'ยูริธมี' บำบัด เคลื่อนกายผสานความรู้สึก

October 7, 2019
by เพ็ญลักษณฺ์ ภักดีเจริญ

รูดอล์ฟ สไตเนอร์ ผู้เป็นผู้คิดค้นการเคลื่อนไหวทางกายให้สอดคล้องกับธรรมชาติ และนี่คือศาสตรฺ์ที่ใช้ทั้งบำบัดร่างกายและจิตใจ รวมถึงพัฒนามนุษย์ได้ด้วย

IMAGE: ธนาชัย ประมาณพาณิชย์

HIGHLIGHTS

  • “ตอนนี้เราก็เข้าใจโรคซึมเศร้ามากขึ้น ก็ดิ้นรนหาความรู้ พยายามรักษาลูก ช่วงที่ลูกมีภาวะเครียดเยอะๆ เคยบอกว่าอยากฆ่าตัวตาย ซึ่งต่อมาเราก็เข้าใจว่า เด็กมีปัญหาสารเคมีในสมอง ทำให้ต้องกินยา และยังหยุดยาไม่ได้ ส่วนศาสตร์การบำบัด ก็ช่วยทำให้เขาเชื่อมโยงกับธรรมชาติรอบตัวมากขึ้น และนี่ก็เป็นครั้งแรกที่เราได้ลองเคลื่อนไหวแบบยูริธมี ”

 

  •  สำหรับเด็กๆ แล้วการเคลื่อนไหวแบบยูริธมี จะสร้างความเบิกบานให้พวกเขา เพราะเป็นการเคลื่อนไหวร่างกายตามธรรมชาติผสมผสานกับความสนุก ถ้าเป็นเด็กเล็กจะเน้นการเล่นและเรื่องเล่า ถ้าเป็นเด็กโตจะเน้นท่าทางที่ท้าทายความสามารถในการเคลื่อนไหวส่วนต่างๆ ของร่างกาย

 

 

“เด็กเล่น ผู้ใหญ่ไม่เล่น ฉันคิดว่าเล่นได้...”

“บินตามความคิด บินตามความหวัง ไม่ใช่บินจริงๆ ”

“ทำไมการเคลื่อนไหวสำคัญคือสนุก สอนจิตใจตัวเรา การเคลื่อนไหวทำตามความรู้สึก ความคิด และเจตจำนง ทั้ง 3 กำลังด้านในปรับชีวิตให้สมดุล”

ฯลฯ

.............

 

ครูคาทเทีย ปิ่นสุวรรณ นักยูริธมี และศิลปะยูริธมี ชาวเยอรมันที่มีประสบการณ์หลายสิบปี สอนทั้งครู อาจารย์ และนักเรียนทุกระดับชั้น กล่าวในเวิร์คชอป ระหว่างนำการเคลื่อนไหวแบบยูริธมี

ขณะที่เคลื่อนไหวยูริธมี รู้สึกได้ว่า การเคลื่อนไหวแบบนี้ ไม่ได้มีกรอบมากมาย แต่สัมผัสได้ถึงความเบิกบาน

 

ยูริธมี เป็นการเคลื่อนไหวที่มีกฎเกณฑ์ มีเครื่องดนตรีเคาะชิ้นเล็ก ภาษาที่ครูใช้มีเสียงสระ พยัญชนะ ไวยากรณ์ ดนตรีมีเสียงสูง เสียงต่ำ และมีช่องว่างระหว่างเสียง มีเสียงกลุ่ม บางครั้งครูแค่ทำเสียง โด เร มี....แล้วให้พวกเราเคลื่อนไหวตามจังหวะ ไม่จำเป็นต้องตีความภาษาและดนตรี แต่สามารถเชื่อมโยงกับภายในได้

การเคลื่อนไหวไม่ได้มีอะไรซับซ้อน ไม่ต้องสวยงามเหมือนกัน แต่ออกมาจากความคิด ความรู้สึกและความต้องการของคนๆ นั้นผ่านทางร่างกาย

