ตากฝนต้นหนาว

August 31, 2019
by นฤมล ทับปาน

เสน่ห์เมืองตาก ในหน้าฝน ให้ขุนเขาโอบล้อมเราไว้

 

หนีร้อนจากเมืองหลวง มุ่งหน้าขึ้นเหนือ พาไปเปียกปอนกันให้ชุ่มฉ่ำหัวใจกับช่วงปลายฝนต้นหนาว ในเมืองเล็กๆ ที่ห้อมล้อมด้วยภูเขาปนสายหมอกยามเช้า 3 วัน 2 คืน ต่อจากนี้ เราจะอยู่กันที่เมืองเหนือตอนล่าง จังหวัดตาก

  

ล่องแก่งเบาๆ กับแม่ละเมาอีโคทัวร์

เริ่มทริปแรกด้วยกิจกรรมแอดเวนเจอร์เบาๆ ล่องแก่งที่ลำน้ำแม่ละเมา อ.แม่สอด มีเพียงเรือยาง คนพาย เพื่อนร่วมทริป และความงามของธรรมชาติ สายน้ำ หุบเขา ที่โอบเราไว้

 

ล่องแก่งเรือยางแม่ละเมา

ล่องแก่งเรือยาง

เรือยางล่องไปตามแม่น้ำเมย ชมธรรมชาติริมฝั่ง แก่งนี้ไม่อันตรายนัก มีบางช่วงพอให้ได้ตื่นเต้นและเปียกปอน โดยอดีตนายพรานวัยเก๋านามว่าลุงจื้น หรือที่นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเรียกกันว่า โรเจอร์ เป็นทั้งไกด์และมือพายฝีมือดีให้เรา ใช้เวลาร่วมชั่วโมงในการล่องแก่งแม่ละเมา ก่อนจะหยุดทำอาหารมื้อเที่ยงกันที่ริมฝั่ง หรือจะเรียกว่าเป็นกิจกรรมที่พาเราย้อนกลับไปสมัยเข้าค่ายลูกเสือดีๆ นี่เอง

ณรงค์ศักดิ์ ทองนุช หรือเอก หัวเรือของกลุ่มท่องเที่ยวแม่ละเมาอีโคทัวร์ ที่พาเรามาทำกิจกรรมสนุกๆ นี้ บอกว่า ธรรมชาติสร้างสิ่งสวยงาม เราเป็นเพียงผู้อาศัยใช้ประโยชน์จากธรรมชาติ การเรียนรู้ที่จะอยู่กับธรรมชาติอย่างพึ่งพิงกัน ไม่ทำลายกัน ก็ต้องอาศัยปูชนียบุคคลอย่างลุงจื้น ซึ่งผูกพันกันมากว่า 70 ปี แกเป็นนายพรานเก่าที่เก๋าประสบการณ์ ลุงจื้นสอนให้เรารู้ว่าธรรมชาติเสมือนบ้านอีกหลังของเรา

“วันนี้เรามาอยู่กับธรรมชาติ เราจะไม่ทิ้งขยะไว้ในป่า แต่เราจะใช้วัสดุธรรมชาติอย่างไผ่ มาดัดแปลงเป็นภาชนะในการหุงข้าว ย่างปลา ย่างหมู รวมถึงเป็นแก้วน้ำดื่มและจานด้วย”

 

ล่องแก่ง+หุงข้าวในกระบอกไม้ไผ่

หุงข้าวด้วยกระบอกไม้ไผ่

ล่องแก่ง+อาหารมื้อเที่ยง

อาหารมื้อเที่ยงในสไตล์เข้าค่ายลูกเสือ

ต้นน้ำของลำน้ำแม่ละเมา ไหลมาจากทิศเหนือลำห้วยหลายสายบนเทือกเขาในเขตติดต่อกับอำเภอพบพระและอุ้มผาง และด้วยความที่เป็นลำน้ำสายเล็กมีระดับน้ำไม่ลึกมากนัก ลำน้ำแม่ละเมาจึงถูกใช้เป็นสายน้ำแห่งการล่องแก่งอีกแห่งของตาก

