'ลิบงโมเดล' ลมหายใจของพะยูนฝูงสุดท้าย

October 7, 2019
by นฤมล ทับปาน

ถ้าหาดทรายไร้หญ้าทะเล พะยูนฝูงนี้จะอยู่อย่างไร จึงเป็นที่มาของการอนุรักษ์และฟื้นฟูระบบนิเวศครั้งสำคัญ

HIGHLIGHTS

  • หญ้าทะเลเป็นทรัพยากรที่มีความสำคัญ มีคุณค่า เป็นที่มาของอาชีพ รายได้ อาหาร และสัตว์ทะเลหลายชนิด ถือเป็นห่วงโซ่อาหารที่สำคัญ เมื่อไหร่ที่หญ้าทะเลหายไปย่อมส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของชุมชน
  • ในหนึ่งปีมีพะยูนตายไม่ต่ำกว่า 12 ตัว หรือเฉลี่ยเดือนละตัว แต่กลับพบว่าช่วง 9 เดือนหลัง มีพะยูนตายไปแล้วถึง 20 ตัว นอกจากการที่พวกมันกินขยะเข้าไปและมีบาดแผลจากเครื่องมือประมงแล้ว อีกหนึ่งปัจจัยก็คือการขาดแหล่งอาหาร

 

หากสโลแกนที่ว่า "ถ้ามาลิบงแล้วไม่เห็นพะยูน ถือว่ายังมาไม่ถึงลิบง" เราคงขึ้นชื่อว่ามาไม่ถึงลิบงแน่ๆ แต่ไม่ถึงกับน่าผิดหวังเสียทีเดียว เพราะสิ่งที่อยู่ตรงหน้า สร้างความตื่นตาตื่นใจใคร่รู้ได้ไม่แพ้กัน บนพื้นที่กว้างสุดล่าฟ้าเขียวราวๆ 12,000 ไร่ จากพื้นที่ทะเลตรังทั้งหมด 21,000 ไร่ เต็มไปด้วยหญ้าทะเลกว่า 10 ชนิด ทำให้เกาะที่ใหญ่ที่สุดของเมืองตรังอย่าง ‘เกาะลิบง’ ในอำเภอกันตัง เป็นแหล่งอาศัยของพะยูนฝูงใหญ่

เกาะแห่งนี้จึงเป็นแหล่งอนุรักษ์พะยูนที่สำคัญอีกแห่งหนึ่ง เพราะถ้ายังจำกันได้ที่นี้เคยเป็นสถานอนุบาลพะยูนน้อยมาเรียม ก่อนการจากไปโดยไม่มีวันกลับ ส่วนเหตุผลที่เกาะลิบงมักพบพะยูนมาเวียนว่ายตายเกิดอยู่บ่อยครั้ง นั่นเป็นเพราะว่าที่นี่เป็นแหล่งหญ้าทะเลที่สมบูรณ์และใหญ่ที่สุดในประเทศไทย

ทว่าในหนึ่งปีมีพะยูนตายไม่ต่ำกว่า 12 ตัว หรือเฉลี่ยเดือนละตัว แต่กลับพบว่าช่วง 9 เดือนหลัง มีพะยูนตายไปแล้วถึง 20 ตัว รวมถึงการตายของพะยูนน้อยขวัญใจชาวเน็ตอย่าง ‘มาเรียมและยามีล’ แต่ไม่นานนักยังคงมีข่าวสะพัดเกี่ยวกับการตายของพะยูนอย่างต่อเนื่อง ราวกับว่าพวกมันเจอโรคระบาดพร้อมๆ กันอย่างน่าสลด

 

พิทักษ์ดุหยงด้วยใจรัก

หลังการตายของพะยูนน้อยมาเรียม ส่งความตื่นตัวในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติที่ยังเหลืออยู่ให้คนได้จำนวนไม่น้อย แต่สถานการณ์พะยูนไทยตอนนี้ กลับเริ่มวิกฤตอีกระลอกหลังพบพะยูนตายเพิ่มขึ้น โดยคาดว่าขณะนี้ทั้งประเทศมีพะยูนเหลืออยู่ไม่ถึง 200 ตัว และยังคงมีอัตราการตายเฉลี่ยต่อปีสูงขึ้นเรื่อยๆ 

