หยุดล่า ‘งาสีเลือด’

October 3, 2019
by นายสัตวแพทย์เกษตร สุเตชะ คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

ในช่วงสัปดาห์สุดท้ายของเดือนกันยายนที่ผ่านมา สัตว์ป่าที่อยู่ในกระแสของประเทศไทยมากที่สุดคงหนีไม่พ้น 'นกชนหิน' ซึ่งกำลังเดินหน้าสู่การสูญพันธุ์อย่างเต็มกำลัง

ณ ปลายด้ามขวานทองของไทย ยังมีป่าดิบดึกดำบรรพ์ผืนใหญ่กว่า 600,000 ไร่ ทอดตัวคร่อมอยู่ระหว่างไทย – มาเลเซีย ชื่อว่า ฮาลา – บาลา เป็นภาษามลายู จากนั้นทางราชการโดยกรมป่าไม้ ก็เห็นความสำคัญของทรัพยากรอันประเมินค่ามิได้นี้ จึงจัดตั้งเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ฮาลา-บาลา ครอบคลุมจังหวัดยะลาและนราธิวาส จนมาถึงปัจจุบันป่าแห่งนี้ถูกดูแลโดยกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช ซึ่งตัวผืนป่าฮาลา-บาลาได้เก็บซ่อนความมหัศจรรย์ทางธรรมชาติไว้อย่างมากมาย ทั้งหาได้ยาก หรือหาไม่ได้ ณ ที่อื่นใดในประเทศไทย หรือแม้กระทั่งบนโลกใบนี้ เช่นมดยักษ์ ต้นสยาแดง ต้นยวน เสือโคร่ง สมเสร็จ เลียงผา จงโคร่ง และ นกชนหิน ก็เป็นหนึ่งในนั้น

ในช่วงสัปดาห์สุดท้ายของเดือนกันยายนที่ผ่านมา สัตว์ป่าที่อยู่ในกระแสของประเทศไทยมากที่สุดคงหนีไม่พ้น 'นกชนหิน' หรือในภาษาอังกฤษเรียกว่า Helmeted Hornbill ด้วยเพราะเราได้รับข่าวจากคุณปรีดา เทียนส่งรัศมี ผู้ซึ่งทำงานอนุรักษ์นกเงือกหลากชนิดในอุทยานแห่งชาติบูโด - สุไหงปาดี จ.นราธิวาส ในฐานะนักวิจัยของมูลนิธิศึกษาวิจัยนกเงือก คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้บอกเล่าข่าวร้ายจากป่าลึกลงในเฟซบุ๊คส่วนตัวว่า “มีพรานเข้ามาล่านกชินหิน 4 ตัว ออกไปจากป่าบูโด”

หลังจากนั้นไม่นาน ข้อความนี้ก็ถูกพัดพาไปตามกระแสโซเชียล แพร่สะพัดออกไปสู่ประชาชนทั่วไป ในทุกวงการทั้งประเทศไทย และสร้างความไม่สบายใจเป็นอย่างมากที่คนไทยได้ทราบว่า สัตว์ป่าที่สวยงามและหาได้ยากของไทยชนิดหนึ่ง กำลังเดินหน้าสู่การสูญพันธุ์อย่างเต็มกำลัง เพราะการล่าสัตว์ป่าโดยหวังผลเพียงส่วนหัวไปขายประเทศจีน ในภาษาการค้าเรียกสิ่งนี้ว่า งาสีเลือด ในภาษาอังกฤษเรียกว่า Bloody Ivory หรือ Hornbill Ivory

