‘อุ้มหาย’ เพชฌฆาตในอำนาจมืด

September 5, 2019
by นฤมล ทับปาน

เมื่อกฎหมายยังไม่ถูกบังคับใช้ คนผิดยังคงลอยนวล วัฏจักรความรุนแรงย่อมไม่มีวันจบสิ้น

HIGHLIGHTS

  • เราต้องการเอาผู้กระทำผิดมาลงโทษ ต้องการให้มีกฎหมายฉบับนี้ เพื่อไม่ให้เกิดขึ้นกับคนอื่นๆ ต่อไป ไม่อย่างนั้นใครขวางอำนาจรัฐ ขวางผลประโยชน์ก็จะถูกทำให้สูญหายเช่นกรณีของพ่อผม
  • รัฐบาลไทยต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วนเพื่อออกกฎหมาย แก้ปัญหาอาชญากรรมร้ายแรงจากการทรมานและการบังคับบุคคลให้สูญหาย

ยังมีบุคคลนิรนามอีกมากมายที่ไม่มีโอกาสได้กลับบ้าน เพียงเพราะความเห็นต่าง ความขัดแย้ง ล้วนเป็นความเหลื่อมล้ำในสังคมที่เห็นชัดเจนขึ้นทุกที ชะตากรรมของพวกเขาวันนี้เป็นอย่างไร ความคลุมเครือของการมีชีวิตอยู่และไม่มีชีวิตอยู่ของบุคคลสูญหาย รัฐไทยก็ยังไม่สามารถตอบคำถามได้ชัดเจนนัก

กว่า 86 กรณี ของผู้สูญหายในประเทศไทย โดยเหยื่อมีทั้งนักสหภาพแรงงานและนักปกป้องสิทธิมนุษยชน ผู้ประท้วง และผู้ต้องสงสัยในคดีความมั่นคง ล้วนเป็นการบังคับบุคคลให้สูญหายที่ยังไม่ได้รับการคลี่คลาย การบังคับให้สูญหาย (Enforced Disappearance) จึงไม่เพียงละเมิดสิทธิมนุษยชนของเหยื่อโดยตรง ทว่ามันสร้างบาดแผลต่อครอบครัวเหยื่ออย่างสาหัส ภาพสุดท้ายของชีวิตเหยื่อที่ครอบครัวจินตนาการจึงมักเป็นภาพของการถูกซ้อมทรมาน ความเจ็บปวดของเหยื่อก่อนถูกอำพรางศพ ผู้สูญหายอาจไร้ซึ่งความเจ็บปวดทางร่างกายไปแล้ว แต่คนที่อยู่ยังคงพันธนาการตัวเองในเงาของความทรงจำที่โหดร้ายทารุณจนลมหายใจสุดท้าย

 a3

 

การหายไปของหมูไม่กลัวปังต่อ

กว่า 20 ปีกับการหายตัวไปของ ทนง โพธิ์อ่าน อดีตประธานสภาองค์การลูกจ้าง สภาแรงงานแห่งประเทศไทย ที่หายตัวไปในยุคคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (รสช.) ปี 2534 ทนงเป็นผู้นำแรงงานที่มีบทบาทสนับสนุนการรวมตัวกันและต่อต้าน รสช. จนได้รับฉายาว่า ‘หมูไม่กลัวปังตอ’ ก่อนหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย

 a6

“คุณพ่อเป็นผู้นำการเมืองที่เข้มแข็ง เป็นยุคที่ขบวนการแรงงานแข็งแรงที่สุด ผลักดันค่าจ้างแรงงานลอยตัวสู่ค่าจ้างขั้นต่ำ กฎหมายประกันสังคมท่านก็เรียกร้องจนได้รับการอนุมัติ” ฟังเรื่องราวจากปากของลูกชายคนโต อดิศร โพธิ์อ่าน ในวัย 45 ปี