การลดลงของพะยูน แม้จะสร้างความกังวลให้กับคนในชุมชนเกาะลิบง เนื่องจากผูกพันกับพะยูนมาตั้งแต่ปู่ย่าตาทวด บางคนเติบโตมากับพะยูนและเห็นพะยูนเป็นเรื่องปกติ ส่วนนี้เองที่ผลักดันให้เกิดแรงบันดาลใจในการร่วมแรงร่วมใจกันให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์พะยูนสัตว์ทะเลหายากที่ใกล้คำว่าจะสูญพันธ์เต็มที จึงเกิดกลุ่มอาสาพิทักษ์ดุหยงขึ้น

สุเทพ ขันชัย หรือบังเทพ หัวหน้าทีมอาสาพิทักษ์ดุหยง เล่าว่า สถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับพะยูนขณะนี้ ทำให้คนในชุมชนตระหนักว่า เราจะลดการตายของพะยูนและจะรักษาหญ้าทะเลได้อย่างไร ถ้าคนในชุมชนร่วมมือกันปกป้องดูแลทรัพยากรที่มีอยู่ให้ดี จะสร้างรายได้เพิ่มจากการการทำสวนยางพาราและทำประมง เนื่องจากจะเป็นการเพิ่มรายได้ในส่วนของการท่องเที่ยวชุมชนแทน นำไปสู่การสร้างเศรษฐกิจที่ดีให้กับชุมชน

จากการที่บังเทพและทีมได้ทำวิจัยนั้น พบว่าสาเหตุหลักที่ทำให้พะยูนลดจำนวนลง ส่วนใหญ่เกิดจากการได้รับบาดเจ็บจากเครื่องมือประมง และพื้นที่หญ้าทะเลซึ่งเป็นแหล่งอาหารหลักลดลง จึงเป็นจุดเริ่มต้นการทำกิจกรรมของโครงการนี้ เริ่มจากการสำรวจความคิดเห็นของคนในชุมชนที่มีต่อพะยูน และสำรวจเครื่องมือทำประมงของชาวบ้านที่อาจจะเป็นอันตรายต่อสัตว์ทะเลอีกหลายชนิด

“คนที่นี่ผูกพันกับพะยูน บ่อยครั้งที่เห็นพะยูนกินหญ้าเพลิน จนเมื่อน้ำลงกลับถิ่นไม่ทันหรือถูกคลื่นซัดเข้ามาเกยตื้น ก็จะช่วยกันพาลงน้ำ ส่วนการสำรวจเครื่องมือประมงก็เพื่อจะได้รู้ว่าอะไรบ้างที่จะทำอันตรายต่อสัตว์ทะเล แม้จะมีอุปสรรคบ้างในช่วงแรกๆ เพราะเขากลัวว่าจะไปกระทบวิถีชีวิตการทำมาหากิน แต่หลังการได้ทำความเข้าใจกันแล้ว ต่างก็ให้ความร่วมมือเรื่องของเครื่องมือทำประมงที่ไม่ผิดกฎหมายและไม่ทำร้ายสัตว์ทะเล ซึ่งหลายคนตื่นตัวในเรื่องเหล่านี้มาก” บังเทพกล่าว 

 

ไขปริศนาหญ้าทะเล

‘หน้าเหมือนหมู อยู่เหมือนปลา กินหญ้าเหมือนวัว’ คือคำนิยามที่ คนอง แสงสว่าง เจ้าหน้าที่ศูนย์ปฏิบัติการอุทยานแห่งชาติทางทะเลที่ 3 หนึ่งในทีมอาสาพิทักษ์ดุหยง โครงการวิจัยเครือข่ายอนุรักษ์พะยูน จังหวัดตรัง เนื่องด้วยรูปร่างหน้าตาที่ละม้ายหมูอย่างที่เอ่ย  และอาศัยอยู่ในน่านน้ำเช่นปลา แถมยังกินหญ้าเป็นสารอาหารที่หล่อเลี้ยงตัวป้อมๆ ของมันเช่นเดียวกับสัตว์เคี้ยวเอื้องอย่างวัว โดยหญ้าทะเลชนิดที่เหล่าพะยูนโปรดปราน คือหญ้าทะเลใบมะขาม หรือเรียกอีกชื่อว่า หญ้าทะเลใบมะกรูด สาหร่ายผมนาง และดอกทะเลหญ้าคา