71395054_2536114726447324_2639622299518500864_o

ความจริงการล่าหัวนกชนหินเพื่อนำไปแกะสลัก และมอบเป็นเครื่องบรรณาการเพื่อทูลเกล้าฯ ถวายกษัตริย์จีนมีมานานนับพันปีแล้วตั้งแต่สมัยราชวงศ์หมิง ถือเป็นของฝากที่หาได้ยากจากทะเลใต้ ผ่านทางกองเรือสำเภาของจีนที่แล่นทำการค้าไปทั่วภูมิภาคอาเซียน เช่นเดียวกับ นอแรด งาช้าง รังนก หูฉลาม หยก ขนนกยูง ฯลฯ ทำให้มีหัวนกชนหินแกะสลักสวยงามหลายชิ้น ถูกตั้งแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑ์แห่งชาติจีน และในอดีตการล่ามีไม่มาก จึงไม่ส่งผลกระทบต่อจำนวนประชากรนกชนหินตามธรรมชาติ พอตัดภาพมาปัจจุบัน ชนชั้นกลางในประเทศจีนเติบโตเร็วมากและรวยมาก ทำให้สิ่งใดก็ตามที่กษัตริย์จีนเคยครอบครองและยังมีขายในปัจจุบัน พวกเขาก็ต้องมีไว้ครอบครองด้วย และเครื่องประดับจากหัวนกชนหินก็เป็นหนึ่งในนั้น

ส่งผลให้ในรอบทศวรรษที่ผ่านมา มีการล่านกชนหินเพื่อตัดหัวส่งขายประเทศจีนอย่างเป็นล่ำเป็นสัน โดยเริ่มต้นจากประเทศอินโดนีเซีย เพราะยังมีประชากรนกชนหินอยู่มาก ประชาชนยากจน มีเกาะแก่งจำนวนมาก และประเทศกว้างขวาง ทำให้การบังคับใช้กฎหมายในบางพื้นที่ไม่เข้มข้น โดยเฉพาะป่านอกเขตพื้นที่อนุรักษ์ การล่าแบบอุตสาหกรรมโดยคนพื้นเมืองและสนับสนุนโดยนายทุนจีนจึงเกิดขึ้น ประมาณการณ์ว่ามีการล่าตัดหัวนกชนหินไปแล้วไม่ต่ำกว่า 6,000 หัว ซึ่งจำนวนนี้นับเฉพาะที่ทางการจับกุมได้และถูกดำเนินการทางกฎหมายเท่านั้น แต่ทางใต้ดินที่เล็ดลอดออกนอกประเทศอินโดนีเซียไปถึงประเทศจีนได้ ยังมีอีกเท่าใดไม่มีใครทราบ ซึ่งคาดการณ์ว่ามากกว่าที่ถูกจับได้แล้วแน่นอน

พอจำนวนประชากรนกชนหินในประเทศอินโดนีเซียลดจำนวนลงแบบฮวบฮาบ เพราะล่าตัดหัวแบบฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ฆ่าไม่เลือกทั้งตัวผู้ ตัวเมีย ฆ่าแม้กระทั่งลูกนกที่เพิ่งออกจากรัง จนลูกนกในธรรมชาติเกิดทดแทนไม่ทันการล่าแบบอุตสาหกรรมนี้ พอนกเหลือน้อยผู้ล่าจึงทำงานได้ยากขึ้น พรานจึงเบนเข็มขึ้นเหนือมาล่าต่อที่ประเทศมาเลเซีย เมียนมาร์ และไทย ซึ่งเป็นภัยอย่างใหญ่หลวงต่อประชากรนกชนหินในระดับโลก จนองค์กรอนุรักษ์นกสากล หรือ BirdLife International สำนักงานใหญ่ ประเทศสหราชอาณาจักร ร่วมกับ สหภาพระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ (IUCN) อนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ (CITES) และ องค์กรเฝ้าระวังการค้าสัตว์ป่า (TRAFFIC) ต้องปรับสถานภาพนกชนหินไปอยู่ในภาวะใกล้สูญพันธุ์ขั้นวิกฤติ (Critically Endangered, CR) อีกทั้งได้ออกแถลงการณ์แสดงความห่วงใยอย่างยิ่ง ถึงรัฐบาลในทุกประเทศที่มีนกชนหินอาศัยอยู่ตามธรรมชาติ ได้แก่ อินโดนีเซีย มาเลเซีย บรูไน เมียนมาร์ และไทย เนื่องจากการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในครั้งนี้ ไม่มีท่าทีจะหยุดง่ายๆ

อีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้นกชนหินถูกชาวอินโดนีเซียและมาเลเซียฆ่าตาย อาจเพราะว่าชื่อนกชนหินในภาษามลายู เรียกว่า Burong Tebang Mentua ถ้าแปลตรงตัว คือ นกฆ่าแม่ยาย ซึ่งดันไปตรงกับนิทานโบราณว่า บรรพบุรุษของนกชนหิน เดิมเป็นชายที่แต่งงานแล้ว แต่มีเรื่องแค้นเคืองกับแม่ยาย จึงใช้ขวานฟันเสาบ้านจนพังทับแม่ยาย และชายหนุ่มก็หัวเราะชอบใจ ด้วยผลกรรมนี้จึงถูกสาบมาเกิดเป็นนกชนหิน ที่ส่งเสียงร้องเหมือนคนหัวเราะอยู่เรื่อยไป จนทำให้ชาวอินโดและมาเลย์บางกลุ่มเชื่อว่า นกชนหินจะนำมาซึ่งโชคร้าย

71188309_2536114716447325_7109089843262521344_o

ในโลกของการค้า เมื่อมีคนต้องการสิ่งใด ก็ต้องมีคนหามาขายแน่นอน ไม่ว่าจะถูกหรือผิดกฎหมายก็ตาม และยิ่งการค้าออนไลน์กำลังเฟื่องฟูในทวีปเอเชีย ทำให้ทุกอย่างที่มีเงินจ่ายจริง จะต้องมีคนหามาขายออนไลน์จนได้ โดยจะมาจากส่วนไหนของโลก หรือด้วยวิธีใดก็ได้ บนดินใต้ดินก็ได้ ขอให้มาถึงมือผู้ซื้อในประเทศจีนก็พอ ซึ่ง ‘หัวนกชนหิน’ ก็จัดอยู่ในสินค้าหมวดเดียวกับ งาช้าง นอแรด เกล็ดตัวลิ่น ชิ้นส่วนอวัยวะของเสือ หมี ฯลฯ ที่มีการค้าในตลาดมืดอยู่แล้ว ยิ่งต่างชาติเข้ามากดดันให้ระงับการค้างาช้างอาฟริกาในแทบทุกประเทศของทวีปเอเชีย ยิ่งทำให้ความต้องการหัวนกชนหินมากขึ้นกว่าเดิม เพื่อนำมาใช้แทนงาช้าง เพราะเป็นวัสดุที่มีเนื้อในอ่อนคล้ายกัน จึงสามารถนำไปใช้แกะสลักเป็นเครื่องประดับทดแทนกันได้ แต่ราคาสูงกว่า

งาช้างเป็นวัสดุสีขาวบริสุทธิ์ที่ตันช่วงหนึ่งตรงส่วนปลาย จากนั้นจะมีรูกลวงตรงกลางยาวไปถึงสุดโคน แต่หัวนกชนหินมีลักษณะตันทั้งแท่ง ผิวนอกเป็นสีแดงเข้ม ซึ่งเป็นสีที่ได้มาจากไขมันบริเวณก้นของนก โดยนกมักเอี้ยวตัวนำหัวไปถูต่อมน้ำมันนี้อยู่เสมอเพื่อความสวยงาม และเนื้อในหัวนกชนหินจะเป็นสีน้ำผึ้ง โดยเห็นได้ชัดจากผิวด้านหน้าของจงอยปากบน พอนำมาแกะเป็นเครื่องประดับ จะได้สีแดง – เหลือง ซึ่งเป็นสีมงคลของคนจีนพอดี จึงเป็นที่มาของชื่อการค้า ‘งาสีเลือด’