การหายตัวไปของเสาหลักครอบครัวได้ทำลายบ้านทั้งหลังที่เคยสุขสบายลงอย่างน่าเสียดาย เด็กคนหนึ่งไม่มีโอกาสได้เรียนหนังสือต่อ เด็กอีกคนที่ต้องเป็นเนื้องอกในสมอง เงินเดือนพยาบาลของแม่ 8,000 บาทไม่สามารถทำให้พวกเขาอยู่สุขสบายได้เหมือนเคย

“วันนี้เราต้องการเอาผู้กระทำผิดมาลงโทษ ต้องการให้มีกฎหมายฉบับนี้ เพื่อไม่ให้เกิดขึ้นกับคนอื่นๆ ต่อไป ไม่อย่างนั้นใครขวางอำนาจรัฐ ขวางผลประโยชน์ก็จะถูกทำให้สูญหายเช่นกรณีของพ่อผม” อดิศร ย้ำความต้องการ

 ถ้ากฎหมายการบังคับสูญหายออกมา อย่างกรณีคนรุกป่า ถ้าพิจารณาเอาความเป็นจริงตั้งต้น ต้องรื้อตัวกฎหมายใหม่เสีย เพราะมันผิดตั้งแต่กระดุมเม็ดแรก จึงต้องปลดออกเพื่อติดใหม่ ไม่ใช่หลับหูหลับตาใช้กฎหมายโดยไม่สนใจว่าประชาชนจะเดือดร้อนอย่างไรบ้าง

“พ่อผมสอนเอาไว้ว่า เกิดมาทั้งทีต้องอย่าลืมตอบแทนคุณแผ่นดินเกิด ช่วยเหลือคนที่ด้อยโอกาสทางสังคม จากร่างพ.ร.บ.เราไม่มีความหวังแล้ว เพราะย้อนหลังไม่ได้ ในกรณีของคุณพ่อผมก็ 28 ปีแล้ว นานมากแล้วด้วย แต่ยังคงมีความหวังว่านี่เป็นโอกาสที่ดีที่มีพรรคการเมืองที่อ่อนน้อมต่อประชาชน แต่ต้องทนงองอาจต่ออำนาจเผด็จการ”

ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน คือบทสรุปที่อดิศรทิ้งท้ายไว้ เพราะเขารู้ดีว่าการคาดหวังให้รัฐมาช่วยเหลือนั้นเป็นไปได้ยากในกระบวนการยุติธรรมของบ้านเรา โดยเฉพาะเงินเยียวยาที่เขาบอกว่าไม่เคยได้ตลอด 20 กว่าปีที่ผ่านมา แต่หลังจากที่ครอบครัวของอดิศรลืมตาอ้าปากได้แล้ว กลับมีการติดต่อในการช่วยเหลือเรื่องเงินเยียวยา

 

a5

 

คนชายขอบที่ถูกซ้อมทรมาน

สีละ จะแฮ ในวัย 42 ปี ตัวแทนกลุ่มชาติพันธุ์ชาวลาหู่ในประเทศไทยจาก อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ ที่อพยพหนีภัยสงครามมาจากประเทศพม่า ก่อนจะถูกซ้อมทรมานด้วยปัญหายาเสพติด

“ผมเป็นตัวแทนชาวบ้าน พอพวกเขาถูกจับไปโดยไม่มีสิ่งผิดกฎหมาย ผมจะเป็นคนกลางในการเจรจากับเจ้าหน้าที่ บางคนก็ได้ออกมา บางคนก็ถูกขังไว้ในหลุมดินที่ทหารให้พวกเขาขุดเอง ซึ่งลึกประมาณ 2-3 เมตร อัดกันอยู่ในนั้น 10 คนได้ พอไปเจรจาหลายครั้งเข้าเขาก็ให้ผมอยู่ในค่ายทหารพราน แต่ผมไม่ได้ถูกซ้อมเหมือนคนอื่น”

