คุยกับนางยักษ์ที่วัดมหาธาตุ(2)

September 21, 2019
by นิพัทธ์พร เพ็งแก้ว (เรื่องและภาพ)

ชวนคิดเรื่อง นางยักษ์ บนฝาผนังในวัด มีแง่มุมที่เขียนได้สนุก ลึกในทุกมิติ ทั้งวัฒนธรรมและจิตวิญญาณ

IMAGE: หินชนวนสลักนางยักษ์กลางกอบัว เล่าเรื่องนฬกปานชาดก อายุร่วม ๘๐๐ ปี ในอุโมงค์วัดศรีชุม จ.สุโขทัย

HIGHLIGHTS

  • ถ้านางยักษ์กลางกอบัวในภาพสลักนฬกปานชาดก ณ อุโมงค์วัดศรีชุม เป็นต้นเค้าเป็นบรรพบุรุษของนางยักษิณีที่วัดมหาธาตุ และวัดลาดเมืองเพชร แล้วล่ะก็ นฬกปานชาดกอันผูกโยงมากับเหตุนางยักษณ์ผุดขึ้นกลางกอบัว ก็จะเป็นคติเตือนใจให้เห็นการเดินทางไกลของปัญญา

 

  • ทุกครั้งที่ดิฉันเข้าไปสวดมนตร์ กราบพระ เสี่ยงเซียมซี ในวิหารหลวงวัดมหาธาตุ กลับออกมาจากวิหาร ดิฉันมักไปยืนเงียบๆ เพ่งพินิจภาพปูนปั้นคุณหญิงยักษ์แหวกก้านบัวบนหน้าบันซุ้มประตูวัดมหาธาตุอยู่บ่อยครั้ง ไปคุยกับเธอ เหมือนคุยกับเพื่อนเก่า ที่สิบกว่าปีก่อนเราเคยพบเจอตัวจริงเสียงจริงของกันและกันมาจากหินชนวนสลักในอุโมงค์วัดศรีชุม 

 

 

ภายในอุโมงค์วัดศรีชุม จ.สุโขทัย อายุเวลาร่วม 800 ปี ที่เพดานอุโมงค์ประดับด้วยหินชนวนสลักภาพนางยักษ์กลางกอบัว จากนฬกปานชาดก(พระยาวานรกับไม้อ้อ)  ชาดกว่าด้วยการใช้สติปัญญาพิจารณาแก้ปัญหา มีรายละเอียดน่าสนใจอย่างไรนั้น ดิฉันขอตัดตอนมาให้อ่านดังเรื่องเล่าต่อไปนี้

 

“ในอดีตกาล ป่าชัฏตรงนั้นเป็นป่าที่มีผีเสื้อน้ำ(นางยักษ์รากษส)ตนหนึ่งคอยเฝ้าจับคนผู้ลงไปในสระโบกขรณีนั้นเคี้ยวกิน สมัยนั้น มีพระยาลิงตัวใหญ่ขนาดเท่าเนื้อละมั่ง มีบริวารแวดล้อมคอยดูแลฝูงลิงอยู่ในป่า พระยากระบี่ได้กล่าวให้โอวาทแก่หมู่วานรลูกน้องว่า ในป่านี้มีทั้งต้นไม้ที่เป็นพิษและสระโบกขรณีที่อมนุษย์หวงแหน เมื่อพวกเธอจะกินผลไม้หรือดื่มน้ำ ขอให้สอบถามความเห็นจากเราก่อน

 

วันหนึ่ง ฝูงวานรเหล่านั้นรู้สึกกระหายน้ำ ได้เที่ยวไปจนถึงสระแห่งนั้น แม้จะอยากน้ำแต่ก็ไม่กล้าดื่มน้ำเพราะเชื่อฟังจึงได้แต่นั่งเฝ้ารอคอยการมาของหัวหน้าอยู่

