‘บิลลี่’ แสงสว่างแห่งยุติธรรม

September 6, 2019
by ทีมข่าวจุดประกาย, ภาพ: Luke Duggleby/Protection​International

ความหวังที่ยังไม่สูญหายไปพร้อมกับร่างไร้วิญญาญของหนุ่มกะเหรี่ยงผู้ปกป้องสิทธิของกลุ่มชาติพันธุ์แห่งป่าแก่งกระจาน

HIGHLIGHTS

  • หลังจากเกิดเหตุการณ์ที่เจ้าหน้าที่ไล่รื้อและเผาทำลายชุมชนบริเวณใจแผ่นดิน เมื่อปี 2554  บิลลี่ได้ทำหน้าที่เป็นทั้งล่ามและผู้ประสานงานกับทีมทนายในการฟ้องร้องดำเนินคดีต่อเจ้าหน้าที่ฯ รวมทั้งเขายังทำหนังสั้นเพื่อสื่อสารปัญหาที่ดินทำกินและวิถีชีวิตชาวกะเหรี่ยงบ้านบางกลอย
  • วันที่ 7 เมษายน 2557 บิลลี่หายตัวไปขณะเดินทางออกจากหมู่บ้านไปยังตัวอำเภอแก่งกระจาน มีคนพบเห็นว่าเขาถูกเจ้าหน้าที่อุทยานฯ ควบคุมตัวในข้อหาครอบครองน้ำผึ้งป่า ซึ่งภายหลังคนเหล่านั้นให้การว่าเพียงแค่เรียกมาตักเตือนและปล่อยตัวไปแล้ว
  • วันที่ 3 กันยายน 2562 กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI)แถลงผลการตรวจชิ้นส่วนกระดูกที่พบในลำน้ำใต้สะพานแขวนบริเวณอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน เชื่อว่าเป็นชิ้นส่วนกระดูกของบิลลี่'พอละจี รักจงเจริญ' ที่ถูกนำมาเผาทำลายเพื่ออำพรางคดี

 

"พอละจี รักจงเจริญ รักสันติภาพ รักสิ่งดีงาม อยู่ในสังคมไร้ความยุติธรรม สร้างสิ่งดีงาม ถูกกระทำไร้ความปรานี...

เสียงเพลงขับขานผสานเสียงเตหน่า เครื่องดนตรีของชาวปกาเกอะญอ สะท้อนความรู้สึกถึง ‘บิลลี่’ ผู้จากไปอย่างไม่มีวันกลับ ของเพื่อนๆ เครือข่ายกะเหรี่ยงและชาวเล หลังทราบข่าวการพบเถ้ากระดูกของเขาที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน

อบรมที่ชม (45)

 

ก่อนจะมาถึงวันที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) แถลงความคืบหน้าคดีการหายตัวไปของ พอละจี รักจงเจริญ หรือ ‘บิลลี่’ แกนนำชาวกระเหรี่ยงแก่งกระจาน นักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิมนุษยชนที่หายตัวไปอย่างลึกลับเมื่อ 5 ปีที่แล้ว โดยยืนยันจากหลักฐานว่า “เขาเสียชีวิตแล้ว”

บิลลี่ -พอละจี คือเด็กหนุ่มกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงที่อาศัยอยู่ในพื้นที่บางกลอยบน ในเขตอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน เขาเป็นหลานชายของปู่คออี้ ผู้นำทางจิตวิญญาณของคนที่นั่น

ด้วยความที่บิลลี่สามารถสื่อสารภาษาไทยได้คล่องแคล่ว หลังจากเกิดเหตุการณ์ที่เจ้าหน้าที่ไล่รื้อชุมชนบริเวณใจแผ่นดิน ซึ่งเป็นพื้นที่อยู่อาศัยดั้งเดิม และเผาทำลายบ้านของปู่คออี้ เมื่อปี 2554 จนนำไปสู่การแจ้งความดำเนินคดีต่อนายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งหัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานพร้อมพวก ฐานวางเพลิงเผาทรัพย์บ้านเรือนที่พักอาศัย บิลลี่ก็ได้ทำหน้าที่เป็นทั้งล่ามและผู้ประสานงาน รวมถึงเขายังทำหนังสั้นเพื่อสื่อสารปัญหาที่ดินทำกินและวิถีชีวิตชาวกะเหรี่ยงบ้านบางกลอย ด้วยความหวังว่าจะทำให้วิถีของกลุ่มชาติพันธุ์ที่ถูกบิดเบือนด้วยอคติได้รับความเป็นธรรมจากสังคมมากขึ้น

