ฉึกฉักหรือยึกยัก การอนุรักษ์สถานีรถไฟไทย

September 5, 2019
by ปริญญา ชาวสมุน

ฝ่ายหนึ่งพยายามสู้ แต่อีกฝ่ายหนึ่งอยู่เฉย หนทางการอนุรักษ์สถานีรถไฟที่ใกล้จะถึงจุดหมายปลายทางเต็มทีจึงมีอันต้องแตะเบรก

เรื่องการอนุรักษ์สถานีรถไฟหลังเก่าไม่ใช่บทสนทนาใหม่แต่อย่างใด เพราะการต่อสู้ของทั้งฝ่ายที่ต้องการอนุรักษ์นั้นทำมานานหลายปี จนบางสถานีได้อยู่รอดปลอดภัย แม้จะไม่ใช่ในบริบทเกี่ยวกับรถไฟไทย

แต่ยิ่งโครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่ใกล้เข้ามา และจะกระจายเส้นทางไปทั่วประเทศ หมายความว่าจะมีสถานีรถไฟเก่าอีกนับไม่ถ้วนถูก ‘ทำให้สูญหาย’ ไม่ว่าด้วยวิธีใดวิธีหนึ่ง หากยังไม่มีประกาศิตจากเบื้องบนของการรถไฟแห่งประเทศไทยลงมาว่าจะอนุรักษ์หรือทำลาย

69502928_2385976534855558_3450290603475075072_o

 

  • เกิดมา ตั้งอยู่ (ต้องไม่) ดับไป

ตลอดหลายปีมานี้ ชาวบ้าน, นักวิชาการ รวมไปถึงเจ้าหน้าที่ของการรถไฟฯซึ่งอยู่ในพื้นที่เอง พยายามช่วยกันหาทางรักษาสถานีรถไฟหลังเก่าเอาไว้ หลังจากเส้นทางรถไฟทางคู่ที่กำลังขยับขยายไปทั่วประเทศจะพาดผ่านบริเวณที่สถานีรถไฟเก่าเคยตั้งอยู่ และการพัฒนาดังกล่าวจะขับไล่ของเก่าให้ออกไปจากพื้นที่อย่างไม่ไยดี

ความพยายามดังกล่าวเป็นผลบ้างไม่เป็นผลบ้าง บางแห่งได้รับการเก็บรักษาไว้แต่ในฐานะอื่น ขณะที่บางแห่งกลายเป็นความทรงจำไปแล้ว

หนึ่งในคนที่ต่อสู้เรื่องนี้มาตั้งแต่ต้นอย่าง ผศ.ปริญญา ชูแก้ว จากคณะสถาปัตยกรรม สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง แสดงความคิดเห็นแกมห่วงใยว่าการมาของรถไฟทางคู่จะทำให้สถานีรถไฟเก่าถูกรื้อเยอะมาก ประเมินอย่างง่ายๆ ว่าถ้าสายละ 50 สถานี แล้วต้องรื้อสายละ 10 สถานี รวมทุกสายแล้วถือว่าเยอะมาก ซึ่งมีบางคนบางกลุ่มมองเป็นเปอร์เซ็นต์ว่าถูกรื้อแค่ไม่กี่สิบเปอร์เซ็นต์เท่านั้น

“อยู่ดีๆ อาคารสถานีเก่าอายุ 80-90 ปี จะหายไป เราไม่รู้สึกอะไรกันบ้างเหรอ ผมคิดว่าที่ตอนนี้ยังไม่เป็นกระแสอีกครั้งเพราะมันไม่เหมือนครั้งที่เกิดกับ จิระ-ขอนแก่น ที่คนเห็นชัดว่าตูมเดียวจะหายไปหมดเลย แต่กับครั้งนี้ที่มีบอกว่าจะเก็บไว้บ้าง แต่ก็ไม่เคยบอกว่าปริมาณทั้งหมดคือเท่าไร แล้วต่อไปที่รถไฟทางคู่จะสร้างทั่วประเทศ สถานีเก่าพวกนี้จะหายไปบานเลย

ผมมองว่าถึงตอนนี้แล้ว ไม่ควรจะพูดว่าหลังนี้รื้อ หลังนี้ไม่รื้อ แต่ควรจะเก็บไว้โดยพ่วงกับงบประมาณ ซึ่งการรถไฟก็ไม่เคยทำทั้งที่ใช้เงินแค่นิดเดียว ส่วนการบริหารจัดการเขาก็บอกว่าการรถไฟไม่มีคน มันก็กลายเป็นเรื่องเดิมๆ แบบเดิมๆ”

