'แพรว-กวิตา' artist-activist ผู้ถักทอความเป็นธรรม ผ่านเรือนร่างและความเจ็บปวด

August 30, 2019
by วิภาวี เธียรลีลา ภาพ : Gallery Seescape

ถอดสมการความคิดเบื้องหลังงานวิดีโออาร์ตของศิลปินหญิงชาวไทยที่เดินทางไปสื่อสารกับคนทั่วโลก

“งานของเราต้องมีความเสี่ยงอยู่ด้วย เพราะเรากำลังพูดถึงเรื่องของคนที่กำลังเสี่ยงชีวิต แล้วต้องเสียเลือดเนื้อไปกับสิ่งที่เขาทำ เราต้องเสี่ยงเพื่อถ่ายทอดให้คนดูรู้สึก ไม่งั้นเราคงไม่สามารถถ่ายทอดความรู้สึกเขาได้”

หญิงสาววัย 32 ปี กล่าวขึ้นด้วยแววตามุ่งมั่น แพรว-กวิตา วัฒนะชยังกูร ศิลปินวิดีโออาร์ตรุ่นใหม่ที่นำเสนอศิลปะในรูปแบบวิดีโอ หรือที่เรียกว่า video artist

ก่อนกลายมาเป็นวิดีโอและภาพเคลื่อนไหวแต่ละชิ้น กวิตาใช้จิตใจเป็นเข็มทิศนำทาง แล้วใช้ร่างกายของตัวเองเป็นสื่อกลางในการแสดง หลายครั้งได้รับบาดเจ็บ ตั้งแต่รอยฟกช้ำเล็กๆ หรือถึงขั้นเชือกขาดตกลงหัวฟาดกระแทกกับพื้น ขนาดต้องทำ CT Scan แล้วได้ Vertigo หรือโรคปวดศีรษะบ้านหมุนกลับมาเป็นโรคประจำตัว

ทั้งหมดเป็นความทุ่มเทที่ต้องการสะท้อนให้เห็นภาพเบื้องหลังอุตสาหกรรมทอผ้าและแฟชั่น อุตสาหกรรมอันดับสองของโลกรองจากอุตสาหกรรมน้ำมันที่ทำลายสิ่งแวดล้อมและธรรมชาติมากที่สุด สร้างสารเคมีปนเปื้อนให้กับน้ำมากที่สุดในโลก รวมถึงชีวิตของผู้ใช้แรงงานที่ถูกกดขี่ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง กระบวนการผลิตเพื่อตอบสนองการบริโภคไม่รู้จบ มหากาพย์แห่งการหาทางออกที่ยังอยู่ในเขาวงกต

ผลงานของกวิตาเดินทางไปสื่อสารกับผู้คนทั่วโลก ล่าสุดที่ Albright Knox Art Gallery นิวยอร์ค, Gallery Seescape เชียงใหม่, Project Fulfill Art Space ไต้หวัน, Art Basel Switzerland 2019, Bangkok Art Biennale 2018, เป็นตัวแทนประเทศไทยในงาน Venice Biennale ครั้งที่ 57 ปี 2017 และอีกมากมาย

SHUTTLE_NATIONAL 

ความเป็นธรรมทางสังคม

เพราะเติบโตมาในครอบครัวที่เป็นนักกฎหมาย กวิตาจึงเชื่อเรื่องกระบวนการยุติธรรม และความเป็นธรรมทางสังคม (Social Justice) เพียงแต่บทบาทของเธอไม่ได้ยึดโยงกับแค่มิติทางกฎหมายในระบบเท่านั้น

สิทธิสตรี เพศสภาพ ความเท่าเทียม การกดขี่แรงงาน แรงงานทาส การค้ามนุษย์ หรือแม้แต่เรื่องความรุนแรงในครอบครัว ที่ส่วนใหญ่มีผู้หญิงเป็นเหยื่อ เป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงอยู่เสมอในช่วงเวลาทานอาหารเย็นร่วมกันกับครอบครัว และกลายเป็นเมสเสจหลักในงานศิลปะของเธอ

“ความเป็นธรรมหรือสิ่งที่ถูกต้องสำหรับเรา คือความถูกต้องในเชิงมนุษยธรรม จะเห็นว่าแม้แต่กฎหมายเองก็ถูกปรับและแก้ไข เพื่อให้มีความเป็นมนุษย์มากที่สุด สร้างความเท่าเทียมกันให้ได้มากที่สุด นักกฎหมายมีหน้าที่ใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือในกระบวนการยุติธรรม แต่เราใช้ศิลปะเป็นตัวขับเคลื่อนให้คนได้ตระหนักถึงเรื่องต่างๆ เหล่านี้ ซึ่งอาจนำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงในตัวบุคคล”

กวิตากระโดดเข้ามาเป็น video artist อย่างเต็มตัว ตั้งแต่จบการศึกษาจาก RMIT University โรงเรียนศิลปะอันดับหนึ่งของออสเตรเลีย ด้าน Fine Art ในปี 2011 เมื่อทำงานไปได้สักระยะหนึ่งเธอได้ตั้งคำถามกับตัวเอง...“เราทำศิลปะไปเพื่ออะไร?”