ทว่า ผลลัพธ์กลับเป็นตรงข้าม วันที่ 7 เมษายน 2557 บิลลี่หายตัวไปขณะเดินทางออกจากหมู่บ้านไปยังตัวอำเภอแก่งกระจาน มีคนพบเห็นว่าเขาถูกชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร และเจ้าหน้าที่อุทยานฯ ควบคุมตัวในข้อหาครอบครองน้ำผึ้งป่า ซึ่งภายหลังคนเหล่านั้นให้การว่าเพียงแค่เรียกมาตักเตือนและปล่อยตัวไปแล้ว

ในวันที่ไร้เงาสามี ‘มึนอ’ พิณนภา พฤกษาพรรณ เล่าว่าบิลลี่เคยบอกไว้...หากวันหนึ่งวันใดเขาหายไป ไม่ต้องตาม พร้อมเอ่ยชื่อคนที่เชื่อว่าจะทำร้ายตนเองในสักวันหนึ่ง ซึ่งหลังจากพบชิ้นส่วนกระดูกของบิลลี่ใต้สะพานแขวน ณ อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน มึนอไม่ได้รู้สึกเกินคาดหมาย แต่กล่าวด้วยความสะเทือนใจว่า “มนุษย์...ทำไมถึงทำกันได้ขนาดนี้”

20190905132418255

 

ปกป้องสิทธิคนอยู่ป่า

แม้ในส่วนของคดีความ การปะติดปะต่อหลักฐานต่างๆ จะยังคงดำเนินไปตามขั้นตอน และเป็นความหวังลึกๆ ว่าจะสามารถเอาตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษได้ แต่ไกลกว่าความยุติธรรมของครอบครัวรักจงเจริญ หลายฝ่ายยังคงคาดคอยการแก้ปัญหาในระดับนโยบาย ที่จะช่วยลดความขัดแย้งและความรุนแรงที่เกิดขึ้นกับกลุ่มชาติพันธุ์ผู้อยู่อาศัยในเขตอนุรักษ์ ตลอดจนนักเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชนที่ต้องตกเป็น ‘เหยื่อ’ คนแล้วคนเล่า

“ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจก่อนว่าเรายังไม่ได้ฆาตกรนะ เราจึงไม่ได้ปรักปรำใครทั้งสิ้น แต่หลักฐานเชิงประจักษ์บอกว่าบิลลี่ตาย ศพถูกนำไปเผาทำลาย มีการทรมาน และเหตุการณ์ทั้งหมดมันเกิดขึ้นในพื้นที่ความรับผิดชอบของอุทยานแห่งชาติ มันเกิดขึ้นในพื้นที่ของรัฐ และก่อนเหตุการณ์นี้จะเกิดขึ้น ครั้งสุดท้ายที่คนพบเห็นบิลลี่ก็เห็นอยู่กับเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติ ฉะนั้นจึงสะท้อนให้เห็นว่ามีอิทธิพลบางอย่างที่อยู่เหนือกฎหมายในคราบพนักงานเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ผมเองก็ไม่อยากฟันธงว่าเจ้าหน้าที่มีส่วนเกี่ยวข้อง แต่ถือว่ามีการใช้อิทธิพลใช้อำนาจเหนือกฎหมายในพื้นที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน

ส่วนคนที่ตายก็เป็นชุมชนที่อยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติ อยู่ในพื้นที่ที่มีความขัดแย้งกัน และความขัดแย้งนี้มีประจักษ์พยานชัดเจน ฉะนั้นมันก็บอกเราเป็นนัยๆ ว่า คนที่ไม่เคยมีพฤติกรรมร้ายอะไรเลย แต่วันหนึ่งถูกกระทำอย่างโหดร้ายแบบนี้ มันต้องโยงไปถึงความขัดแย้งที่มีอยู่จริงซึ่งเขาเผชิญอยู่ เขาไม่มีศัตรูอื่น ไม่ได้เป็นลูกหนี้เจ้าหนี้ใคร ไม่ได้ไปทำร้ายใครจนมีคนมาทำร้ายคืน เขาเป็นเพียงชาวบ้าน เป็นสมาชิกอบต. เขาเป็นคนทำวิจัย ทำข้อมูล และอยู่ระหว่างรวบรวมข้อมูลไปยื่นต่อศาลเพื่อขอความเป็นธรรม อีกส่วนหนึ่งมันบอกเราถึงสิ่งที่ไม่ดีมากๆ คือการใช้ความรุนแรงในการแก้ปัญหา มันเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง”

ดร.เพิ่มศักดิ์ มกราภิรมย์ นักวิชาการอิสระด้านป่าไม้ที่ดิน กล่าว พร้อมทั้งแสดงความคาดหวังว่า นอกจากตามตัวฆาตกรและผู้บงการมาลงโทษให้ได้ เยียวยาผู้เสียหายอย่างดีที่สุดแล้ว กรณีนี้ควรเป็นบทเรียนของการบริหารจัดการพื้นที่อนุรักษ์โดยเคารพต่อสิทธิและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของกลุ่มชาติพันธุ์

“เรื่องสิทธิมนุษยชนของกลุ่มชาติพันธุ์ไม่ใช่เฉพาะกรณีบิลลี่กรณีเดียว มีการละเมิดสิทธิทั่วประเทศหลายพันคดี แม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ ลำปาง เราก็จะเห็นข่าวไปไล่รื้อ จับชาวบ้านเก็บเห็ด เก็บหน่อไม้ ชาวบ้านถางไร่ เราจะเห็นพฤติการณ์ละเมิดสิทธิที่จับเขาไปติดคุกติดตารางโดยไม่ให้ความเป็นธรรมเขา”

ทั้งนี้เพราะพื้นที่ชุมชนดั้งเดิมของกลุ่มชาติพันธุ์มักตั้งอยู่ในเขตป่า ไม่ว่าจะเป็น อุทยานแห่งชาติ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า หรือป่าสงวนแห่งชาติ และแม้พวกเขาจะมีหลักฐานการอยู่อาศัยมาก่อนการประกาศเขตอนุรักษ์ แต่ความพยายามที่จะกดดันให้ย้ายชุมชนจนนำมาซึ่งการกระทบกระทั่งจับกุมคุมขังก็เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

“ในฐานะที่เป็นชาวบ้านกลุ่มชาติพันธุ์คนอยู่กับป่าด้วยกัน ผมก็หวาดกลัวมากที่เหตุการณ์นี้มันจะเป็นแบบอย่างแล้วก็เยี่ยงอย่างที่เป็นบรรทัดฐานใหม่ที่กระทำกับกลุ่มชาติพันธุ์หรือคนอยู่กับป่า เพราะว่าชาวกระเหรี่ยง หรือกลุ่มชาติพันธุ์ส่วนมากจะอยู่ในพื้่นที่ป่า เมื่อกฎหมายบัญญัติขึ้นมาใหม่ว่า พื้่นที่ลาดชันต้นน้ำชั้นหนึ่งชั้นสอง หรือเขตอนุรักษ์ห้ามคนอยู่ ถึงพวกผมจะอยู่มาก่อน พอเขาเอาหลักการ มาตรการอย่างนี้ทับลงไป เราก็กลายเป็นคนอยู่ในต้นน้ำชั้นหนึ่ง ชั้นสอง และเขตอนุรักษ์ตามกฎหมายบัญญัติ

แต่ว่าคนข้างล่าง ที่อยู่ในกรุงเทพฯ เชียงใหม่ หรือพื้นที่ราบ เขาไม่ต้องเจอกับกฎหมายหรือมาตรการนี้ เพราะฉะนั้นกฎหมายจึงถูกเลือกปฏิบัติเฉพาะกับพวกผมที่ในป่าในดอย มันก็สะท้อนถึงความคิดของคนในเมืองที่ไม่มีความเข้าใจหรือไม่รู้ว่ามีเราอยู่ หรือรู้แต่เขาก็ยังจะจัดการเอาเราออก...หรือเปล่า” พฤ โอโดเชา ชาวปกาเกอะญอ(กะเหรี่ยง) อำเภอสะเมิง จังหวัดเชียงใหม่ ระบายความคับข้องใจ