เมื่อการรถไฟแห่งประเทศไทยยังไม่ยืนยันให้ชัดว่าจะเอาอย่างไรแน่ แต่กับฝั่งอนุรักษ์ยืนยันว่าต้องเก็บทุกหลัง พร้อมเหตุผลว่าสถานีรถไฟที่กระจายตัวอยู่ทั่วประเทศไม่ได้มีหน้าที่แค่คนใช้ขึ้น-ลงรถไฟเท่านั้น แต่ทุกหลังคือตัวแทนของชุมชน คือตัวตนของท้องถิ่นนั้นๆ

“ถ้าสถานีบางแห่งถูกรื้อ สมมติทางภาคใต้ถูกรื้อ แต่ที่สถานีเด่นชัยได้เก็บไว้ คนที่ภาคใต้อยากจะเห็นอาคารที่บ้านเขาเคยมีจะต้องเดินทางขึ้นมาที่เด่นชัยเพื่อดูหรือเปล่า ถ้าเก็บทุกหลังไม่ได้แปลว่าเขาต้องถ่อไปดูว่าก็เขาก็เคยมีอย่างนั้นหรือ แล้วทำไมเราไม่เก็บของเราไว้ล่ะ แล้วพัฒนาต่อยอดไปได้อีกมากมาย”

การต่อยอดที่ ผศ.ปริญญา พูดถึงนั้นปัจจุบันมีบางแห่งทำสำเร็จแล้ว บางหลังกลายเป็นศูนย์เรียนรู้ บางหลังกลายเป็นสถานพยาบาล แม้จะไม่ได้ทำหน้าที่สถานีรถไฟเหมือนเดิม แต่สำหรับคนในพื้นที่นี่คือความภาคภูมิใจ

“พอพูดถึงความภาคภูมิใจก็จะโดนต่อต้านอีกว่ากินได้หรือเปล่า ผมจะบอกว่าสถานีรถไฟก็เหมือนวัดประจำหมู่บ้าน อาคารเก่าๆ เหมือนโบสถ์วิหาร ทำไมเราไม่รักษาของพวกนี้ไว้แล้วออกดอกออกผลต่อมา เป็นการท่องเที่ยวก็ได้ คนเขาอยากมาดูของเก่าที่เขาคุ้นเคย ส่วนของใหม่ก็สร้างไปไม่มีใครว่า”

70002786_2385978348188710_2073824301743603712_o

 

  • สถานีนี้มีรักษ์

สถานีหนองแมว จังหวัดนครราชสีมา เป็นตัวอย่างชั้นดีของสถานีรถไฟที่ทุกฝ่ายช่วยกันจนได้รับการอนุรักษ์สำเร็จ แม้จะอนุรักษ์ตัวอาคารโดยการถอดแยกชิ้นส่วนแล้วย้ายนำไปประกอบใหม่ในบริบทอื่น แต่สำหรับคนที่ร่วมฟันฝ่าถือว่าคือความสำเร็จ

อำพล รัตนิยะ อดีตนายสถานีรถไฟหนองแมว เล่าว่าเขาดูแลสถานีนี้มากับมือ ถ้าเปรียบเป็นคนนี่คือลูกรักของเขาก็ว่าได้ จนถึงวันที่มีข่าวว่าจะรื้อสถานีเพื่อทำรถไฟทางคู่ ความรักและหวงแหนทำเอาใจหาย แต่ด้วยแนวทางของเขาชัดเจนว่าการพัฒนากับการอนุรักษ์จะต้องควบคู่กันไป เขาจึงไม่ต่อต้าน ทว่าพยายามหาทางรักษาเอาไว้ โดยมีชาวบ้านเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ จนขยายเป็นวงกว้าง

“การอนุรักษ์ของพวกเรากลายเป็นกระแสจนไปถึงหูผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา พอผู้ใหญ่คุยกับผู้ใหญ่มันก็ง่าย การรถไฟก็มอบให้หน่วยงานในท้องถิ่นที่อยากได้ตัวอาคารเอาไปดูแลต่อ ซึ่งสถานีอนามัยหนองแมวก็ได้ไป