สำหรับโปรแกรมล่องแก่งเรือยางลำน้ำแม่ละเมาจะมีให้บริการ 3 เส้นทาง โดยจะเริ่มล่องกันที่ทางหลวงหมายเลข 105 (ตาก-แม่สอด) ได้แก่ จุดที่ 1 บริเวณหลักกิโลเมตรที่ 51, จุดที่ 2 บริเวณหลักกิโลเมตรที่ 41 และจุดที่ 3 บริเวณหลักกิโลเมตรที่ 37 แต่ส่วนใหญ่นักท่องเที่ยวจะนิยมเลือกเส้นทางแรกเช่นเดียวกับเรา เพราะเป็นเส้นทางล่องง่าย และใช้เวลาไม่นาน

เดินจากจุดล่องแก่งแรกราว 150 เมตร ก็จะเจอลำธารแรกที่เป็นจุดเริ่มต้นของการล่องแก่งแม่ละเมา หลังจากฟังไกด์แนะนำการพายเรือกันสักพักเราก็ถึงเวลาสนุกแล้ว โดยจะใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงในการล่องแก่ง ตลอดระยะทางกว่า 7 กิโลเมตร บนลำน้ำแม่ละเมา ลุงจื้นพาเราฝ่าสายน้ำที่ไหลไม่แรงนัก มีแก่งให้ลุ้นกันอยู่ 2-3 แก่ง ทุกครั้งที่ผ่านต้นสมุนไพรลุงจื้นจะอธิบายให้ฟังเป็นภาษาเหนือแต้ๆ ที่ฟังยากสักหน่อย แต่ก็พอเข้าใจได้ ทิวทัศน์สองฝั่งแม่น้ำส่วนใหญ่ก็จะเป็นป่าสลับกับสวนของชาวบ้าน ยิ่งล่องไปเรื่อยๆ ก็ยิ่งรู้สึกว่าเข้าใกล้ภูเขาขึ้นทุกที

 

ล่องแก่งกับโรเจอร์ มือพายวัยเก๋า

โรเจอร์ มือพายวัยเก๋า แห่งแม่ละเมาอีโคทัวร์

สำหรับใครที่ต้องการลุยกว่านี้ แนะนำเส้นทางที่ 2 บ้านห้วยยะอุ-แม่ละเมา และเส้นทางที่ 3 บ้านธงชัย-แม่ละเมา เพราะจะมีโปรแกรมเดินป่าเพิ่มเติมและมีที่พักเสริมให้อีกด้วย แต่จะใช้เวลาเที่ยวนานกว่าเส้นทางแรกประมาณ 3-5 ชั่วโมง

กิจกรรมนี้เที่ยวได้ตลอดปี แต่ช่วงปลายฝนต้นหนาวจะเหมาะที่สุด มีค่าใช้จ่ายอยู่ที่คนละ 690 บาท แต่มีข้อแม้ว่าต้อง 8 คน ขึ้นไป สนใจโทรสอบถามกันได้ที่ 08 9267 2002, 08 3330 9403 หรือทางโซเชียลเขาก็มีที่เพจเฟซบุ๊คให้ติดตามกันชื่อเพจแม่ละเมาอีโคทัวร์

ใครยังเปียกไม่หนำใจ เราแนะนำว่าให้ไปเล่นน้ำกันต่อที่น้ำตกพาเจริญในเขตอุทยานแห่งชาติ อำเภอแม่สอด เปียกกันฟินๆ กับน้ำเย็นใส ท่ามกลางหุบเขา และแดดยามบ่ายลอดผ่านช่องเขากระทบผืนน้ำ ที่สำคัญคือเล่นน้ำกันฟรีๆ ไม่มีค่าใช้จ่าย

 

ล่องแก่งจ้า

 

 

ผ้าทอใยกัญชงไม่ใช่กัญชา

รับอรุณเช้านี้ด้วยฝนปรอยและไอดิน อากาศดีแบบนี้มีแต่เตียงนอนนุ่มๆ กับหมอนข้างเท่านั้นที่เข้าใจ แต่มาถึงตากทั้งทีก็ต้องออกไปเรียนรู้วิถีคนตากกันสักหน่อย จากแม่สอดไปราว 47 กิโลเมตร เราก็ได้พบกับที่นี่ ผ้าทอมือจากใยกัญชง บ้านใหม่ยอดครี ต.คีรีราษฎร์ ในอ.พบพระ