“ในหนึ่งวันพะยูนเพียงตัวเดียวจะกินหญ้าราวๆ 30-40 กิโลกรัม โดยว่ายเข้ามาตามการขึ้นลงของน้ำทะเล เขากินหญ้าเหล่านี้เป็นหลัก เมื่อช่วงที่หญ้าทะเลตายแหล่งอาหารหายไปพะยูนก็น้อยลงไปด้วย ดังนั้นการป้องกันไม่ให้หญ้าทะเลเสื่อมโทรมจึงสำคัญกว่าการปลูกหญ้าทะเลทดแทน” นักวิจัยท้องถิ่นคนนี้ อธิบายปริมาณการกินหญ้าของพะยูนหนึ่งตัว

เขามองว่าการทุ่มเงินเพื่อปลูกหญ้าทะเลทดแทน เป็นวิธีการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ หากลองประเมินดูว่าการเพาะพันธุ์หญ้าแต่ละครั้งมักมีหลายขั้นตอน อาจเสี่ยงต่อการสูญเสียทรัพยากรอันน้อยนิดที่มีอยู่ไปอย่างน่าเสียดาย

แม้เกาะลิบงจะเป็นแหล่งหญ้าทะเลที่อุดมสมบูรณ์ที่สุด แต่กลับเป็นที่รู้จักน้อยมาก และช่วงเดือนเมษยนที่ผ่านมาได้เกิดปรากฎการณ์หญ้าทะเลตายเป็นจำนวนมาก และจากกรณีการตายของมาเรียมทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงบนเกาะลิบงอย่างมาก เป็นที่มาของโครงการปริศนาหญ้าทะเล เกาะลิบง อำเภอกันตัง จังหวัดตรัง โดยการสนับสนุนของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.)  ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นการอนุรักษ์แหล่งอาหารสำคัญของพะยูน ในชุมชนเกาะลิบง พื้นที่อนุรักษ์พันธุ์สัตว์ และอนุบาลสัตว์ทะเล

โดยเริ่มต้นจากการวางแปลงเพื่อวิจัยหญ้าทะเล นั่นทำให้รู้ถึงสาเหตุความเสื่อมโทรมของหญ้าที่ไม่ใช่แค่ปัจจัยจากขยะอย่างเดียว แต่ส่วนหนึ่งเป็นเพราะน้ำทะเลมีอุณหภูมิที่สูงขึ้น โดยเฉพาะหญ้าที่อยู่ในที่แห้งเมื่อโดนแดดร้อนๆ แผดเผาย่อมมีผลต่อเมล็ดพันธุ์ และสิ่งสำคัญที่น่ากังวลคือสิ่งที่มากับน้ำ เช่น ถุงพลาสติก รวมถึงสิ่งที่มองไม่เห็นอย่างสารเคมีที่เป็นส่วนประกอบหลักของยาฆ่าแมลง ยาฆ่าหญ้า ที่มาจากโรงงานอุตสาหกรรม พื้นที่การเกษตร เขตก่อสร้าง ซึ่งมีผลกระทบมากกว่าขยะเสียอีก โดยไหลมาตามน้ำทำให้เกิดการทับถมเป็นตะกอน เมื่อคลื่นตีเข้ามาก็มาติดค้างอยู่ที่หญ้าทะเล ยิ่งทับถมนานวันเข้าทำให้หญ้าไม่สามารถสังเคราะห์แสงได้ และตายลงในที่สุด 

