เปื้อนบาปมาปั้นบุญ

September 20, 2019
by ปริญญา ชาวสมุน

การจองจำคือการชดใช้บาปที่เคยผิดพลาด ส่วนพระปฏิมาที่พวกเขาทำคือโอกาสสร้างบุญและขัดเกลาจิตใจ

“บาปก็คือบาป บุญก็คือบุญ มันเอามาหักล้างกันไม่ได้” เมชฌ สุทธิศร กล่าวอย่างเข้าใจถึงสิ่งที่เขาเคยกระทำและกำลังกระทำอยู่

เมื่อปี พ.ศ.2559 เขาเข้ามาที่เรือนจำกลางบางขวางด้วยคดียาเสพติด พร้อมกับโทษหนักคือประหารชีวิตแต่รับสารภาพจึงลดเหลือจำคุกตลอดชีวิต เรียกได้ว่าวินาทีที่ก้าวเท้าเข้ามาเขานิยามว่าคือความรู้สึก ‘ช็อค’ คิดอะไรไม่ออก ชาไปทั้งตัว ไม่คาดคิดว่าแค่พลาดครั้งเดียวจะเปลี่ยนชีวิตไปตลอดกาล

จากเคยมีครอบครัวที่อบอุ่น กลายเป็นว่าเขาซึ่งเป็นหัวหน้าครอบครัวต้องปล่อยให้ลูกทั้ง 4 คนไร้เสาหลัก โดยที่ไม่เคยมีใครในครอบครัวรับรู้ถึงสิ่งที่เขาแอบกระทำมาก่อน

“วันที่ลูกชายคนโตไปหาเราที่ ป.ป.ส. จริงๆ เราไม่อยากให้เขารู้ เราพยายามพร่ำบอกเขาตลอดว่าลูกอย่ายุ่งเกี่ยวกับยาเสพติดนะ พ่อไม่ชอบ แต่พอมาโดนกับเราเอง มันเหมือนกับเรากลัวลูกตั้งคำถามว่านี่หรือคือสิ่งที่คุณสอน ทั้งอายลูก ทั้งรู้สึกผิด”

ความผิดที่ต้องปิดบัง ส่งให้เขามาชดใช้ในทัณฑสถาน ที่นี่เป็นเหมือนอีกโลกอย่างที่หลายคนจินตนาการไว้คือ ไร้ซึ่งอิสรภาพ, ไม่สะดวกสบาย เมชฌบอกว่าไม่ใช่โลกที่ใครสักคนควรเข้ามาอยู่ เพราะผู้ต้องขังไม่มีสิทธิทำในสิ่งที่อยากทำหรือแม้กระทั่งสิ่งที่อยากคิด ความชอบหรือไม่ชอบ นำมาใช้ในพื้นที่หลังกำแพงไม่ได้

“เราไร้อิสรภาพทั้งตัว การกระทำ และผมว่าน่าจะรวมไปถึงความคิดด้วยนะ คุณจะคิดแปลกแยกไม่ได้เลยในนี้ ตอนแรกที่เข้ามาผมท้อมากเลยนะ บอกกับแม่ตอนที่แม่มาเยี่ยม แม่ถามว่าเมื่อไรจะได้กลับ ผมก็บอกกับแม่ว่าไม่รู้ว่าชาตินี้จะได้ออกไปไหม เพราะด้วยอายุของเราและอัตราโทษที่เหลือทำให้เราท้อแท้ ไม่มีอะไรยึดเหนี่ยว”

ถึงปัจจุบันโทษของเมชฌจะเหลือ 25 ปี หลังจากยื่นอุทธรณ์หลายครั้ง แต่กว่าจะปรับสภาพจิตใจและความคิดให้เข้าที่เข้าทางได้ไม่ใช่เรื่องง่าย จนกระทั่งได้มาเป็นหนึ่งในผู้ต้องขังในโครงการปั้นดินให้เป็นบุญ รุ่นที่ 4 ภายใต้โครงการกำลังใจในพระดำริพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา ที่สอนให้ผู้ต้องขังได้เรียนรู้ทฤษฎีว่าด้วยพุทธลักษณะและความเป็นมาของพระพุทธรูป ไปจนถึงการปั้นพระพุทธรูป

71317652_2510226699036127_3029664153867386880_o

เมชฌกล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือและน้ำตาคลอ ว่าทุกครั้งที่กำลังปั้นพระจะภาวนาให้บุญกุศลนี้ช่วยให้แม่อยู่รอวันที่เขาออกไปหา เพื่อจะได้ทำให้แม่ภูมิใจบ้างสักครั้งในชีวิต ซึ่งตามความเชื่อของคนอีสาน (เมชฌเป็นชาวศรีสะเกษ) การสร้างพระพุทธรูปถือเป็นการทำบุญที่ยิ่งใหญ่ เมื่อมีโอกาสจึงเข้ามาทำ และทำอย่างมุ่งมั่น