ในมุมมองของนักวิชาการอย่าง ดร.เพิ่มศักดิ์ แทนที่จะปล่อยให้เกิดการเผชิญหน้าในหลายๆ พื้นที่ การแก้ปัญหานี้อาจต้องย้อนไปที่นโยบายและกฎหมายที่สอดคล้องวิถีชีวิตและข้อเท็จจริงของกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ซึ่งที่ผ่านมาได้มีการเสนอทางออก ภายใต้หลักการของ ‘กฎหมายเขตคุ้มครองทางวัฒนธรรม’

“รัฐบาลได้มีมติครม.เมื่อ 3 สิงหาคม 2553 ที่จะปกป้องพวกเขา ด้วยการประกาศเขตวัฒนธรรมพิเศษ ขณะนี้คนที่ทำงานสนับสนุนการสืบสานวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ก็พยายามที่จะทำให้มติครม.นี้ส่งผลในทางปฏิบัติ และมีโอกาสก็จะยกระดับเป็นกฎหมาย เป็นพระราชบัญญัติ เขาจะได้มีสิทธิ มีอำนาจในการดูแลชุมชน การจัดการทรัพยากรชุมชนโดยไม่ต้องไปขัดแย้งกับเจ้าหน้าที่ของรัฐ”

นอกจากนี้ยังมีอีกประเด็นที่ไม่ควรมองข้าม นั่นคือ การละเมิดสิทธิชุมชนในป่าแก่งกระจานเป็นเงื่อนไขหนึ่งที่ทำให้ผืนป่าแห่งนี้พลาดจากการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก ดังนั้นทุกฝ่ายควรต้องหาทางออกร่วมกัน เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นในมุมหนึ่งของประเทศไทยคือภาพลักษณ์ที่ถูกขยายออกไปในระดับนานาชาติ

 

 20190905132430217

 

คุ้มครองผู้ถูกบังคับสูญหาย

แม้จะเป็นเพียงคนเล็กคนน้อยที่อยู่ชายขอบของสังคม แต่หนึ่งชีวิตที่สูญเสียไปพร้อมกับบทบาทในการทวงถามความเป็นธรรมไม่ควรสูญเปล่า

บิลลี่...ไม่ใช่คนแรก ถึงจะหวังให้เป็นคนสุดท้ายก็ยังยาก สำหรับการหายตัวไปของนักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิมนุษยชน ทว่ากรณีของเขา ซึ่งในที่สุดสามารถชี้ชัดไปได้ว่า ‘เสียชีวิตแล้ว’ น่าจะเป็นแรงกระเพื่อมที่ส่งผลต่อการออกกฎหมายภายใต้อนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลจากการหายสาบสูญโดยถูกบังคับ หรือการกำหนดให้การบังคับสูญหายเป็นความผิดทางอาญา เพื่อให้การดำเนินคดีเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและมีความยุติธรรม ตามมาด้วยมาตรการป้องกัน แก้ไขและเยียวยา

“ถ้าประเมินพยานหลักฐานและพบว่าบิลลี่ตกเป็นเหยื่อของการบังคับบุคคลให้สูญหาย ผู้กระทำความผิด รวมทั้งผู้ที่มีหน้าที่ในการบังคับบัญชาบุคคลดังกล่าว ควรถูกดำเนินคดีในข้อหาที่เหมาะสมและร้ายแรง โดยสอดคล้องกับพันธกรณีของประเทศไทยตามกฎหมายระหว่างประเทศ มิใช่การตั้งข้อหาตามความผิดอาญาที่เบากว่าและไม่สะท้อนความร้ายแรงของความผิดที่เกิดขึ้น” นิโคลัส เบเคลัง รักษาการผู้อำนวยการภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และแปซิฟิค แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล กล่าว ก่อนจะแสดงความเห็นต่อไปว่า