“ลำพังคนบนเกาะลิบง 3,200 คน คงไม่ได้ทิ้งขยะมากมายมหาศาลจนเป็นสาเหตุทำให้มาเรียมตายได้ อย่าลืมว่าขยะเหล่านั้นไหลมาจากทั่วทิศ และพวกเราทุกคนก็อาจมีส่วนเป็นเจ้าของขยะสักชิ้น ดังนั้นหากจะแก้ที่ต้นน้ำจริงๆ พวกเราคงต้องทำให้เป็นไปในทิศทางเดียวกันเสียก่อน” คนอง ฉุกคิดถึงประเด็นที่ชาวลิบงตกเป็นจำเลยสังคม 

 

เยาวชนรุ่นใหม่หัวใจอนุรักษ์

“หญ้าทะเลเป็นทรัพยากรที่มีความสำคัญ มีคุณค่า เป็นที่มาของอาชีพ รายได้ อาหาร และสัตว์ทะเลหลายชนิด ถือเป็นห่วงโซ่อาหารที่สำคัญ เมื่อไหร่ที่หญ้าทะเลหายไปย่อมส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของชุมชนบนเกาะลิบง ชุมชนจึงตื่นตัวและให้ความสำคัญในการรักษาระบบนิเวศนี้ เพื่อให้หญ้าทะเลเหล่านี้ยังคงอยู่คูเกาะลิบงต่อไป” ขนิษฐา จุลบล ศูนย์ประสานงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นจังหวัดตรัง (สกสว.) พูดถึงความสำคัญของหญ้าทะเล

ไม่มีหญ้าทะเล ไม่มีสัตว์ทะเล แหล่งท่องเที่ยวที่เคยมีย่อมค่อยๆ ลดลง โครงการปริศนาหญ้าทะเล จึงเกิดขึ้นจากความร่วมมือของกลุ่มเด็กและเยาวชนเกาะลิบงที่มีใจอนุรักษ์ทรัพยากรชุมชน เริ่มจากการศึกษาค้นหาความรู้เรื่องของหญ้าทะเลก่อนว่ามีความสำคัญอย่างไร ทำไมถึงต้องมีหญ้าทะเล ในอดีตเคยมีปริมาณมากน้อยเพียงใด แล้วปัจจุบันหายไปได้อย่างไร สุดท้ายแล้วจะทำอย่างไรให้ดีขึ้น รวมทั้งทำให้คนในชุมชนใช้พื้นที่ที่อยู่ร่วมกันระหว่างคนกับสัตว์อย่างเป็นมิตร ส่วนนี่เองที่เธอบอกว่าเป็นโจทย์สำคัญเบื้องต้นในการทำงานของนักวิจัยรุ่นเยาว์กลุ่มนี้

วิลลี่ ป้อนา นักวิจัยรุ่นเยาว์วัย 17 ปี นักเรียนชั้นม.6 โรงเรียนบ้านบาตูปูเต๊ะ เกาะลิบง อำเภอกันตัง จังหวัดตรัง ตัวแทนกลุ่มเยาวชน Active เกาะลิบง และในฐานะหัวหน้าโครงการดังกล่าว บอกถึงหตุผลที่เข้าร่วมครั้งนี้ว่า ช่วงเดือนมีนาคมถึงเดือนเมษายนที่ผ่านมา ได้เห็นหญ้าทะเลเปลี่ยนสี และลอยตายเกลื่อนเต็มหน้าหาด เป็นเพราะอุณหภูมิของน้ำทะเลที่สูงขึ้นในช่วงนั้น ทำให้หญ้าทะเลลดลงเป็นผลให้พะยูนลดจำนวนลงด้วย ชุมชนก็เกิดการตื่นตัวกัน พอมีงานวิจัยเข้ามาทำให้เกิดการฟื้นฟูหญ้าทะเล และหลังจากที่ได้ทำกิจกรรมทั้งเดินสำรวจร่องรอยการกินหญ้าทะเลของพะยูนที่ร่วมกับทีมอาสาพิทักษ์ดุหยง ก็พบว่ามีพะยูนมากินหย้าที่เกาะมากขึ้น นั่นแสดงให้เห็นว่าถ้าไม่มีหญ้าทะเลก็ไม่มีพะยูน รวมถึงสัตว์ทะเลอีกหลายชนิดที่กินหย้าทะเลเป็นอาหารด้วย