ภาพที่สีละเห็นคือ คนถูกซ้อมต่อหน้า และประมาณ 10 คนได้ที่ถูกจับเข้าไปในค่ายจากนั้นก็ไม่ได้กลับมาอีกเลย เขาเล่าว่าหากทหารต้องการสอบสวนใคร จะนำตัวขึ้นจากหลุมดิน ช็อตด้วยไฟฟ้า ใครสลบไปก็เอาน้ำราดให้ฟื้น เพื่อสอบสวนใหม่ แต่ในกรณีที่ตายสีละไม่เห็นกับตา มีเพียงชาวบ้านที่รอดเล่าให้ฟัง เพราะทหารบังคับให้พวกเขาเรียงคิวกันเตะเพื่อนที่ถูกสอบสวน ซึ่งไม่ใช่กระบวนการที่ยุติธรรมเลย

a7

สงครามยาเสพติดในแนวตะเข็บชายแดน ในปี 2544 พี่น้องชาวลาหู่ถูกจับด้วยความสงสัยว่าเป็นผู้ค้ายาเสพติด จึงจับมาเพื่อเค้นให้รับสารภาพ โดยที่ไม่มีหลักฐานใดๆ ที่เชื่อมโยงไปสู่การเป็นผู้ค้าได้เลย สีละพยายามร้องเรียนต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนและกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม ถึงการกระทำอันป่าเถื่อนของเจ้าหน้าที่รัฐกลุ่มนั้น ปัจจุบันคืบหน้าว่าเจ้าหน้าที่รัฐภายใต้รัฐบาลไทยทำเกินกว่าเหตุ แม้จะให้กองทัพบกช่วยเหลือและเยียวยาครอบครัวผู้ที่ได้รับผลกระทบ แต่ก็ยังไม่ได้ตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษ

“ผมอยากบอกให้ทุกคนรู้ว่ายาเสพติดที่ทะลักเข้าเมือง เจ้าหน้าที่รัฐนี่แหละที่อำนวยความสะดวกให้ เพราะผมอยู่ในพื้นที่ผมรู้ว่ายาเสพติดเข้ามาอย่างไร เขาทำให้เรากลายเป็นผู้ร้ายในสายตาคนทั่วโลก เอาเงินมาล่อให้ทำในสิ่งที่ผิดกฎหมาย แล้วทำทีท่าว่าล่อซื้อเพื่อจับกุม สร้างผลงาน ถามว่าใครได้ผลประโยชน์ถ้าไม่ใช่เขา แล้วอย่างนี้ปัญหายาเสพติดในสังคมจะหมดไปได้อย่างไร ไม่ใช่ว่าเราไม่เห็นด้วยกับการปราบปรามยาเสพติด แต่อย่าเอาเงินมาล่อให้คนอื่นต้องค้ายา ทั้งๆ ที่เขาไม่เคยค้ายา”

กลุ่มชาติพันธุ์มักถูกกดขี่ ถูกทำร้ายจากเจ้าหน้าที่ที่มีปืนอยู่ในมือ สีละระบายความในใจที่อัดอั้นว่าแม้เขาจะไม่ได้ทำผิด ก็ถูกยัดเหยียดให้ผิดอยู่ดี อย่างน้ำท่วมเมืองก็โทษว่ามีต้นเหตุมาจากกลุ่มชาติพันธุ์ เกิดเหตุหมอกควันก็โทษชาวเขาว่าเป็นคนเผาป่า น้ำแล้งก็โยนความผิดหาว่าใช้ทรัพยากรจนหมดป่า ปัญหาทุกอย่างถาโถมมาที่ชนกลุ่มน้อยอย่างเลี่ยงไม่ได้ ไม่มีแม้แต่โอกาสได้อธิบาย ซึ่งมีผลกระทบต่อจิตใจมาก "...เพียงเพราะพวกเราเป็นคนชายขอบที่อาศัยอยู่ในเขตป่าตามแนวตะเข็บชายแดนเท่านั้นหรือ" 