 

ผ้าทอใยกัญชง

กี่ทอผ้าใยกัญชง

ต่อเส้นใยเส้นต่อเส้น

เส้นใยกัญชง

"เส้นใยกัญชงมีคุณสมบัติพิเศษ นอกจากความเหนี่ยวเหมือนเส้นเอ็น เมื่อนำมาผ่านกรรมวิธีและทอเป็นผ้าแล้ว กลับระบายอากาศได้ดี ไม่อุ้มน้ำ ไม่หนาไม่บางเกินไป ใครๆ ก็ว่าใส่สบายในหน้าร้อน และให้ความอบอุ่นได้ในหน้าหนาว สีสันที่ได้ก็ย้อมจากเปลือกไม้ใบหญ้าตามธรรมชาติทั้งนั้น รับรองได้ว่าปลอดภัยไร้สารเคมี และยังกันรังสียูวีได้ 90 เปอร์เซ็นต์” หม่อ แซ้ว่าง ประธานกลุ่มทอผ้าใยกัญชงชาวม้ง ในวัย 53 ปี เล่าถึงความพิเศษของผ้าใยกัญชง

คนที่นี่ต้อนรับเราดุจญาติมิตร ยิ้มแย้มแจ่มใส ไม่ว่าคุณจะซื้อสินค้าจากพวกเขาหรือไม่ แต่รอยยิ้มที่มอบให้ก็ไม่ได้ลดลงไปเลย ป้าหม่อยังเล่าอีกว่า เป็นเวลา 24 ปี แล้วที่กลุ่มเราได้ร่วมกันอนุรักษ์ภูมิปัญญานี้ ด้วยพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระนางเจ้าฯ ทรงส่งเสริมให้พวกเราปลูกต้นกัญชงเพื่อนำมาทอผ้าโดยเฉพาะ พระองค์ท่านเป็นแรงบันดาลใจให้ชาวเขาเผ่าม้งที่นี่ยังทอผ้าใยกัญชงกันอยู่ แม้ว่าจะเลือคนทอไม่มากนักก็ตาม ผ้าใยกัญชงจึงเกิดจากความสามัคคีของชาวกะเหรี่ยงเผ่าม้ง ที่ใช้เวลาว่างจากการทำไร่มาหยิบจับงานหัตถกรรมเล็กๆ น้อยๆ ทอเป็นผ้าพื้นเมืองประจำถิ่น และถือเป็นมรดกตกทอดแห่งภูมิปัญญา

 

กัญชง

ต้นกัญชงนะไม่ใช่กันชา

ผ้าใยกัญชงทำมาจากต้นกัญชง ไม่ใช่กัญชา ป้าหม่อย้ำกับเรา แม้ลักษณะภายนอกจะเหมือนกันมาก และยังถูกจัดไว้ในพืชตระกูลเดียวกัน แต่กัญชงไม่มีค่า THC ที่บ่งบอกว่าเป็นสารเสพติดเท่ากัญชา ถึงอย่างนั้นต้นกัญชงก็ยังถูกจัดอยู่ในสารเสพติดประเภทที่ 5 และการจะปลูกต้องขออนุญาตก่อนเสมอ ซึ่งคนที่นี่ปลูกไว้สำหรับทอผ้าด้วยกัน 50 ไร่ โดยจะปลูกช่วงพฤษภาคมถึง มิถุนายนเพียง 3 เดือนก็เก็บได้แล้ว

จากที่พูดคุยกับป้าหม่อถึงกรรมวิธีในการทำที่ประณีตหลายขั้นตอนนี่เอง ทำให้ผ้าใยกัญชงมีราคาสูง เพราะต้องฉีกลำต้นกัญชงด้วยมือทีละเส้นๆ จนได้เป็นเส้นใย นำมาต่อกันจนยาว ก่อนจะนำไปตำในครกเพื่อให้นิ่มไม่บาดมือ จากนั้นต้มในน้ำขี้เถ้าให้ได้สีธรรมชาติ ผึ่งให้แห้ง ม้วนเก็บไว้สำหรับทอ หรือจะนำไปย้อมสีจากธรรมชาติก็ได้เช่นกัน โดยสีชมพูนั้นได้จากการย้อมใบฝาง สีน้ำเงินจากต้นฮ่อมหรือคราม สีเหลืองจากใบมะม่วง และสีน้ำตาลจากใบหูกวาง ซึ่งผ้าหนึ่งผืนจะใช้เวลาในการทอและปักลายด้วยร่วม 1-2 เดือน