นอกจากกิจกรรมลาดตระเวนและเก็บขยะเพื่อฟื้นฟูแนวหญ้าทะเล ภายใต้โครงการยังรวมถึงการฟื้นฟูหญ้าทะเลซึ่งเป็นแหล่งอาหารของพะยูน ที่จะส่งผลให้จำนวนพะยูนเพิ่มขึ้นและอยู่คู่กับลิบงต่อไป อีกหนึ่งกิจกรรมที่ขาดไม่ได้ก็คือ การสำรวจหญ้าทะเล โดยทุกๆ 3 เดือน จะมีการวางแปลงหญ้าทะเล เพื่อเก็บข้อมูลก่อนและหลัง โดยสาเหตุหรือปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อการลดลงหรือเพิ่มขึ้นของหญ้า รวมถึงสิ่งมีชีวิตที่อาศัยในบริเวณแนวหญ้า เพื่อนำไปสู่การหาแนวทางแก้ไขป้องกันต่อไป       

สำหรับงานวิจัยนี้ ได้ทำกระบวนการวิจัยท้องถิ่นเข้ามาขับเคลื่อนในชุมชน หลังการสำรวจเก็บข้อมูลชุมชนแล้ว นำมาสู่การจัดทำเวทีประชาคมเพื่อร่วมกันกำหนดกติกาชุมชนขึ้น ด้วยเป้าหมายที่ชัดเจนคือ ให้พะยูนอยู่ร่วมกับคนได้ และสร้างชุมชนให้เข้มแข็งหวงแหนทรัพยากร 

นอกจากขับเคลื่อนกันภายในชุมชนแล้ว การขอความร่วมมือชุมชนนอกเกาะก็เป็นเรื่องสำคัญไม่แพ้กัน เพราะจากการสำรวจมักพบเรือประมงต่างถิ่นลักลอบเข้ามาในพื้นที่อยุ่บ่อยครั้ง ดังนั้นหากจะเข้ามาในพื้นที่รอบเกาะต้องปฏิบัติตามกฎกติกาชุมชน เช่น เรือที่จะเข้ามาในพื้นที่ต้องชะลอความเร็วลง เพื่อไม่ให้สร้างความหวาดกลัวให้กับฝูงพะยูนที่อาศัยอยู่ในบริเวณนั้น

 

โมเดลจัดการขยะ    

ประเทศไทยติดอันดับ 6 ของประเทศที่มีปริมาณขยะพลาสติกที่ขาดการบริหารจัดการที่ถูกต้อง จากงานวิจัยของ Jambeck และทีมงาน ในปี 2558 สอดคล้องกับสถานการณ์ขยะในบ้านเราที่สร้างขยะ 1.15 กิโลกรัมต่อคนต่อวัน หรือคิดเป็น 76,360 ตันในหนึ่งวัน ทำให้มีขยะมูฝอยทั่วประเทศ 27.82 ล้านตัน แต่มีการจัดการขยะอย่างถูกต้องเพียง 10.88 ล้านตัน หรือ 39.1 เปอร์เซ็นต์ของปริมาณทั้งหมด นำกลับมาใช้ใหม่น้อยเพียง 9.58 ล้านตัน ราวๆ 34.4 เปอร์เซ็นต์ และยังมีอีก 7.36 ล้านตัน หรือ 26.5 เปอร์เซ็นต์ที่มีการจัดการอย่างไม่ถูกต้องนัก รวมถึงขยะตกค้างอย่างถุงพลาสติกอื่นๆ อีก 18.9 เปอร์เซ็นต์ ที่พบมากสุดบริเวณชายหาด แนวประการัง และป่าชายเลนในพื้นที่ 24 จังหวัดชายทะเล ซึ่งนับว่าเป็นแหล่งท่องเที่ยงเชิงอนุรักษ์ทั้งสิ้น