เมื่อหัวหน้ามาถึง มันรู้ว่าลูกน้องกระหายน้ำจึงได้เดินไปมารอบสระโบกขรณีนั้น สังเกตเห็นว่ามีแต่รอยเท้าที่เดินลงไปในสระน้ำ แต่ไม่มีแม้แต่รอยเท้าเดียวที่เดินขึ้น จึงรู้ได้ทันทีถึงภัยอันตรายว่า สระน้ำแห่งนี้จะต้องมีผีเสื้อน้ำคอยจับกินผู้ที่ลงไปในสระน้ำ จึงกล่าวเตือนพวกลูกน้องให้รู้ว่า ที่สระน้ำแห่งนี้มีผีเสื้อน้ำคอยจับผู้ที่ลงไปดื่มน้ำ

 

ฝ่ายผีเสื้อน้ำอดทนรอคอยอยู่ตั้งนานก็ไม่เห็นฝูงลิงลงมาสักที จึงแปลงตัวมีท้องเขียว หน้าเหลือง มือเท้าแดงเข้ม มีรูปร่างที่น่าเกลียดแหวกน้ำขึ้นมากล่าวถามว่า เพราะเหตุไร พวกเจ้าจึงไม่ลงไปดื่มน้ำในสระนี้เล่า

 

หัวหน้าวานรจึงกล่าวว่า พวกเราจักดื่มน้ำในสระของแกด้วย และจะไม่ยอมให้แกจับพวกเราไปกินด้วย

ผีเสื้อน้ำจึงอยากรู้ว่าจะทำได้อย่างไร หัวหน้าวานรจึงตอบไปว่า พวกเราจะดื่มน้ำโดยไม่ต้องลงไปในสระน้ำของแก แต่จะให้ลูกน้องของเราถือเอาไม้อ้อตัวละท่อนดื่มน้ำดับความกระหาย เมื่อเป็นเช่นนั้น แกก็จะไม่สามารถกินพวกเราได้

 

 พระพุทธเจ้าได้ตรัสอธิบายว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย หัวหน้าวานรนั้นเป็นมหาบุรุษ พิจารณาบริเวณสระก็ทราบความจริงว่า สัตว์ที่ลงไปในสระนี้ต้องตายอย่างเดียวเพราะไม่เห็นรอยเท้าที่ขึ้นมาจากสระเลย เมื่อจะแสดงถึงปัญญาของตน จึงได้บอกผีเสื้อน้ำว่า เราจักแสดงให้ท่านเห็นว่า เราสามารถดื่มน้ำจากสระน้ำของท่านโดยที่ท่านไม่สามารถจับตัวพวกเราได้เลย หัวหน้าลิงครั้นกล่าวอย่างนั้นแล้ว มีมือถือเอาท่อนไม้อ้อมาท่อนหนึ่ง รำลึกถึงบารมีทั้งหลายที่ตนเองได้บำเพ็ญมาแต่หนหลัง ได้กระทำสัจกิริยาเอาปากเป่า ทันใดนั้นเองไม้อ้อได้กลายเป็นโพลงตลอดไป ไม่เหลือปล้องอะไรค้างอยู่ในภายในเลยแม้แต่นิดเดียว

 

  จากนั้น ท่านได้อธิษฐานจิตต่อไปว่า ขอให้ไม้อ้อแม้ทั้งหมดที่เกิดรอบ ๆ สระโบกขรณีนี้จงเป็นรูตลอด ด้วยแรงอธิษฐานแห่งผู้สร้างบารมีมาอย่างยิ่งใหญ่ ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ไม้อ้อที่เกิดรอบสระโบกขรณีทุกต้นได้กลายเป็นรูเดียวตลอด”

 

  ภาพสลักนางยักษ์กลางกอบัวสลักอยู่บนหินชนวนผนึกที่เพดานอุโมงค์ วัดศรีชุมเมื่อร่วม 800 ปีก่อน มีหน้าที่สำคัญต่อพุทธศาสนิกชนทั้งนักบวชและฆราวาส ดังที่ท่านพุทธทาสเคยกล่าวไว้ในหนังสือสมุดภาพปริศนาธรรมไทย ว่า “ภาพชนิดนี้ประดิษฐ์ขึ้นใช้เป็นเครื่องมือสอนธรรมะแก่ประชาชน ในยุคสมัยที่ส่วนใหญ่ไม่รู้หนังสือ เขียนไว้ในสมุดข่อย เขียนฝาผนังในโบสถ์บ้างแต่เป็นส่วนน้อย ให้ทายกทายิกาผู้ไม่รู้หนังสือเหล่านั้น ชี้ชวนกันดู และช่วยอธิบายกันเอง จนรู้ธรรมะในขั้นลึก ได้เหมือนกัน....ข้าพเจ้าอยากจะกล่าวว่า การสอนธรรมะด้วยภาพทำนองนี้ เป็นการเผยแผ่พุทธศาสนาด้วยวิธีที่รวดเร็ว สนุกสนาน ไม่น่าเบื่อ ถูกต้องตามหลักธรรมชาติ เหมาะสมกับยุคที่โลกเราสมัยนี้ มีเวลาว่างจำกัด แต่พุทธธรรมก็ยังเป็นสิ่งที่เหมาะสมหรือจำเป็นแก่โลก หรือแก่สันติภาพของโลก ตลอดกาลอยู่นั่นเอง”