 

ป้าหม่อ แซ้งว่าง ประธานกลุ่มทอผ้า

ป้าหม่อ ประธานกลุ่มทอผ้า

“ตอนนี้หลักๆ เราทำส่งโครงการหลวง แต่ยังมีขายตามศูนย์โอทอป และที่หมู่บ้านแห่งนี้ มีทั้งเป็นผืนยาว 6 เมตร ราคา 2,500 บาท ย้อมสีราคา 2,800-3,000 บาท ที่แปรรูปเป็นกระเป๋า เสื้อผ้าก็มี ราคาเริ่มต้นที่หลักร้อยเท่านั้นเอง”

ใครเป็นคอผ้าพื้นเมือง ต้องสอยกลับบ้านสักชิ้นสองชิ้น นอกจากจะเป็นแหล่งผลิตผ้าชั้นดีแล้ว ใครอยากเรียนรู้เรื่องผ้าก็แวะเวียนไปได้ งานนี้มีแต่ฟรีกันฟรี ใครสนใจก็สามารถโทรจองและสอบถามรายละเอียดได้หรือจะสั่งผ้าก็ไม่ว่ากัน โทร.06 2287 3798, 06 5438 7576

 

ผ้ากะเหรี่ยงบ้านซอโอ

ยังคงอยู่กันในอ.พบพระ แต่สำหรับใครที่ยังไม่จุใจกับผ้าใยกัญชง ใครที่เน้นสีสันฉูดฉาด และความละเอียดในการทอของเส้นฝ้ายที่เล็กเท่ารูเข็มต้องที่นี่ บ้านซอโอ ต.ช่องแคบ ห่างจากบ้านใหม่ยอดคีรีราวๆ 35 กิโลเมตร ว่ากันว่านี่เป็นแหล่งทอผ้านิเกะแห่งเดียวในไทย

 

การทอผ้านิเกะ

มือทอผ้านิเกะ

การทอผ้านิเกะ

อมรรัตน์ แซ่งจาง หรือ เหมย สาวสวยประชาสัมพันธ์ของศูนย์ทอผ้านิเกะแห่งนี้ อธิบายให้เราฟังว่า ที่นี่เป็นแหล่งผ้าทอมือชาวปกาเกอะญอ หรือที่คนเรียกิดปากว่า ผ้าทอกะเหรี่ยง คำว่า นิเกะ ก็คือ การทอผ้าลักษณะลายคดโค้ง เลียนแบบท่าทางสัตว์อย่างการเลื้อยของงู มีมานานเป็นร้อยๆ ปี แต่ตอนนี้เหลือคนทอไม่เกิน 10 คน เพราะความยากในการทอทำให้คนท้อเสียก่อนจะทอเป็น

“นอกจากสีสันและความละเอียดของเส้นใยในการทอ เอกลักษณ์อีกอย่างของผ้านิเกะก็คือ การทอลายที่ต้องใช้ทักษะขั้นสูง ยากในการเลียนแบบ ทอด้วยกี่เอวแบบฉบับพื้นเมืองทีละเส้นๆ จนเป็นลายคดเคี้ยวตามชื่อผ้า แต่ต้องบอกก่อนว่าเราใช้ใยฝ้ายสังเคราะห์ในการทอ เพราะต้องการความละเอียดของเนื้อผ้า”

 