“ทางเรือนจำประกาศรับสมัครผู้ต้องขังที่สนใจโครงการปั้นดินให้เป็นบุญ ใครอยากมาใช้พุทธศิลป์บำบัดตัวเอง และจะได้มีอะไรทำ ก็เลยมาสมัคร ตอนสมัครมีประมาณเกือบร้อยคน แล้วโครงการคัดเลือกเหลือ 30 คน โดยการที่อาจารย์เขาให้เขียนบทความถึงสิ่งที่คุณรัก

ที่ผมเขียนคือรักในความฝันของตัวเอง ตอนเด็กๆ เคยฝันว่าอยากเป็นนักเขียน อยากมีหนังสือเป็นของตัวเองสักเล่มหนึ่ง แต่ด้วยการดำเนินชีวิตของผมก็เลยไปไม่ถึงตรงนั้น และอีกอย่างเราก็ไม่ได้ศึกษาด้านนั้นอย่างจริงๆ จังๆ ก็เลยได้แค่ฝัน”

ทิ้งฝันไว้กลางทาง แล้วเบนเข็มมาเป็นโฟร์แมนพนักงานควบคุมงานก่อสร้าง และขยับขยายเป็นผู้รับเหมาก่อสร้างเองในที่สุด คล้ายชีวิตการงานและการเงินจะมั่นคงแต่ก็มีจุดพลิกผันสำคัญคือเมชฌเลิกรากับคนรัก เขาจึงน้อยเนื้อต่ำใจคิดว่าสิ่งที่ทำที่สร้างมาไม่มีความหมายอีกต่อไป

“ตอนนั้นผมอยากประชดชีวิตด้วย พอดีกับมีเพื่อนที่เรียนมาด้วยกันมาชักชวนให้เข้าสู่เส้นทางนี้”

รุ่งเรือง (สงวนนามสกุล) เป็นอีกคนที่ทำผิดพลาดในคดียาเสพติดแล้วต้องโทษจำคุกตลอดชีวิต ต่อมาได้อภัยโทษลดลงเหลือ 30 ปี ซึ่งเขารับโทษมาแล้ว 17 ปี

เขาเคยมีความฝันว่าอยากเปิดร้านคาร์แคร์ แต่เส้นทางที่หักเหให้เขาไปไม่ถึงฝัน คือสิ่งแวดล้อมมีเรื่องยาเสพติดเกี่ยวพัน แม้จะลองทำอาชีพอื่น อาทิ เป็นมัคคุเทศก์ แต่ก็โดนตราหน้าว่าเป็นกลุ่มชาติพันธุ์จีนฮ่อต้องค้ายาอย่างเดียว พอไปทำธุรกิจน้ำสมุนไพรที่กำลังไปได้ดีก็พลาดโดนจับเมื่อกลับมาค้ายาเสพติดอีกครั้ง

“ตอนนี้ความฝันผมเปลี่ยนเป็นถ้าได้ออกไปจะไปทำเกษตรกรรม ผมเรียนรู้เกษตรทฤษฎีใหม่ และเรียนจบปริญญาตรีในเรือนจำนี้ และที่บ้านผมยังมีที่ดิน มีสวนลำไย ตอนนี้ผมอายุ 50 ก็ยังไหวอยู่ ออกไปถ้าไม่ขายที่ที่บ้านก็ไปอยู่ฝั่งลาว เพราะถ้าอยู่ฝั่งไทย เราอยู่ในคุกมาเป็นสิบปี เขาทำไปถึงไหนเราก็ไม่รู้แล้ว เรากลัวไม่ทันเขา ส่วนที่ฝั่งลาวเรามีพรรคพวกอยู่ ก็จะหาซื้อที่ดินหรือเช่าได้”

ความผิดพลาดในอดีตกำลังได้รับการชดใช้ ส่วนโอกาสจะแก้ไขปรับปรุงตัวก็กำลังดำเนินอยู่ เมชฌเล่าถึงการปั้นพระว่าไม่ใช่เรื่องง่าย ยิ่งคนไม่เคยมีพื้นฐานด้านงานศิลปะทุกอย่างคือศูนย์ ซึ่งก่อนหน้านั้นเขาคิดว่าแค่นี้ไม่น่ายาก แต่เอาเข้าจริงแค่ปั้นดินน้ำมันเป็นแบบให้เหมือนภาพในหัวก็จะแย่แล้ว แค่ให้ได้พระพักต์ของพระพุทธรูปที่งดงามก็ต้องใช้เวลากว่าครึ่งเดือน

70398357_2510227142369416_3379926755560128512_o

การทุ่มเทเวลาและความตั้งใจไปกับการปั้นพระจนได้อย่างที่พอใจ ในที่สุดก็สำเร็จอย่างหวัง โดยที่ผู้ต้องขังแต่ละคนจะปั้นพระองค์เล็กคนละหนึ่งองค์เพื่อมอบให้ญาติในวันปิดโครงการปั้นดินให้เป็นบุญ รุ่นที่ 4 เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2562 ที่ผ่านมา สำหรับเมชฌเลือกปั้นพระพุทธรูปปางประทานพร ด้วยความหมายบางอย่างในใจเขา