 

จากนฬกปานชาดก บนแผ่นหินชนวนสลักในอุโมงค์วัดศรีชุม อายุเวลายาวนานร่วม 800 ปีมาแล้ว ได้เล่าเรื่องนางยักษ์รากษสผีเสื้อน้ำแหวกกอบัวขึ้นมาสนทนากับพระพุทธเจ้าครั้งเสวยพระชาติเป็นพระยาวานร ผู้ใช้ปัญญาพิจารณาแก้กลนางยักษ์ ให้ลูกน้องลิงบริวารกินน้ำจากลำไม้อ้อได้ปลอดภัย ไม่ต้องลงสระไปเป็นเหยื่อนางยักษ์ แล้วอีกหลายร้อยปีภายหลัง นางยักษ์รากษสผีเสื้อน้ำกลางกอบัวก็ได้เดินทางไกลมากับคติธรรมทางพุทธศิลปะ มาแหวกกอบัวอยู่ที่ซุ้มประตูวัดมหาธาตุเมืองเพชรในยุคต้นรัตนโกสินทร์ จนมากกว่า ๑๕๐ปีต่อมา นางยักษ์ก็ได้เดินทางข้ามแม่น้ำเพชรไปแหวกกอบัวอยู่ในเหล็กดัดศาลาวัดลาด เมืองเพชร

 

ถ้านางยักษ์กลางกอบัวในภาพสลักนฬกปานชาดก ณ อุโมงค์วัดศรีชุม เป็นต้นเค้าเป็นบรรพบุรุษของนางยักษิณีที่วัดมหาธาตุ และวัดลาดเมืองเพชร แล้วล่ะก็ นฬกปานชาดกอันผูกโยงมากับเหตุนางยักษณ์ผุดขึ้นกลางกอบัว ก็จะเป็นคติเตือนใจให้เห็นการเดินทางไกลของปัญญา ในนฬกปานชาดก ที่มุ่งสอนคติธรรม ในการใช้สติปัญญาในการแก้ไขปัญหา

 

ทุกครั้งที่ดิฉันเข้าไปสวดมนตร์ กราบพระ เสี่ยงเซียมซี ในวิหารหลวงวัดมหาธาตุ กลับออกมาจากวิหาร ดิฉันมักไปยืนเงียบๆ เพ่งพินิจภาพปูนปั้นคุณหญิงยักษ์แหวกก้านบัวบนหน้าบันซุ้มประตูวัดมหาธาตุอยู่บ่อยครั้ง ไปคุยกับเธอ เหมือนคุยกับเพื่อนเก่า ที่สิบกว่าปีก่อนเราเคยพบเจอตัวจริงเสียงจริงของกันและกันมาจากหินชนวนสลักในอุโมงค์วัดศรีชุม นางยักษิณีรากษสผีเสื้อน้ำ มักเตือนดิฉันให้ฉุกคิด หวนใช้ปัญญาพิจารณาความร้ายกาจของหัวใจยักษ์มาร ที่พระโพธิสัตว์พระยาวานรเคยเตือนลูกน้องลิงบริวารของพระองค์ท่านไม่ให้ตกเป็นเหยื่อมาแล้ว

 