 

-1-

 ดร.รูดอล์ฟ สไตเนอร์ ผู้ก่อตั้งโรงเรียนวอลดอร์ฟ ตามแนวทางมนุษย์ปรัชญา ทั้งในแง่มุมวิทยาศาสตร์และอารมณ์ความรู้สึก เชิงนามธรรม และรูปธรรม เพื่อนำไปสู่อิสรภาพและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อย่างแท้จริง ซึ่งเป็นหัวใจการศึกษาของวอลดอร์ฟ เป็นผู้คิดค้นการเคลื่อนไหวทางกาย แต่แสดงออกทางความรู้สึกนึกคิด ที่เรียกว่า ยูริธมี 

 

เพราะคำพูดและการแสดงออกของมนุษย์ยุคนี้ เป็นไปเพื่อปกปิดมากกว่าเปิดเผย และนี่คือการนำพามนุษย์ไปสัมผัสกับอิสรภาพ โบยบินไปกับความเบิกบาน

 

ว่ากันว่า ธรรมชาติและการออกเสียงของมนุษย์ เป็นแม่แบบของภาษา ไม่ว่าสระ พยัญชนะในทุก ๆ ภาษา เมื่อเราเปล่งเสียง การเคลื่อนไหว จะเชื่อมโยงกับการตระหนักรู้ภายใน

 

“ต้องเข้าใจก่อนว่า มนุษย์มาจากธรรมชาติ แนวทางนี้ก็นำธรรมชาติมาบำบัดมนุษย์ เราต้องสังเกต หาต้นตอของโรคในแต่ละคน” ครูชนก ปิ่นสุวรรณ นักยูริธมีบำบัดคนแรกของเมืองไทย  ซึ่งมีประสบการณ์กว่า 25 ปี  เล่า 

 

ในแวดวงการศึกษาทางเลือกจะรู้จักครูคาทเทีย และครูชนกเป็นอย่างดี นักยูริธมีทั้งสองมาปักหลักในเมืองไทยเมื่อ 4 ปีที่แล้ว และ10 ปีก่อนหน้านั้น เขาก็มาช่วยเวิร์คชอปให้นักเรียน ครูในโรงเรียนและอาจารย์มหาวิทยาลัย รวมทั้งช่วยบำบัดเด็กและผู้ใหญ่ที่ป่วย ทั้งปัญหาสมาธิสั้น ภูมิแพ้ ซึมเศร้า ลมชัก ไมเกรน ฯลฯ 

 

ศาสตร์ยูริธมี มีทั้งส่วนศิลปะการแสดงยูริธมี จะเคลื่อนไหวด้วยท่วงท่าอันงดงามให้เป็นหนึ่งเดียวกับบทกวีและดนตรี ส่วนยูริธมีเพื่อการศึกษา จะสอนให้คนรู้จักตัวเองและผู้อื่น ซึ่งโรงเรียนวอลดอร์ฟ บรรจุยูริธมีเป็นวิชาหนึ่งในหลักสูตรตั้งแต่อนุบาลจนถึงระดับอุดมศึกษา

 

สำหรับเด็กๆ แล้วการเคลื่อนไหวแบบยูริธมี จะสร้างความเบิกบานให้พวกเขา เพราะเป็นการเคลื่อนไหวร่างกายตามธรรมชาติผสมผสานกับความสนุก ถ้าเป็นเด็กเล็กจะเน้นการเล่นและเรื่องเล่า ถ้าเป็นเด็กโตจะเน้นท่าทางที่ท้าทายความสามารถในการเคลื่อนไหวส่วนต่างๆ ของร่างกาย

 