 

a4

 

คนอีสานที่สูญหาย

จากคำบอกเล่าของ ประเสริฐ เหล่าโสภาพันธ์ น้องชายของ กมล เหล่าโสภาพันธ์ ผู้ต่อต้านการทุจริตเช่าที่ดินการรถไฟที่ถูกอุ้มหายในปี 2551 เพราะพบเห็นสิ่งผิดปกติในการสร้างอาคารพาณิชย์ 15 คูหาที่ผิดพ.ร.บ.ควบคุมอาคารฯ ใกล้สถานีรถไฟบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น มูลค่าความเสียหายกว่า 70 ล้านบาท กมลแจ้งเจ้าหน้าที่แต่ไม่มีการดำเนินคดีด้วยเกรงอิทธิพล เขาจึงหันไปเล่นงานเจ้าหน้าที่รัฐในฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่และทุจริต โดยมีหลักฐานมัดแน่นในการเอาผิด

“ก่อนพี่ชายจะหายตัวไปเขาอยู่ที่สภ.บ้านไผ่ที่ห่างจากบ้านไม่ถึง 1 กิโลเมตร หลังจากนั้นก็พบรถจอดอยู่อีกอำเภอหนึ่ง ผมรู้ทันทีว่าพี่ชายถูกอุ้มหายไปแล้ว จึงแจ้งที่กองปราบฯ ได้หลักฐานมาหมด ดีเอสไอมาขอรับเป็นคดีพิเศษ พอกองปราบส่งสำนวนให้ดีเอสไอ หนึ่งเดือนถัดมาตู้เก็บสำนวนถูกงัด จนทุกวันนี้ คดีก็ยังไม่มีความคืบหน้า พี่ชายผมเป็นเพียงนักธุรกิจ เป็นพ่อค้าที่ช่วยเหลือทางราชการด้วยความสุจริตใจ”

ก่อนที่กมลจะหายไปได้ขอรับการคุ้มครองพยานตามกฎหมายมีการยื่นหนังสือเป็นลายลักษณ์อักษร หลังจากเขาหายตัวไปผู้บังคับการตำรวจขอนแก่นบอกว่ากมลเป็นบุคคลที่เสียสติ ประเสริฐตั้งคำถามว่าคนที่เสียสติจะสามารถตรวจสอบทุจริตคอรัปชั่นหรือมีข้อมูลหลักฐานจำนวนมากได้อย่างไร

“ผมไม่เคยคิดว่าจะได้พี่ชายกลับคืนมา แต่ความยุติธรรมต้องคืนมาให้กับพี่ชายผม ผ่านมา 11 ปี ยังไม่มีความคืบหน้า ผมถามต่อผู้เกี่ยวข้องเรื่องการสูญหายว่าคดีมีความคืบหน้าเช่นไร ก็ยังคงอยู่ในระหว่างดำเนินการและตรวจสอบหากมีพยานหลักฐานใหม่จะดำเนินการต่อ ถ้าพูดเช่นนี้ก็คือคดีไม่มีความคืบหน้า ต่อให้ต้องมาขอคำตอบวันสูญหายปีหน้าผมจะคอย" ผู้เป็นน้องพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ

น่าหนักใจกับกระบวนการยุติธรรมที่ไม่สามารถจับต้องได้ เพราะการทำงานของคนไม่มีความยุติธรรมให้กับความสุจริต หวังว่าสังคมจะตระหนักได้ว่าการทุจริตคอรัปชั่นนั้นไม่มีผลดีกับประเทศและการทำให้บุคคลสูญหายก็คือการทำลายหลักฐานชิ้นดี

แน่นอนว่านี่เป็นบทเรียนราคาแพงที่ไม่มีวันลืม ความลำบากจากการยื่นเรื่องตามหน่วยงาน ทำให้เขารู้ว่าไม่อาจหวังพึ่งการปฏิบัติหน้าที่ของรัฐ และแม้คดีจะยังไม่คืบหน้า แต่ประเสริฐบอกว่าตราบใดที่ยังมีชีวิตอยู่ ยังหวังว่าพี่ชายจะได้รับความเป็นธรรม

 a1

 