ผ้านิเกะ

ผ้านิเกะ

แม้จะสนนราคาตั้งแต่หลักร้อยไปจนถึงหลักหมื่น แต่ถ้าเราได้รู้ถึงกรรมวิธีในการทำ การให้ราคากับมรดกทางภูมิปัญญาก็ถือว่าสมราคา อีกอย่างหนึ่งคนสามารถทอได้เพียงปีละ 1-2 ผืนเท่านั้น และยิ่งผ้าผืนไหนมีอายุมากยิ่งราคาแพง ถึงหลักแสนก็มี ใครสนใจโทร. 08 7835 2969, 08 1881 2318

 

หมู่บ้านเพราะช้าง

เบิกบานใจไปกับเรื่องผ้าๆ กันพอหอมปากหอมคอแล้ว อยากจะชวนไปเปียกปอนคลายร้อนยามบ่ายกับกิจกรรม Elephant Care by Retro Elephant Camp เรียนรู้วิถีช้าง วิถีควาญที่บ้านเพราะช้าง หมู่บ้านยะพอ ต.วาเล่ย์ อ.พบพระ

 

ช้างน้อยคอยรัก

ช้างแห่งบ้านเพราะช้าง

มีเหล่าควาญช้างวัยละอ่อนพร้อมพาเราไปสนุกกับกิจกรรมแบบช้างๆ เริ่มจากการทำความเข้าใจการเป็นอยู่ของเขา อาหารและข้อปฏิบัติต่างๆ โดยมี อรทัย เรืองอดลุย์วิทย์ หรือ บู ผู้ดูแลบ้านเพราะช้างแห่งนี้ และนพรัตน์ รู้ทำนอง หรือ หนุ่ย หัวเรือในการจัดท่องเที่ยววิถีช้าง คอยดูแลและให้คำแนะนำ

เริ่มกันด้วยกิจกรรมทำวิตามินให้ช้าง ที่อุดมไปด้วยสมุนไพรในธรรมชาติ โดยใช้สมุนไพรใกล้ตัว 7 ชนิด ได้แก่ ตูมกาขาว มะขาม ผักหนาม บอระเพ็ด เกลือเม็ด ข้าวเปลือก และกล้วย ตำจนเป็นเนื้อเดียวกัน แล้วปั้นเป็นลูกกลมๆ ใช้เป็นยาระบาย แก้ท้องอืด และช่วยให้ช้างเจริญอาหาร

 

ทำวิตามินช้าง

วิตามินช้างสมุนไพรจากธรรมชาติ 7 ชนิด

ก่อนจะไปป้อนอาหารช้างที่มีทั้งกล้วยและหญ้าเนเปีย หนึ่งในอาหารที่ช้างโปรดปราน แล้วก็ต้องไม่ลืมที่จะปลูกหญ้าเนเปียไว้ให้น้องๆ ช้างกินอีกด้วย จากนั้นพาน้องลงสปาโคลน บำบัดแบบธรรมชาติตามแนววิถีช้าง และตามไปอาบน้ำให้น้องถึงแหล่งต้นน้ำป่าชุมชน แม่น้ำเมยรอยต่อของประเทศพม่า ประเทศเพื่อนบ้านเรานี่เอง

 

ช้างๆ สปาโคลน

สปาโคลนสำหรับช้าง

หนุ่ยบอกว่า นี่เป็นโปรแกรมท่องเที่ยวสไตล์บ้านๆ ที่เน้นสัมผัสชีวิตและความเป็นอยู่ของชุมชน หรือเรามักเรียกกันว่า โฮมสเตย์ กิน อยู่ นอน และเรียนรู้เรื่องราวน่ารักๆ ของช้างกับคน มีทั้งแบบนอนข้างคืนและกิจกรรม 1 วันเต็ม ในราคาคนละ 1250 บาท สามารถโทรจองได้ที่ 09 3119 1711 ,09 3282 4291 หรือจะเข้าไปดูรายละเอียดได้ที่เพจ Retro Elephant Camp แน่นอนว่าถูกใจทั้งนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติและชาวไทยที่เน้นกิจกรรมแอดเวนเจอร์ สัมผัสธรรมชาติอย่างลึกซึ้ง

 

ช้างพ่นน้ำ

 