  -2-

ยูริธมีอีกส่วนคือ การบำบัดรักษาแบบองค์รวม ซึ่งส่วนนี้คนไทยไม่ค่อยรู้จัก และตอนนี้ครูชนกได้ใช้ศาสตร์นี้บำบัดให้ผู้ป่วย เพื่อช่วยปรับให้พลังอวัยวะส่วนนั้นมีประสิทธิภาพมากขึ้น และปรับอวัยวะทั้งหมดให้มีความสมดุล โดยเฉพาะระบบประสาท ระบบหายใจ และการย่อยอาหาร

 

“เอาดนตรีมาช่วยบำบัดก็ได้ แต่ผมจะใช้ภาษา เพราะมันพลุ่งตรงไปที่อวัยวะ ไม่มีรูปแบบ ไม่มีฟอร์ม “ ครูชนก เล่า ช่วงพักเวิร์คชอปยูริธมี

 

“ช่วงสี่ปีที่ผ่านมา ผมกล้ับมาอยู่เมืองไทย ช่วยบำบัดไปกว่าสองร้อยคน โรคที่เกิดกับผู้ใหญ่ เป็นการสะสมมาตั้งแต่เด็ก ผมคิดว่า ต้องบำบัดตอนเด็กๆ  จะมีประเภทปัสสาวะรดที่นอน กัดเล็บ สมาธิสั้น มีความกลัว ฯลฯ เรียกว่าเงาของโรค เพราะยังไม่ชัดเจนว่าคืออะไร ศาสตร์ยูริธมีจะทำให้ชัดขึ้นในการบำบัด เพื่อตัดการต่อยอดของโรคในอนาคต อย่างโรคที่สั่นหัวไปมา ถ้าไปหาหมอ หมอบอกว่า เดี๋ยวก็หาย แต่ไม่ได้หายไปไหน มันซ่อนอยู่ พอโตก็ยังอยู่ ”

 

ว่ากันว่า ดร.รูดอร์ฟ สไตเนอร์ ชาวเยอรมัน ผู้คิดยูริธมี ใช้กระบวนการรักษาเยียวยาตามแนววิทยาศาสตร์ และจิตวิญญาณ ซึ่งเป็นการบำบัดแบบองค์รวม ผู้เชี่ยวชาญยูริธมี จึงต้องทำงานร่วมกับแพทย์และครอบครัว 

 

ดังนั้นคนที่มารับการบำบัดแต่ละคน ครูชนกจึงต้องดูตั้งแต่ ต้นตอของโรค เหตุปัจจัยที่ทำให้เกิดโรค เพืื่อปรับสมดุลให้ถูกจุด

 

“ตอนอยู่ที่เยอรมันผมใช้ศาสตร์นี้ทำงานร่วมกับแพทย์ เพราะแพทย์จะรักษาเฉพาะกาย แต่ศาสตร์นี้เข้าไปบำบัดแบบองค์รวม การรักษามีมิติ ทั้งกายสรีระผ่านการเคลื่อนไหว สัมผัสความรู้สึก ความคิดและเจตจำนง     

 

หากคนๆ นั้นเคลื่อนไหวน้อยลง ก็จะมีโอกาสป่วย เพราะไม่มีความสมดุลในร่างกาย ยูริธมีจึงเน้นให้เคลื่อนไหว ไปทางขวา ซ้าย หน้า หลัง เสมือนเป็นห้องสามมิติ เหมือนเด็กๆ ที่เริ่มตั้งแต่พลิกตัว คลาน ยืน และเดิน ซึ่งเขาจะดีใจมาก การเคลื่อนไหวแบบโครงสร้างสามมิติ ก็เป็นไปตามธรรมชาติ ทำให้ตัวเรากลับมาอยู่กับจิตสำนึกและความคิดก็จะเคลื่อนไปกับเราด้วย ทำให้เรามีอิสรภาพ”

 