และทุกครั้งที่ดิฉันสบตากับนางยักษิณีตนนี้ เพื่อที่จะใช้ปัญญาพิจารณาแก้ไขปัญหากับบางเรื่อง บางคน ดิฉันก็มักต้องตัดสินใจอย่างหนักเสมอว่า กับพวกแสบๆ หลายคนนั้น แสบสะเด็ดซี้ดๆ ยิ่งกว่าซีม่าโลชั่น ดิฉันควรใช้หัวใจโพธิสัตว์ หรือหัวใจนางยักษ์ ในการฟาดฟัน ให้ขาดวิ่น แตกหักไปคนละข้าง

 

ไม่ว่าจะเลือกใช้หัวใจแบบไหนในการเผชิญปัญหา ดิฉันยังมั่นใจ นางยักษ์แหวกกอบัวที่วัดมหาธาตุ เธออยู่มามากกว่า 150 ปีแล้ว เธอผูกโยง ชวนให้คิดไปถึงเรื่องราวต่างๆในนฬกปานชาดก-การใช้ปัญญาในการพิจารณาปัญหา เธอกำลังบอกเราว่า มารบ่มีบารมีบ่เกิด ก็เพราะมารเช่นนางยักษิณีตนนี้แหละ ที่ทำให้พระโพธิสัตว์ท่านได้ฝึกฝนปัญญา สั่งสมบารมี ได้ใช้ปัญญาบารมีอย่างเต็มที่มาสุดๆแล้ว นางยักษ์สำคัญและมีค่าอย่างที่สุดสำหรับการผ่านประตูเข้าสู่อุโบสถ วิหาร ศาสนสถาน หรือออกมาจากอุโบสถ วิหาร ก็จะต้องได้เห็นเธอ นับเป็นปริศนาธรรมลึกซึ้งยิ่ง ที่มาเฝ้าอยู่ตรงปากทางสู่นรก สวรรค์ กามภูมิ รูปภูมิ อรูปภูมิ เพื่อจะติดตามเราไปทุกแห่งหน ยาวนานหลายพันปีก่อน ตั้งแต่ยุคพุทธกาลในอินเดีย สมัยสุโขทัยในแผ่นดินสุวรรณภูมิ และสำหรับเมืองเพชรบุรีนี้ นางยักษิณีรากษสผีเสื้อน้ำก็ได้เดินทางมาถึงวัดมหาธาตุตั้งแต่สมัยต้นรัตนโกสินทร์ จนไม่กี่ปีก่อนก็ได้เดินทางข้ามฟากแม่น้ำเพชร ไปเฝ้าอยู่ที่ผนังทางเข้าศาลาอาคารของวัดลาด เพื่อทำหน้าที่เดิม คือการแสดงปริศนาธรรมในยามที่คุณหญิงยักษ์เบิ่งตาถมึงทึงแหวกกอบัว เตือนให้ตระหนัก จะใช้ปัญญาพิจารณาแก้ปัญหา ด้วยใจพระหรือใจยักษ์มาร

 

สิ่งสำคัญยิ่งกว่าหัวใจพระหรือหัวใจยักษ์นี้ก็คือ เสียงกระซิบจากก้นบึ้งดวงจิตของเราเอง ที่เมื่อมีฐานการภาวนามาอย่างเข้มข้นแล้ว ความรู้ตัวสดๆ รู้สึกชัดๆในดวงจิต จะชี้ทางให้เราประจักษ์ด้วยตนเองอย่างแจ้งกระจ่างว่า ในแต่ละกรณี แต่ละบุคคล เราสมควรจะใช้หัวโขนพระหรือหัวโขนยักษ์ กับใคร เมื่อไหร่ และอย่างไร

 

ให้คำตอบคุณหญิงยักษ์แหวกกอบัวที่วัดมหาธาตุไปเช่นนี้ ดิฉันเหมือนเห็นแว้บ...คุณหญิงยักษิณีเธอเขย่าก้านบัวไหวๆ พร้อมรอยยิ้มเริงร่า....มอบกลับมา ให้ดิฉันเลยเชียวนะ

 

 

3ยักษ์

(ภาพวาดลายเส้นถอดแบบจากหินชนวนสลักนฬกปานชาดก ในอุโมงค์วัดศรีชุม จ.สุโขทัย พิมพ์เผยแพร่ในหนังสือ ประชุมศิลาจารึกภาคที่ ๕ ประมวลจารึกอักษรไทย)