“ถ้าเราทำงานเพื่อชื่อเสียง เพื่อให้ได้ไปแสดงในพิพิธภัณฑ์แล้วยังไงต่อ ศิลปะสามารถเปลี่ยนแปลงสังคมนี้ได้จริงๆ หรือเปล่า หรือเป็นแค่การพีอาร์ตัวเอง เราได้คำตอบว่างานที่ทำไม่ควรอยู่แค่ในแวดวงของศิลปะ เพราะถ้าเป็นแบบนั้นเราจะได้พบกับคนในแวดวงของเราเท่านั้น เลยพยายามเอางานออกมาจากโลกของศิลปะ สิ่งที่ทำมาตลอดคือ เราอยากใช้เครื่องมือที่ถนัดซึ่งบังเอิญว่ามันเป็นศิลปะ ขับเคลื่อนประเด็นเหล่านี้ไปสู่กระบวนการยุติธรรม”

unveil (48 of 99)

 

ขยายเสียงด้วยศิลปะ

ศิลปะการแสดงสด ‘Knit การถักทอชีวิต’ ในโรงแรมหรูกลางกรุงเทพฯ ท่ามกลางแขกที่นั่งโต๊ะกลมล้อมวง พร้อมเสิร์ฟชุดน้ำชายามบ่าย หรือแม้แต่การแสดงต่อหน้าบุคคลสำคัญ นักการเมืองและนักเศรษฐศาสตร์ ที่จัดขึ้น ณ เมืองอาบูดาบี เมืองหลวงของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เพื่อหารือเรื่องการเปลี่ยนแปลงนโยบายขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจ เป็นตัวอย่างของพื้นที่นอกกรอบ และกลุ่มเป้าหมายนอกเหนือจากผู้เสพงานศิลปะที่กวิตาตั้งใจสื่อสารประเด็นสังคม

อุปกรณ์อีกไม่กี่ชิ้นรวมร่างกายของเธอ ท่าทางการเคลื่อนไหว ปากที่ต้องกัดและเท้าที่ต้องถีบเส้นด้ายเพื่อถักทอให้เกิดรูปแบบของเส้นใย สีหน้าที่สื่อถึงอารมณ์ความคับแค้น ถูกใช้เป็นกระบอกเสียงสื่อถึงความอัตขัตและไร้ทางเลือกของแรงงานในอุตสาหกรรมทอผ้าและแฟชั่น โดยเฉพาะแรงงานผู้หญิงที่มีมากถึง 80-85% ของแรงงานทั้งหมด

“เมื่อเราไปแสดงแล้วทำให้คนดูอินตามได้ เราเชื่อว่าเมื่อกลับบ้านไปเขาจะคิดใหม่ จากที่ไม่เคยตระหนักถึงเรื่องพวกนี้เลย เราเลยเอาศิลปะออกไปคุยกับคนทุกรูปแบบ ทั้งคนในระดับที่วางนโยบายได้ เมื่อต้องถกเถียงเรื่องนี้ เขาจะมีภาพการแสดงของเราอยู่ในหัว คนที่มีกำลังซื้อมาก คนทั่วไป หรือแม้แต่ผู้ใช้แรงงาน แต่ละคนเมื่อเห็นการแสดงของเราจะกินใจไม่เหมือนกัน แต่เราเชื่อว่าทุกคนเห็นภาพแรงงานที่อยู่เบื้องหลัง”

จากการลงมือศึกษาค้นคว้าข้อมูลอย่างหนัก ลงพื้นที่ไปพูดคุยกับคนที่เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมทอผ้าและแฟชั่นด้วยตัวเอง ไล่ตั้งแต่ระดับนักเศรษฐศาสตร์ เจ้าของกิจการ ผู้ประกอบการ แรงงาน และเกษตรกรในไร่ฝ้าย รวมทั้งใช้ร่างกายตัวเองเข้าไปทำงาน เพื่อสัมผัส เข้าถึงและเข้าใจจิตใจเบื้องลึกของแรงงาน กวิตาบอกว่า การบริโภคจนเกินพอดี โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมทอผ้าและแฟชั่น เป็นปัญหาที่หาทางออกไม่ได้ เพราะเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับความรับผิดชอบของคน

“ภาครัฐหรือกฎหมายจะทำอะไรไม่ได้เลยถ้าคนยังเชื่อเรื่องการบริโภคนิยม เชื่อว่าการกระตุ้นให้คนบริโภคเยอะๆ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้ จริงๆ ไม่ใช่แบบนั้นเสมอไป มันมีทางเลือกที่ทำให้เศรษฐกิจเติบโตไปได้ ยกตัวอย่าง หลายบริษัทผันตัวเองมาเป็น fair trade ที่เราสามารถ track กลับไปดูสภาพความเป็นอยู่ของคนงาน นี่เป็นสิ่งที่ต้องมาถกเถียงกันต่อว่าทางเลือกมีอะไรบ้าง เราทำอะไรได้บ้าง”

โทนสีฉูดฉาดที่กวิตาตั้งใจเลือกใช้ ดึงดูดสายตาผู้คนที่เดินผ่านไปมา งานวิดีโออาร์ตของศิลปินสาวได้อวดโฉมบนบิลบอร์ดหลายแห่ง เช่น ซิดนีย์และเมลเบิร์น ออสเตรเลีย หรือแม้แต่ลานด้านหน้าเซ็นทรัลเวิลด์ เธอจงใจพาตัวเองเข้าไปอยู่บนนั้น ตำแหน่งที่โฆษณาอื่นๆ กำลังส่งเมสเสจส่งเสริมการขายและกระตุ้นการซื้อ เป็นการเผชิญหน้าแบบตาต่อตาฟันต่อฟัน นี่ไม่ใช่สงครามแต่เป็นการช่วงชิงโอกาสและพื้นที่

“เราเชื่อว่า Art is more powerful when it is out of the art world. ศิลปะมีพลังมากขึ้น เมื่ออยู่นอกโลกแห่งศิลปะ หลายคนมองศิลปะเป็น accessory เป็นเรื่องของมูลค่า ไอเดีย หรือแนวคิดแบบนามธรรม เราพยายามทำให้คนเห็นศิลปะอีกแบบหนึ่ง หลอกตาคนให้หันมามองบิลบอร์ดโฆษณาแต่สะท้อนเนื้อหาตรงข้ามกัน ให้คนตั้งคำถามหรือเกิดความรู้สึกกับสิ่งที่เห็น ศิลปะสำหรับเราคือ movement ที่ไม่ใช่ท่วงท่าในการเคลื่อนไหว แต่คือการขับเคลื่อนสังคม คือการตั้งคำถามกับสิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ซึ่งนำไปสู่การแก้ไขในอนาคต เราใช้ศิลปะเป็นเสียง เป็นตัวแทนของสิ่งที่เราต้องการจะพูดถึง บางทีก็มองตัวเองว่าเป็น activist มากกว่า”

IMG_4137

 

คนกับตัวตนที่ถูกกดขี่

บังคลาเทศเป็นประเทศที่มีค่าแรงขั้นต่ำตอบแทนคนงานต่ำที่สุดในโลก เหตุการณ์โรงงานผลิตเสื้อผ้า 8 ชั้นถล่ม ที่เมืองดาร์กา (Dhaka) บังคลาเทศ เมื่อปี 2014 จากโครงสร้างตึกที่ไม่ได้มาตรฐาน ส่งผลให้มีแรงงานเสียชีวิตกว่าพันคน ต่อเนื่องมาถึงการลุกฮือของแรงงานหญิงกว่า 5 หมื่นคน ในอุตสาหกรรมสิ่งทอบังคลาเทศ และกว่าพันคนในกัมพูชาเมื่อต้นปี 2019 ที่ผ่านมา เพื่อเรียกร้องให้มีการเพิ่มค่าแรง จนเกิดเหตุปะทะกับเจ้าหน้าที่ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตเช่นกัน ทั้งหมดสร้างความสะเทือนใจแก่กวิตาไม่น้อย ไม่เฉพาะในฐานะผู้หญิงคนหนึ่งที่มุ่งมั่นนำเสนอประเด็นเหล่านี้มาตลอด 8 ปีที่ผ่านเท่านั้น แต่ในฐานะเพื่อนร่วมโลกที่มองเห็นความไม่ยุติธรรมเกิดขึ้น สิ่งนี้นำกลับไปสู่สิ่งที่กวิตาเอ่ยถึงในตอนแรก

ความเท่าเทียมกันในความเป็นมนุษย์และความเป็นธรรมทางสังคมอยู่ที่ไหน?