ตอนนั้นก็รื้อออกหมดเลย แล้วนำไม้ไปที่อนามัยหนองแมว หลังจากนั้นก็ประชุมหารือกันว่าจะทอดผ้าป่าหาเงิน เพราะเราไม่มีงบประมาณ จนได้เงินมามอบให้อนามัยดูแลเกี่ยวกับอาคารหลังนี้ ซึ่งก็เกิดจากความหวงแหนของชาวบ้านทุกคน พวกเขาเกิดมาก็เห็นรถไฟแล้ว แต่การรถไฟก็ไม่อยากให้อยู่ในพื้นที่ของการรถไฟ”

จากอาคารสถานีสู่กองไม้ จากกองไม้ได้ก่อร่างสร้างตัวเป็นอาคารอีกครั้ง อำพลบอกว่าคนที่ประกอบอาคารกลับมาอีกครั้งคือคนเก่าคนแก่ที่เคยมานั่งดื่มกาแฟที่สถานีรถไฟหมองแมวมานับ 20 ปี ที่น่าทึ่งคือตอนประกอบแทบไม่ต้องดูแบบเลยเพราะทุกมุมทุกด้านของอาคารอยู่ในความทรงจำทั้งหมด แล้วอดีตนายสถานีคนนี้ค่อยตกแต่งให้สวยงาม

“เราทำเองไม่ได้หรอกครับ ต้องเกิดจากชาวบ้านร่วมมือ และอีกหลายฝ่ายหลายคน คนที่มีใจต้องการจะอนุรักษ์ ผมอยากให้ผู้บริหารมองแบบนี้ พัฒนาจริงแต่ต้องคู่กับอนุรักษ์ไปด้วย”

แต่ก่อนที่จะเป็นข่าวจนผู้ว่าราชการเข้ามาจัดการ ทั้งตัวเขาและชาวบ้านคุยกันตลอดว่าจะอนุรักษ์ พวกเขากำลังพยายามหาเงินมาซื้ออาคารนี้ด้วยซ้ำไป กระทั่งเรื่องไปถึงผู้ว่าฯก่อน จนอาคารสถานีเก่าได้มาเป็นอาคารนวดแผนไทยของสถานีอนามัยหนองแมวในที่สุด

69675102_2385976498188895_6654930900347781120_o

 

  • สถานีปลายทาง...ความชัดเจน

หากไม่นับสถานีที่รอดตายไปแล้ว สถานีที่กำลัง ‘ทับเส้น’ นั้น สถานการณ์ค่อนข้างล่อแหลมมาก แต่ในความคลุมเครือที่ยังไม่รู้เหนือรู้ใต้กลับมีทางออกแสนง่าย คือเปิดโอกาสให้ใครก็ตามที่ต้องการเก็บรักษาอาคารสถานีรถไฟเก่าเหล่านี้ไว้ได้มาจัดการต่อ

เหมือนจะจบง่าย ทว่าในความเป็นจริงวิธีการนี้กลับไม่ได้รับการเปิดเผยอย่างตรงไปตรงมาจกการรถไฟแห่งประเทศไทย ผศ.ปริญญา ชูแก้ว เปิดเผยว่าจนถึงปัจจุบันการรถไฟได้แต่บอกว่าเปิดโอกาสให้คนเข้ามาอนุรักษ์แต่ไม่เคยชัดเจนว่ากระบวนนั้นเป็นอย่างไร ด้วยเหตุนี้ ‘โอกาส’ ที่การรถไฟบอกก็อาจเป็นแค่ ‘อากาศ’

“คุณมีของแต่คุณไม่เอา ถ้าอยากได้ต้องมาหาฉัน แล้วช่องทางที่จะไปหาคืออะไร ตอนนี้กลายเป็นการรถไฟแค่รอ พอไม่มีใครเข้ามาก็รื้อสิ ในแง่การบริหารจัดการถ้าคุณมองว่าเป็นภาระของการรถไฟแห่งประเทศไทย ก็มีเคสตั้งเยอะแยะที่ท้องถิ่นเข้ามาช่วย แต่คำถามคือแล้วกระบวนการที่ให้ชาวบ้านมาช่วยนั้นมันยุ่งยากไหมล่ะ มันยากมา ถ้าคุณติดป้ายประกาศว่าเราจะรื้อ ชาวบ้านมาช่วยกัน อย่างนั้นเข้าใจได้ หรือคุณบอกว่าทำประชาพิจารณ์ไปแล้วว่าจะมีรถไฟทางคู่ แต่ในประชาพิจารณ์คุณพูดไหมว่าจะอนุรักษ์มัน หรือว่าคุณไม่มีตังค์แล้วจะเปิดโอกาสให้คนอื่นเข้ามาช่วย คุณเคยพูดเรื่องนี้ไหม”