เยือนถิ่นแม่กาษา

หลังจากที่ตลอดทริปนี้เราเจอกิจกรรมแอนเวนเจอร์กันมาพอสมควร วันสุดท้ายก็ถึงช่วงเวลาแห่งการพักผ่อน นอนนิ่งๆ ในอ้อมกอดขุนเขาเสียที พาไปนอนแช่ออนเเซนแห่งแม่กาษา ใช้สายน้ำจากธรรมชาติปรับธาตุและอุณหภูมิในร่างกายกันที่ อโรคยาศาลโป่งคำราม บ้านน้ำดิบ ต.แม่กาษา ในอ.แม่สอด

“ที่นี่เป็นแหล่งบำบัดน้ำแร่ เป็นการท่องเที่ยวเชิงบำบัด เปิดมาได้ 6 ปีแล้ว โดยอาจารย์ชูชาติ ได้สร้างตรงนี้มาเพื่อให้ผู้ที่เจ็บป่วยด้วยระบบเลือดระบบเส้นเอ็นต่างๆ มาแช่แล้วรู้สึกผ่อนคลาย แต่ใครไม่ได้เจ็บป่วยอะไรก็มาได้นะครับ” สมชาย อินต๊ะ ผู้ดูแลอโรคยาศาลโป่งคำราม ให้ข้อมูล

 

แช่ออนเซนไม้โอ๊ก

ออนเซนถังไม้โอ๊กแห่งแม่กาษา

แช่กันฟินในออนเซนถังไม้โอ๊กท่ามกลางธรรมชาติและความเงียบสงบ เพราะสมชายบอกว่าจุดเด่นของที่นี่ก็คือ ถังไม้โอ๊ก และน้ำพุร้อนอุณหภูมิไม่เกิน 49 องศาเซลเซียส ปราศจากกรดและกลิ่นกำมะถัน ซึ่งจากงานวิจัยยังพบว่าเป็นน้ำแร่ที่ดีต่อสุขภาพ เพราะมีน้ำแร่ที่อุดมไปด้วยคุณประโยชน์จากธรรมชาติ ทั้งแคลเซียมและแมกนีเซียม สำหรับใครที่มีโรคปวดเมื่อย เป็นตะคริว การเผาผลาญไม่ดี หรือแม้แต่คนที่เป็นอัมพฤกษ์ อัมพาต ออนเซนที่นี่ช่วยคลายความกังวล คลายความเมื่อยล้าได้ ช่วยบำบัดระบบการไหวเวียนเลือด ละลายไขมัน และใครที่นอนไม่หลับต้องลองมาแช่น้ำร้อนที่นี่สักครั้ง

ที่นี่เปิดทุกวัน 08.00-18.00 น. ชาวไทยเข้าฟรี แต่ชาวต่างชาติมีค่าใช้จ่าย 200 บาทต่อคน แถมมีบริการผ้าถุงให้เช่าด้วย นอกจากนี้ยังมีร้านกาแฟ และบริการนวด/สปา ซึ่งเป็นบริการเสริมที่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่ม สนใจโทร. 09 8335 3360

เที่ยวตากครั้งนี้ฟินครบจนจบทริป เน้นท่องเที่ยวธรรมชาติ ให้ขุนเขาและสายน้ำเติมพลังงานให้ชีวิต แต่ต้องบอกว่าไม่ว่าจะแอ่วกี่ครั้งก็ไม่มีเบื่อ เพราะเมืองเหนือมีอะไรให้เราลองอีกเยอะ

 

วิวตากหลักล้าน

 

ก่อนจะกลับขอพาแวะชม ชิม ชอป 'ทุเรียนน้ำแร่' และ 'กุหลาบพันปี'

ตากโดยเฉพาะที่อำเภอพบพระ คือแหล่งน้ำแร่มองต์เฟลอ ตาน้ำแร่ชั้นดีที่อุดมไปด้วยคุณประโยชน์ จึงกลายเป็นแหล่งอาหารชั้นดีจากธรรมชาติที่หล่อเลี้ยงทุเรียนและผลไม้อื่นๆ ในสวนเกษตรพบพระ ‘ไร่ปฐมเพชร’ กิจการครอบครัวของสามีชาวนครปฐม และภรรยาชาวเพชรบุรี จึงเป็นที่มาของชื่อไร่อย่างที่เห็น โดยประยุกต์ใช้แนวเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงรัชกาลที่ 9 จากเริ่มต้นปลูกกุหลาบเพียงอย่างเดียว แล้วค่อยๆ ปรับเปลี่ยนมาปลูกผลไม้ด้วย ไม่ว่าจะเป็นปาล์มน้ำมัน ชมพู่ มะม่วง กล้วย และที่เป็นไฮไลต์เด็ดก็คือ ทุเรียน ซึ่งเขาเรียกทุเรียนที่นี่กันว่า ‘ทุเรียนน้ำแร่’ 