“คดีนี้สะท้อนให้เห็นความเสี่ยงอย่างแท้จริงที่นักกิจกรรมและนักปกป้องสิทธิมนุษยชนในประเทศไทยต้องเผชิญ ทั้งการถูกทำร้าย ตกเป็นเหยื่อการบังคับบุคคลให้สูญหายและการสังหาร”

อย่างไรก็ดี ในความเห็นของ สุรพงษ์ กองจันทึก ประธานมูลนิธิผสานวัฒนธรรม การคลี่คลายคดีของ DSI ทำให้ภาพลักษณ์ของสังคมไทยดีขึ้นในระดับหนึ่ง จากเดิมที่กรณีคนหาย ไม่เคยหาหลักฐานอะไรได้แม้แต่ร่างไร้วิญญาณ

“ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ตามหาร่างได้ สำหรับคนที่เป็นนักต่อสู้แล้วถูกทำให้หายไป เป็นตัวอย่างที่ดี อย่างน้อยก็หาตัวเจอแล้ว ถ้าต่อไปดีเอสไอสามารถโยงถึงผู้กระทำความผิดได้ มีการดำเนินคดี ลงโทษผู้กระทำผิดได้ ก็จะเป็นตัวอย่างของสังคมไทยว่า ต่อไปนี้จะมาอุ้มใครหาย หรืออุ้มฆ่าใครไม่ได้อีกแล้ว เพราะว่าหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องดำเนินการจริงจัง คนในบ้านเราก็จะมีความมั่นใจในเรื่องนี้มากขึ้น”

แน่นอนว่านี่เป็นเพียงแสงสว่างเล็กๆ ตรงปลายอุโมงค์ ทุกคนยังรอให้กระบวนการยุติธรรมเดินหน้าต่อ “เรื่องแรก ต้องให้ทางดีเอสไอดำเนินดคีกับคนที่กระทำความผิด ให้สืบหาเร็วๆ แล้วก็แจ้งความเร็วๆ”

“เรื่องที่สอง กรณีเผาบ้านกว่าร้อยหลังคาที่บิลลี่ออกมาต่อสู้ เรื่องนี้ยังไม่มีความคืบหน้า ต้องมีการสืบหาความผิด ใครเป็นคนมาวางเพลิงเผาบ้านของบิลลี่ บ้านของปู่เขา ต้องมีการดำเนินการ ดีเอสไอยังไม่ได้พูดถึงเรื่องนี้เลย แล้วก็เรื่องบิลลี่ถูกบังคับให้หายไป ส่งเรื่องไปให้ทาง ป.ป.ท.(คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ) ดำเนินการมากกว่า 5 ปีแล้วนะครับ ปัจจุบันยังไม่คืบหน้าเลย อยู่แค่คณะอนุกรรมการฯ หวังว่าจะมีความคืบหน้า

แล้วก็หวังว่าประเทศไทยจะมีกฎหมาย ร่าง พ.ร.บ.มาป้องกันและปราบปรามการซ้อมทรมานแล้วก็บังคับคนให้สูญหายในเร็ววัน จะได้เป็นการช่วยทั้งสืบหา ป้องกัน และเยียวยาในเรื่องเหล่านี้ครับ เพราะทุกวันนี้เรายังไม่มีกฎหมายโดยตรงเลย ทำให้เกิดเรื่องเหล่านี้ขึ้นมามาก"

.................

คนแล้วคนเล่าที่ต้องแลกชีวิตกับความอยุติธรรม แม้ว่าเรื่องราวในวาระสุดท้ายของบิลลี่จะยังไม่กระจ่างชัด แต่ก็ชัดเจนในใจของหลายๆ คนว่า เขาคือนักต่อสู้ผู้หวังเพียงปกป้องบ้านเกิดของตนเองเท่านั้น

บทเพลงสุดท้ายที่เพื่อนในเครือข่ายกลุ่มชาติพันธุ์ได้มอบให้ ไม่เพียงแสดงความอาลัย แต่ยังส่งผ่านความหวังที่ยังไม่สิ้นหวัง...

“พอละจี รักจงเจริญ สู่สันติภาพ สู่สิ่งดีงาม อยู่ในสังคมแห่งความยุติธรรม มีสิ่งดีงาม ดวงวิญญานสู่สันติภาพ"