หาย้อนไปดูกรณีสถานีบ้านปิน จ.แพร่ ที่ได้รับการอนุรักษ์ไว้ กระบวนการสำคัญที่จุดประกายจนกลายเป็นความสำเร็จคือ ‘ล้อมวงคุย’ โดยต้องมีทั้งผู้หลักผู้ใหญ่ในการรถไฟแห่งประเทศไทย, หน่วยงานส่วนท้องถิ่น, นักวิชาการ และชาวบ้าน เปิดอกพูดถึงประเด็นต่างๆ สู่การหาทางออก

ผศ.ปริญญา บอกว่าหากไม่ทำแบบนี้คนไทยจะมองว่าของพวกนี้เป็นของรัฐตลอดเวลา แล้วประชาชนจะไม่เข้าไปยุ่ง อย่างที่เป็นปัญหาในปัจจุบันว่าเรื่องสาธารณะจะไม่สนใจ แต่ถ้ากลายเป็นเรื่องใกล้ตัว ทำให้ทุกคนรู้ว่านี่คือทรัพย์สมบัติของพวกเขา จะทำให้คนคิดว่าพวกเขาทำได้และจำเป็นต้องทำ

ในขณะที่อดีตนายสถานีหนองแมวออกความคิดเห็นทำนองเดียวกันว่าในฐานะคนของการรถไฟแห่งประเทศไทยก็รู้สึกหวงแหนสมบัติเหล่านี้ ส่วนในฐานะคนไทยนี่คือสมบัติของชาติ

“สถานีรถไฟไม่ใช่สมบัติของผู้บริหาร ไม่ใช่สมบัติของผมด้วย แต่เป็นสมบัติของทุกคน เราจึงต้องหวงแหนไว้ เราไม่ใช่คนสร้าง เพราะคนสร้างตายไปหมดแล้ว เราจึงต้องหวงแหนให้บรรพบุรุษที่สร้างไว้ เหมือนพ่อยกบ้านให้เรา แล้วเราจะปล่อยให้ผุพังหรือเปล่า เราก็ต้องซ่อมแซม ต้องหาวิธีการให้มันอยู่ต่อได้ ไม่ใช่ว่าผลักภาระ หรืออ้างว่าตกลงกับผู้รับเหมาไปแล้ว มันไม่ถูกต้อง”

นอกจากชาวบ้านและท้องถิ่นจะดิ้นรนกันเองแล้ว ผศ.ปริญญา บอกว่าด้วยงบประมาณหากจะเก็บรักษารวมไปถึงซ่อมบำรุงเสร็จสรรพเพียงราวสองแสนกว่าบาทต่อหนึ่งหลัง การอนุรักษ์สถานีรถไฟจึงน่าสนใจไม่น้อยสำหรับบริษัทที่ต้องการทำกิจกรรมเพื่อสังคมหรือ CSR จะขึ้นป้ายชื่อบอกว่าสนับสนุนก็ไม่มีใครว่า ซึ่งเป็นวิธีที่ผู้สนับสนุนก็ได้ใจ แถมการรถไฟไม่ต้องควักกระเป๋าด้วยซ้ำ

เหมือนทางออกของปัญหาจะคอยท่าอยู่แล้ว แต่ขาดเพียงลายลักษณ์อักษรว่าการรถไฟแห่งประเทศไทยเปิดโอกาสให้ผู้ที่สนใจเข้ามาอนุรักษ์สถานีรถไฟได้ เรียกว่าอีกแค่ก้าวเดียวเท่านั้น ต่อจากนี้ก็ขึ้นอยู่กับการรถไฟแห่งประเทศไทยแล้วว่าจะจัดการให้จบอย่างเป็นที่รัก หรือจะทำอิหลักอิเหลื่อต่อไป

69669446_2385976668188878_7790504645499027456_o

ภาพโดย : ผศ.ปริญญา ชูแก้ว