 

ทุเรียนใหญ่กว่าหน้าคนไปอีก

เทียบกันให้เห็นชัดๆ เลยว่า ทุเรียนกับหน้าอะไรใหญ่กว่ากัน

เจ้าของไร่การันตีว่า ความพิเศษของผลไม้ทุกชนิดที่นี่คือ ใช้น้ำแร่ในการปลูกและรด โดยเฉพาะทุเรียนทำให้มีรสชาติหวาน ละมุน นุ่มลิ้น กลิ่นหอมกำลังดี ไม่เหม็นฉุน รุนแรงเหมือนที่อื่น ซึ่งหลักๆ แล้วมีด้วยกันสองสายพันธุ์ คือ หมอนทองกับหลง (ปฐมเพชร) ที่เรียกว่าหลง (ปฐมเพชร) เพราะว่าเป็นพันธุ์เดียวกับหลงลับแล แต่เมื่ออยู่ในพื้นที่พบพระ และหล่อเลี้ยงด้วยแหล่งน้ำแร่ชั้นดีแล้ว จึงตั้งชื่อใหม่ให้ว่า หลง (ปฐมเพชร) ตามชื่อไร่เสียเลย ขายในราคากิโลกรัมละ 150 บาท ปอกให้กินกันสดๆ หรือจะซื้อกลับไปเป็นของฝาก ของดีอำเภอพบพระก็ไม่ผิดหวัง

 

กุหลาบ(พันปี)

กุหลาบอบแห้งที่อยู่ได้ถึง 13 ปี

อีกหนึ่งไฮไลต์ของไร่ปฐมเพชร คือ กุหลาบอบแห้ง หรือกุหลาบ (พันปี) เพราะอยู่ได้นาน เนื่องจากว่า เดิมไร่ปฐมเพชรเป็นผู้บุกเบิกปลูกกุหลาบเป็นเจ้าแรกในอำเภอพบพระ ส่งออกปากคลองตลาดจากวันละ 1-2 หมื่นดอกในปี 2538 จนชาวไร่ปลูกกุหลาบเพิ่มมากขึ้นทำให้ส่งออกสู่ตลาด 1.5 ล้านดอกต่อวัน จนเกิดปัญหาราคากุหลาบกับปริมาณที่ผลิตไม่เสถียรกัน จึงคิดหาวิธีแก้ไขปัญหา โดยได้แนวทางจากบริษัทญี่ปุ่นในการทำกุหลาบแห้งส่งขาย จากนั้นต่อยอดเป็นเจ้าเดียวในประเทศไทยที่ทำเองทุกกระบวนการทั้งปลูก ตัด ทำให้กุหลาบแห้งกรอบ บรรจุใส่ภาชนะ

จึงถือเป็นอีกหนึ่งไฮไลต์ของไร่แห่งนี้ ที่เจ้าของไร่บอกว่า เมื่อนำมาจัดใส่โหลแก้วแล้วอยู่ได้นานถึง 13 ปี เพราะว่าเขาใช้ซิลิก้าทรายในการดูดความชื้น สตาฟความงามของกุหลาบแดงสีสดๆ เอาไว้อย่างดี เป็นของขวัญวาเลนไทน์ก็เหมาะ เป็นของตกแต่งบ้านก็ไม่มีเหี่ยวเฉา หรือจะซื้อเป็นของฝากผู้ใหญ่ก็ดูดีทีเดียว

ไปเยี่ยมชมผลผลิตต่างๆ ในไร่ได้ทุกวัน แต่สำหรับทุเรียนน้ำแร่จะมีช่วงเดือนพฤษภาคมจนถึงเดือนตุลาคมเท่านั้น