“ทีแรกผมนึกสนุกว่าปางประทานพรทำมือเหมือนท่า ‘โอเค’ ก็เลยถามอาจารย์ที่สอนว่าผมทำปางนี้ได้ไหม เขาบอกว่าได้ เขาก็ถามว่าทำไมจะทำปางนี้ ผมก็พูดเล่นๆ ว่า เวลาไปตั้งอยู่ที่บ้าน เวลาญาติคิดถึงหรือเป็นห่วงเราพอมาเห็นพระพระก็จะบอกว่าโอเคอยู่นะ และพอได้พุทธคาถาโพชฌงค์ 7 จากพระอาจารย์ผมก็ใส่ไปในองค์พระด้วย ประมาณว่าประทานสิ่งดีๆ ให้แก่ญาติๆ เพื่อคุ้มครองญาติๆ ให้เขาอยู่ดีมีสุข

นอกจากนี้คือผมเป็นลูกชายคนแรกของบ้าน แต่ไม่เคยบวชให้แม่เลย แม่ไม่เคยภาคภูมิใจในตัวเราเลย ทีนี้พอเรามาทำพระ ก็อยากให้แม่รู้สึกว่าเหมือนลูกชายบวชให้แล้วนะ ถึงไม่ได้บวชด้วยตัวเราแต่ก็บวชด้วยใจ”

ด้านรุ่งเรืองก็มองแบบเดียวกันคือเสมือนได้ทำบุญให้พ่อแม่ให้ตัวเอง เขาเองก็เป็นคนที่ไม่เคยใส่ใจเรื่องบุญเรื่องบาป จนกระทั่งได้รับโทษในคดีดังกล่าวซึ่งเขามองว่าอาจเพราะทำบาปไว้มาก เพราะยาเสพติดที่เขาขายก็ไม่เคยรู้ว่าไปถึงใครบ้าง จะเป็นเด็กและเยาวชนหรือเปล่า เพียงมีคนมาหาเขาก็จัดให้

“เมื่อก่อนเราเคยทำบาป แต่ตอนนี้เราเลิกทำบาป ทุกวันนี้ก็นั่งสมาธิวันละครึ่งชั่วโมง อุทิศส่วนกุศลให้เจ้ากรรมนายเวรที่เคยทำผิดพลาดไว้”

โครงการรุ่นที่ 4 ปิดฉากลงอย่างสวยงาม มีพระพุทธรูปหลายสิบองค์สำเร็จและถูกส่งต่อไปยังญาติของผู้ต้องขังและไปยังสถานที่ต่างๆ มากมาย วิถีชีวิตในเรือนจำยังดำเนินไปเหมือนทุกวัน อิสรภาพยังอยู่ที่อีกฝั่งของกำแพงดังเดิม แต่กับพวกเขาที่ถูกเรียกว่าผู้ต้องขัง มีบางอย่างเกิดขึ้นมา

“ที่เราได้แน่ๆ คือความรู้ และทำให้จิตเรานิ่ง จะทำอะไรต้องมีสติ คิดหน้าคิดหลัง อาจารย์ให้โอกาสเราได้ปรับทัศนคติ ปรับนิสัย จากคนใจร้อนเป็นคนใจเย็น"

ส่วนเมชฌยอมรับว่าเดิมทีเขาคือคนหุนหันพลันแล่น โมโหร้าย ไม่รู้จักยับยั้งชั่งใจ แต่หลังจากได้เรียนรู้การปั้นพระตั้งแต่เดือนมกราคมผ่านมาร่วม 8 เดือนเศษ เขาก็สงบลงมาก คิดเป็นขั้นเป็นตอน ไตร่ตรองก่อนลงมือทำเสมอ แม้แต่เรื่องความศรัทธาในพระพุทธศาสนาที่เคยทำแบบขอไปที ไหว้พระด้วยมือแต่ไม่เคยไหว้ด้วยหัวใจ การได้เห็นพระพุทธรูปที่เกิดจากมือซึ่งเคยเปื้อนบาปมีผู้คนกราบไหว้ เคารพบูชา ทำให้ทั้งภาคภูมิใจและเข้าใจคำว่าศรัทธาที่แท้จริง

และที่สำคัญทำให้เขาอยู่กับภาวะจำยอมในที่จองจำได้อย่างเข้าใจ เพื่อรอวันที่จะได้ออกไปทำตามความฝันกับช่วงชีวิตที่ยังเหลือ

 

***  ในวันที่ 4-9 กุมภาพันธ์ 2563 ปีหน้าจะมีการจัดนิทรรศการเพื่อเปิดให้ประชาชนทั่วไปได้เข้าชมพระพุทธรูปผลงานของนักเรียนจากบางขวางที่ชั้นล่างของหอศิลปวัฒนธรรม กรุงเทพมหานคร ตรงข้ามศูนย์การค้ามาบุญครอง และจากนั้นจะมีการนำพระพุทธรูปไปมอบยังวัดป่าสายพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต และมอบให้โรงพยาบาลในจังหวัดเลยต่อไป ***

71028328_2510227105702753_8696766745232277504_o