-3-

“มนุษย์ทุกคนมีพรสวรรค์อยู่ในตัว” ครูคาทเทีย บอก หลังจากเคลื่อนไหวเป็นวงกลม และบางครั้งเคลื่อนมือเป็นต้นไม้ เป็นภูเขา หรือไม่ก็ยืนโอนเอนไปด้านหน้าและด้านหลัง เพื่อหาสมดุลให้ร่างกายฯลฯ

 

หลายคนมีสีหน้าเบิกบาน มีความสุข ครูอธิบายเพิ่มว่า ถ้าเคลื่อนไหวด้วยความรู้สึก จิตสำนึก อันนี้คือการบำบัดแล้ว

 

“พอมาใช้ศาสตร์พวกนี้บำบัดลูก ก็ทำให้ใจเขา อยู่กับเนื้อกับตัว จริงๆ แล้วต้องทำบ่อยๆ ทำอย่างต่อเนื่อง แต่บางครั้งเราก็ไม่ว่างพาลูกมาบำบัด พยายามไปพบครูให้ช่วยบำบัดลูกเราในระยะยาว เพื่อให้ใจกลับมาอยู่ร่างกาย ครูเคยอธิบายว่า คนซึมเศร้าจะรู้สึกโดดเดี่ยวไม่เชื่อมโยงกับโลกใบนี้ พอทำยูริธมีเหมือนจิตสำนึกกลับมาที่ร่างกาย" ทิพมาศ ระวิโรจน์ นักทรัพยากรบุคคล สำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษา กล่าวในวันที่แม่และลูกวัย 18 ปี มาร่วมเวิร์คชอป และเล่าต่อว่า 

 

“ตอนนี้เราก็เข้าใจโรคซึมเศร้ามากขึ้น ก็ดิ้นรนหาความรู้ พยายามรักษาลูก ช่วงที่ลูกมีภาวะเครียดเยอะๆ เคยบอกว่าอยากฆ่าตัวตาย ซึ่งต่อมาเราก็เข้าใจว่า เด็กมีปัญหาสารเคมีในสมอง ทำให้ต้องกินยา และยังหยุดยาไม่ได้ ส่วนศาสตร์การบำบัด ก็ช่วยทำให้เขาเชื่อมโยงกับธรรมชาติรอบตัวมากขึ้น และนี่ก็เป็นครั้งแรกที่เราได้ลองเคลื่อนไหวแบบยูริธมี ”

 

ครูชนก แนะว่า ถ้าฝึกฝนยูริธมีตั้งแต่เด็กๆ จะช่วยแก้ปมบางอย่างในใจได้ ซึ่งปมแบบนี้เชื่อมโยงกับกายด้วย

 “บางคนซึมเศร้าก็ต้องล้วงลึกลงไปว่า ตอนเด็กๆ เป็นยังไง ครอบครัวต้องมีส่วนช่วยด้วย อย่างคนเป็นซึมเศร้า ผมก็ต้องดูให้รู้ว่าต้องใช้วิธีการแบบไหน ปรับพัฒนากับการเคลื่อนไหวอย่างไร แต่ละคนรักษาไม่เหมือนกัน ผมทำงานเหมือนนักประติมากรรม” ครูชนก เล่า เพื่อให้เห็นว่า ทุกการเคลื่อนไหวมีความสัมพันธ์กับกระบวนการของชีวิตมนุษย์

 

“ยูริธมีไม่ได้เปลี่ยนจิตใจอย่างเดียว ยังปรับเปลี่ยนปัญหาอวัยวะ คนเรียนยูริธมีต้องมีความเข้าใจเรื่องกายภาพ ต้องรู้เรื่องอวัยวะ และยูริธมีที่ผมได้เรียนรู้ในปีแรกๆ ก็ทำให้ผมเข้าใจตัวเองมากขึ้น”

..............................

หมายเหตุ : ดูรายละเอียดได้ที่ เฟซบุ๊ค ebtasonle หรือสอบถามยูริธมี ได้ที่ 062 573 5254