อุ้มหายคืออาชญากรรม

สุณหวรรณ ศรีสด คณะกรรมการนักนิติศาสตร์สากล (ICJ) อธิบายว่า อนุสัญญาและกฎหมายระหว่างประเทศถือว่าการบังคับให้บุคคลสูญหายเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนเป็นอาชญากรรมต่อเนื่อง (Continuous Crime) และอาชญากรรมร้ายแรงที่คุกคามต่อมนุษยชาติ (Crime Against Humanity) ตามคำนิยามของอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการปกป้องคนทุกคนจากการเคยสอบสวนโดยถูกบังคับของสหประชาชาติ ซึ่งประเทศไทยได้ลงนามเมื่อวันที่ 9 มกราคม 2555 โดยมีองค์ประกอบสำคัญ 3 ข้อที่ทำให้เกิดการบังคับสูญหาย 1.การจับกุม คุมขัง การลักพาตัวหรือการกระทำใดที่เป็นการจำกัดอิสรภาพ 2.การกระทำของหน่วยงานรัฐหรือใคร ซึ่งทำงานตามที่ได้รับมอบหมาย โดยการสนับสนุนจากรัฐ 3.การปฏิเสธไม่ยอมรับว่าได้กระทำการจับกุมหรือมีการบังปิดบังข้อมูลสถานที่คุมตัวหรือชะตากรรมของผู้สูญหาย

แม้ประเทศไทยจะลงนามในอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลจากการหายสาบสูญโดยถูกบังคับ (International Convention for the Protection of All Persons from Enforced Disappearance: CED) เมื่อปี 2555 และสภานิติบัญญัติแห่งชาติได้มีมติเห็นชอบให้ประเทศไทยเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาดังกล่าว ทว่าจนถึงปัจจุบันยังไม่มีการส่งมอบหนังสือภาคยานุวัติสารแก่สหประชาชาติ และยังไม่มีการออกกฎหมายภายในประเทศเพื่อให้รัฐบาลไทยสามารถปฎิบัติตามพันธะกรณีภายใต้อนุสัญญานั้นอย่างเต็มที่

“เรายังไม่มีกฎหมายกำหนดให้การบังคับสูญหายเป็นความผิดทางอาญา ไม่มีแม้แต่มาตรการป้องกัน แก้ไข และเยียวยาอย่างที่มนุษย์พึ่งกระทำต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ทำให้การดำเนินคดียังมีข้อบกพร่องอยู่มาก เนื่องจากการใช้กฎหมายและกระบวนการยุติธรรมทางอาญาที่ไม่เหมาะสมต่อสภาพคดี ด้วยข้อจำกัดนี้สร้างความยุ่งยากให้กับผู้เสียหายจากการสูญเสียบุคคลสำคัญในชีวิตไปอย่างไม่รู้ชะตากรรมในการเสาะหาความจริงและเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม ครอบครัวของผู้สูญหายยังคงไม่ได้รับการเยียวยาที่เหมาะสม หนำซ้ำผู้กระทำความผิดยังคงลอยนวล” คณะกรรมการนักนิติศาสตร์สากล (ICJ) พูดถึงกรอบของกฎหมายไทย หลังมีการแก้ไขเนื้อหาร่างกฎหมายดังกล่าว ให้สอดคล้องกับพันธกรณีตามกฎหมายระหว่างประเทศของไทย

ไม่เช่นนั้นคงไม่มีทางที่คดีบังคับสูญหายเหล่านี้จะเป็นคดีสุดท้าย ตราบใดที่ 86 คดีที่เกิดจากการซ้อมทรมานและบังคับให้บุคคลสูญหายยังคงเป็นปริศนา