‘นกชนหิน’ ก็เช่นเดียวกับนกเงือกทั้ง 13 ชนิดของไทย ที่กำเนิดมาบนโลกได้ 45 ล้านปีมาแล้ว วิวัฒนาการมาทำรังตามโพรงต้นไม้ เมื่อตัวเมียวางไข่แล้วจะใช้มูลของตน ผสมกับโคลนและผลไม้ที่ตัวผู้นำมาป้อน เพื่อปิดปากโพรงด้านใน ส่วนตัวผู้ก็จะใช้วัสดุเดียวกันช่วยปิดปากโพรงทางด้านนอก โดยจะเหลือเพียงช่องเล็กๆ พอที่ตัวเมียพอจะยื่นปากออกมารับอาหารได้เท่านั้น

ตลอดระยะเวลาที่ตัวเมียและลูกอยู่ในโพรง ตัวผู้จะหาอาหารหลากหลายชนิดมาป้อนลูกและเมีย อย่างอุตสาหะไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยนานหลายเดือน พอลูกนกโตแข็งแรงแล้ว ตัวผู้และตัวเมียก็จะช่วยกะเทาะปากโพรงให้ลูกนกออกมา โดยตัวเมียและลูกนกจะอ่อนแออยู่ระยะหนึ่ง จึงจะแข็งแรงและบินไปหากินได้ เพราะฉะนั้นถ้าระหว่างการเลี้ยงลูก นกชนหินตัวผู้ถูกพรานฆ่าตายไปก่อน ลูกและเมียที่รอคอยอาหารอยู่ในโพรงก็จะอดตายตามไปด้วย

นกชนหิน จัดเป็นนกขนาดใหญ่ มีความยาวประมาณ 125 เซนติเมตร โดยมีหางคู่กลางยาวเป็นพิเศษถึง 70 เซนติเมตรและสะบัดพริ้วสวยงามในขณะบิน ตัวผู้น้ำหนัก 3 กิโลกรัม ตัวเมียน้ำหนัก 2.5 กิโลกรัม ลำตัวส่วนใหญ่เป็นสีน้ำตาลเข้ม ท้องขาว ปากสีเหลือง แต่โคนปากและโหนกแข็งสีแดงเข้ม ส่วนหน้าของโหนกแข็งมีสีเหลือง ตัวผู้คอเป็นหนังสีแดงเข้มไม่มีขน ส่วนตัวเมียคอเป็นหนังสีขาวอมฟ้าไม่มีขนเช่นกัน โหนกของนกชนหินจะแข็งตัน ต่างจากนกเงือกพันธุ์อื่นที่เป็นโพรงกลวง อาศัยในป่าดิบชื้นตั้งแต่ป่าดิบที่ราบต่ำ เรื่อยไปจนถึงภูเขาสูง 1,200 เมตรจากระดับน้ำทะเล ส่วนใหญ่มักอยู่ตัวเดียวหรือเป็นคู่ ไม่มีพฤติกรรมรวมฝูงเพื่อเลือกคู่เหมือนนกเงือกชนิดอื่น เช่น นกเงือกกรามช้าง แต่อาจพบหลายตัวพร้อมกันบนต้นไทรกลางป่าได้ เนื่องจากตลอดชีวิตของนกชนหิน พึ่งพาลูกไทรเป็นอาหารหลักมากถึง 25 ชนิด