ขยะพลาสติกที่พบในทะเล ส่วนใหญ่เกิดจากกิจกรรมบนบกถึงร้อยละ 80 ดังนั้น หากยังไม่รีบแก้ไข หรือป้องกันจะส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ทั้งทำลายระบบนิเวศปะการัง การตายของสัตว์ทะเลหายาก อย่างเต่าและพะยูน  

แม้จะพยายามแก้ไขปัญหาขยะแล้วก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นการตามเก็บขยะตามแนวชายฝั่งหรือในทะเล การรณรงค์ให้ใช้ผลิตภัณฑ์ที่สามารถทดแทนทั้งถุงพลาสติกและกล่องโฟม แต่ดูเหมือนว่ายังไม่เป็นไปในทิศทางเดียวกันนัก ทำให้ไม่เกิดประสิทธิภาพที่ชัดเจน และผลกระทบที่ตามมาค่อยๆ จะขยายวงกว้างไปกว่าเดิม

ศ.ดร.เผดิมศักดิ์ จารยะพันธุ์ ผู้ทรงคุณวุฒิบัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มองว่า ขยะเหล่านั้นจะส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ทำลายระบบนิเวศของปะการัง เป็นสาเหตุการตายของสัตว์ทะเล สุขภาพย่ำแย่ เพราะรับประทานอาหารที่มีผลกระทบจากสารพิษ เนื่องจากพลาสติกสามารถถูกย่อยเป็นขนาดเล็กลงได้โดยแสงแดด (photodegradation) ทำให้สารเคมีบางชนิดที่เป็นพิษ ละลายไปในน้ำทะเล ขณะที่พลาสติกบางชนิดยังสามารถดูดซึมสารพิษเช่น PCB ที่อยู่ในน้ำทะเลสามารถเข้าสู่ห่วงโซ่อาหารได้เมื่อถูกกินโดยสัตว์ 

ส่งผลให้ทัศนียภาพของแหล่งท่องเที่ยวเสื่อมโทรม เศรษฐกิจการท่องเที่ยวถดถอย และอีกประเด็นสำคัญคืออาจนำไปสู่ปัญหาขยะข้ามแดน ซึ่งกระทบต่อความมั่นคงระหว่างประเทศ โดยขยะพลาสติกในทะเลร้อยละ 80 มาจากกิจกรรมบนบก ซึ่งก็คือการท่องเที่ยวชายหาด ชุมชนรมทะเล และบริเวณท่าเรือ อีก 20 เปอร์เซ็นต์มาจากกิจกรรมในทะเล ทั้งการขนส่ง การประมง และการท่องเที่ยวทางทะเล

การจัดการขยะทะเลต้องแก้ไขตั้งแต่ต้นทาง คือ คน โดยการสร้างความตระหนักให้กับประชาชนปรับเปลี่ยนมุมมองการแก้ปัญหาขยะใหม่ ไม่ใช่แก้ด้วยการเก็บขยะแล้วนำไปรีไซเคิลเพียงอย่างเดียว แต่ควรเปลี่ยนมุมมองของคนทิ้งขยะใหม่ ไม่มองขยะเป็นเพียงแค่ขยะหรือของเหลือทิ้ง แต่มองขยะให้เป็นวัตถุดิบ ให้การจัดการขยะเป็นเรื่องของ business model ทำให้เห็นประโยชน์จากขยะเหล่านี้มากกว่าการมองว่าเป็นปัญหา

เพราะแท้จริงแล้ว ขยะก็คือวัตถุดิบ การทำให้วัตถุเหลือใช้กลายเป็นวัตถุดิบของกระบวนการผลิตอื่นๆ ก่อนที่วัตถุเหลือใช้นั้นจะเข้าสู่กระบวนการจัดการที่ไม่เหมาะสม แล้วกลายเป็นขยะที่ต้องใช้งบประมาณมหาศาลในการตามแก้ไขปัญหาขยะอย่างไม่มีที่สิ้นสุด

เราทุกคนล้วนเป็นต้นเหตุทำให้เกิดขยะและเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบจากขยะ ดังนั้นการป้องกันและแก้ไขปัญหาขยะนั้นจึงเป็นเรื่องของทุกคน