นาน จะยิ่งสะสมกำลังให้แข็งแรงขึ้น ทำให้เคมีในสมองเปลี่ยนจนเกินความควบคุม ยิ่งแก้สารเคมีในสมองได้เร็ว ยิ่งแก้กลไกของจิตใจได้ โอกาสในการกลับมามีชีวิตปกติอีกครั้งก็อยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม

 

คนข้างๆ ควรทำอย่างไร

สิ่งหนึ่งทุกคนทำได้คือการรับฟัง เรื่องง่ายๆ ที่ทำได้ยาก เพราะคนเราจะมีนิสัยชอบแก้ปัญหาให้คนอื่น และมักเผลอเอาวิธีคิด ความเชื่อ ประสบการณ์ตัวเองมายัดเยียด แต่พึงตระหนักไว้ว่าวิธีการแก้ปัญหาของเรา อาจจะไม่ใช่วิธีการแก้ปัญหาที่อีกคนต้องการ อย่าชี้นิ้วสั่งด้วยคำพูดให้ทำอย่างนั้นอย่างนี้ เพราะนั่นเป็นการดูถูกว่าเขาไม่มีปัญญาคิดได้เอง ซึ่งเท่ากับเราได้ปิดการรับฟังเขาไปแล้ว สิ่งที่ดีที่สุดจึงเป็นเพียงการยืนเคียงข้างแล้วก็รับฟัง แต่นั่นคือการทำให้เขารู้สึกว่าได้รับพลังจากภายใน เป็นวิธีที่ได้รับการยอมรับในสากล และอาจถามไถ่บ้างด้วยคำถามปลายเปิด เช่น เป็นอย่างไรบ้าง มีอะไรจะเล่าให้ฟังไหม เกิดอะไรขึ้น เพื่อกระตุ้นให้เขาได้ระบาย

“อย่างช่วงหนึ่งที่เราปลิ้นโรคซึมเศร้าออกมาทางโซเชียล จนเพื่อนคนหนึ่งคงเห็นว่าอาการหนักมาก ซึ่งเราไม่ได้คุยมาเป็นชาติ ส่งข้อความมาหาบอกว่า ไม่มีอะไรนะ แค่อยากจะบอกว่าว่าฉันอยู่ตรงนี้ ตอนนั้นรู้สึกมีพลังขึ้นมาทันที ทั้งๆ ที่เขาไม่ได้พูดอะไรเลย แต่คำๆ นี้กลับมีผลต่อจิตใจมากกว่าคำว่า อย่าไปคิดมาก ทำอย่างนี้สิ หรือสู้ๆ นะ ซึ่งมันเป็นคำพูดที่รู้สึกดีที่สุดในบรรดาคำปลอบใจที่เคยได้ยินมา” เอิน กล่าว

“คนซึมเศร้าเขารู้สึกเหมือนแบกโลกไว้ทั้งใบอยู่แล้ว การที่เราจะไปบอกให้เขาทำอย่างนั้นอย่างนี้เป็นสิ่งที่ไม่ควร แต่เปลี่ยนเป็นคำถามดีๆ ได้ เช่น วันนี้เป็นอย่างไรบ้าง เหนื่อยไหม อยากเล่าอะไรให้ฟังไหม คำถามสั้นๆ ง่ายๆ การเป็นคนดูแลที่ดีไม่จำเป็นว่าจะต้องทำอะไรเยอะแยะ แต่ให้ทำในสิ่งง่ายๆ” หมอเอิ้นเสริม

ครั้นจะบอกว่าคำไหนเป็นคำต้องห้ามก็คงไม่ถึงขั้นนั้น เพียงแต่ว่าคำบางคำที่เรามักใช้ให้กำลังใจกัน มันมีความต่อต้านอยู่ภายในใจลึก เช่นคำเรียบๆ ที่ว่า “สู้ๆ นะ” นั่นเป็นเพราะไม่ใช่เขาไม่สู้...แต่มันทำไม่ได้ เพราะถ้าสู้ได้คงสู้ไปนานแล้ว

friend-depression-FTR

 

รักษาจิตใจ รักษาสมองป่วย

สำหรับแนวทางการรักษาเมื่อก้าวเข้าสู่คำว่าโรค สิ่งเดียวที่ควรทำเป็นอันดับแรกคือ พบจิตแพทย์ หมอเอิ้นอธิบายว่าจะเริ่มกระบวนการทางจิตวิทยาก่อน เพื่อสืบหาว่าอะไรที่ทำให้เขาเกิดความเศร้า อะไรที่เป็นที่มาของความสูญเสีย และเขามีความสามารถในการรับมือกับสถานการณ์ได้มากน้อยแค่ไหน แล้วจะปรับความคิดปรับมุมมองอย่างไรได้บ้าง ต่อมาคือเรื่องของสารเคมีในสมอง เพราะหัวใจหลักคือสมองซึมเศร้า การให้ยาจึงสำคัญต่อเป็นโรคซึมเศร้าซึ่งมีเป็น 10 ชนิด แต่ละคนอาจตอบสนองตัวยาไม่เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับสารสื่อประสาทของสมองด้วย

เมื่อความรุนแรงของโรคซึมเศร้า ที่ไม่ได้จบลงที่การฆ่าตัวตาย อาจรุนแรงไปถึงการมีอาการทางจิต เช่น อาการหูแว่ว ภาพหลอน การหลุดไปจากความเป็นจริง เพราะคำว่าโรคจิตมันก็คือการหลุดออกไปจากความเป็นจริง และการที่คนๆ หนึ่งจะตัดสินใจจบชีวิตตัวเอง อาจไม่ได้มีสาเหตุมาจากโรคซึมเศร้าเสมอไป เพียงแต่เขาอยู่กับความเครียดเรื้อรัง การฆ่าตัวตายคือทางเลือกของการหลุดพ้น โดยที่เขาได้พยายามทำทุกอย่างแล้วแต่มันไม่มีทางออก

“จริงๆ ความเศร้ามันก็มีอยู่ในตัวเราทุกคน มันก็เป็นสิ่งหนึ่งที่ทำให้ชีวิตเรามีพาร์ทของความอ่อนโยน แต่เพียงแค่ว่าเราต้องดูแลความเศร้าของเราด้วยความเข้าใจ ถ้าเกิดวันหนึ่งเรารู้สึกว่าความรู้สึกเศร้ามันเริ่มมีอิทธิพล เราอาจจะรู้ความเสี่ยงของโรคซึมเศร้า อยากให้เข้าใจว่ามันก็เหมือนโรคทางกายที่รักษาได้ ถ้าเราดูแลมันเร็ว” หมอเอิ้นทิ้งท้าย