นกชนิดนี้ทำรังอยู่สูงจากพื้นไม่ต่ำกว่า 30 เมตรขึ้นไป โดยต้องเป็นต้นไม้ใหญ่เส้นผ่านศูนย์กลางไม่ต่ำกว่า 5 เมตร และเคยมีกิ่งใหญ่หักมาก่อนจนรอยหักนั้นโป่งเป็นโหนก จากนั้นถูกใช้ประโยชน์โดยนกหัวขวาน นกโพระดก ผึ้ง มีหมีหมา หมีขอมาล้วงกินน้ำผึ้ง จนมีเชื้อราในธรรมชาติมาค่อย ๆ กัดกินผ่านไปหลายปี จนเนื้อไม้ผุเป็นโพรงขนาดใหญ่ สุดท้ายนกชนหินคู่หนึ่งบินมาพบโพรงนี้โดยบังเอิญและแย่งชิงรังชนะคู่แข่งมาได้ จึงได้เริ่มสร้างครอบครัวกัน ด้วยเหตุนี้การตัดไม้ทำลายป่าดิบทางภาคใต้ จึงเป็นอีกภัยอย่างใหญ่หลวงต่อประชากรของนกชนหินด้วย

นกชนหินวางไข่เพียงหนึ่งฟองช่วงเดือนมกราคม – พฤษภาคม แม้จะจับคู่รักเดียวใจเดียวไปตลอดชีวิต แต่ไม่ทำรังทุกปี หรือบางปีก็ทำรังเลี้ยงลูกไม่สำเร็จ ด้วยเพราะถูกแย่งโพรงรังที่เหมาะสมจากนกเงือกหัวแรด นกเงือกกรามช้าง นกกาฮัง บางปีมีปัญหาภัยแล้งในป่า ฝนไม่ตกตามฤดูกาล ต้นไม้งดออกลูกหรือออกลูกช้าไปเป็นเดือนเพื่อประหยัดพลังงานชีวิต ก็ทำให้ลูกนกชนที่ฟักออกมาผิดช่วงเวลาที่เหมาะสม ขาดอาหารจนตาย และพ่อ – แม่นกก็ต้องมาเริ่มกันใหม่ในปีหน้า คนไทยสามารถหาชม นกชนหินในประเทศไทยได้หลายพื้นที่ เช่น อุทยานแห่งชาติเขาสก จังหวัดสุราษฎร์ธานี อุทยานแห่งชาติบางลาง จังหวัดยะลา เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าฮาลา – บาลา และอุทยานแห่งชาติบูโด สุไหงปาดี จังหวัดนราธิวาส

71274991_2536114553114008_2264883525314412544_o

การบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง เพื่อปราบปรามคนล้าสัตว์ป่าและการค้าซากสัตว์ป่าระหว่างประเทศ ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2562 โดยระบุไว้ว่า ผู้ใดจับ ล่า เก็บ รบกวน นำสัตว์ป่าหรือซากสัตว์ป่า หรือรังของสัตว์ป่าออกไป หรือทำด้วยประการใดๆ ให้เป็นอันตรายแก่สัตว์ป่า หรือซากสัตว์ป่า หรือรังของสัตว์ป่า ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสิบปี หรือ ปรับไม่เกินหนึ่งล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ เพราะฉะนั้นเครื่องประดับที่เชื่อว่า “มีความเป็นมงคล หายาก ราคาแพง” แต่จริงแล้ว มาจากการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ จะนำพาแต่ความโชคร้าย เพราะสวมใส่ซากสัตว์ที่น่าสงสาร น่าเวทนา ถูกฆ่าตายทั้งครอบครัวอย่างไร้ความปราณี

  ไม่ซื้อ ไม่หา ไม่ล่ามาขาย สัตว์ป่าไม่สูญพันธุ์ และช่วยกันการผลักดันนกชนหิน เข้าเป็นหนึ่งในสัตว์ป่าสงวนของไทย ในลำดับที่ 20 เพื่อเพิ่มโทษแก่ผู้ล่าให้หนักขึ้น ร่วมกับออกมาตรการคุ้มครอง ดูแล ส่งเสริม ปกป้องพื้นที่ป่าดิบชื้นทางภาคใต้จากสวนยาง สวนปาล์ม เพื่อนกชนหินได้มีชีวิตอยู่ตามธรรมชาติต่อไป จะเป็นหนทางแก้ไขปัญหาการค้า ‘งาสีเลือด’ อย่างถาวร