“คนงานไม่สามารถหยุดงานได้ เพราะออร์เดอร์จาก fast fashion ที่มีเข้ามาไม่หยุด พวกเขาทำงานจนตึกถล่มลงมา ยิ่งเมื่อกฎหมายไม่แข็งแรงพอ แรงงานก็ยิ่งถูกกดขี่ เราไม่ได้บอกว่าบริโภคนิยมผิด แต่จะทำอย่างไรไม่ให้การบริโภคนั้นไม่เอารัดเอาเปรียบคนอื่น”

หลายคนอาจมองว่าปัญหาสังคมเหล่านี้เป็นเรื่องไกลตัว เพราะเกิดขึ้นกับคนนอก นอกครอบครัว นอกประเทศ หรือนอกความสนใจ ทั้งที่จริงๆ เป็นเรื่องใกล้ตัวมาก ง่ายๆ หากลองพลิกดูป้ายด้านในเสื้อผ้า ว่าเสื้อผ้าที่สวมใส่อยู่ในชีวิตประจำวันนี้ Made in ประเทศอะไร

นอกจากเสื้อผ้าแล้ว กวิตา บอกว่า เธอโดนมากับตัว เลยเข้าใจว่าเรื่องเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัวเลยสักนิด เธอมักโดนตัดสินตัวตนจากบุคลิกภายนอกเสมอ กวิตาจึงทำงานเพื่อพิสูจน์ให้ผู้คนได้รับรู้ ไม่ใช่แค่เพื่อตัวเองแต่เพื่อต้องการอธิบายว่า มนุษย์ควรเคารพผู้อื่นในแบบที่เขาเป็นและให้เกียรติซึ่งกันและกัน

“ตัวจริงเวลาคุยกันเราเป็นคนอ่อนหวาน เป็นคน soft เราถูกตัดสินว่าไม่ควรเป็นตัวแทนพลังของผู้หญิง ไม่ควรเป็นเสียงให้คนอื่น เพราะอ่อนโยนเกินไป ไม่ strong พอ ในสังคมมีการตัดสินมนุษย์เสมอ ศิลปะเลยเป็นเสียงได้ดีมากๆ ว่ามนุษย์เหล่านี้ คนที่ตัวเล็กกว่าเรา คนที่เป็นผู้หญิงเหมือนกัน พวกเขาจะโดนเยอะแค่ไหน...ไม่มีอำนาจ ไม่แข็งแกร่ง ไม่มีเงินแล้วจะลุกขึ้นมาต่อสู้เรียกร้องความยุติธรรมให้ตัวเองได้ไหม เรื่องนี้ไม่ได้เกี่ยวกับเราคนเดียว

การตัดสินมนุษย์จากลักษณะภายนอก เป็นต้นตอของปัญหาที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน การประท้วงที่คนถูกยิงกราด พวกเขาถูกตัดสินไปแล้วว่าชีวิตเขามีค่าพอหรือเปล่า เขาเป็นแค่คนที่ไม่มีเงิน เป็นแรงงาน เป็นชนชั้นล่าง และเป็นผู้หญิงด้วยไม่มีกำลังมาต่อกรกับคนที่มีอำนาจหรอก เพราะมีคนตัดสินคนอื่นตลอดเวลาว่าเป็นแบบไหน เลยไม่มีการให้โอกาสพวกเขาลุกขึ้นมาพูดว่าเขาคู่ควรกับสิ่งนี้ เขาอยากเปลี่ยนแปลงสิ่งนี้ ถ้ารู้ว่าเขาเจออะไรมาบ้าง เราจะเห็นคุณค่าในตัวเขาและเห็นเขาอยู่ในสายตา ไม่ลดคุณค่าความเป็นมนุษย์ของเขา แต่เพราะเราไม่เห็น เลยทำให้เขาเป็นเครื่องจักรมากกว่ามนุษย์”

หากต้องการให้เกิดความเปลี่ยนแปลงทางสังคมอย่างใดอย่างหนึ่งจึงจำเป็นต้องร่วมมือกันทั้งระบบ สร้างความเชื่อและความเข้าใจแบบใหม่ โดยเฉพาะกับตัวเราเอง

“ถ้าซื้อเสื้อผ้าเราก็จะเลือกเฉพาะ fair trade แต่ไม่ซื้อเลยดีกว่า...ศิลปะทำให้รู้จักตัวเองมากขึ้น ทำให้เราเป็นตัวเองมากขึ้น เราโตขึ้นจากการทำงานศิลปะ เข้าใจว่าเราอยากทำอะไรเพื่อโลกใบนี้ สิ่งที่ทำอยู่ตอนนี้ไม่อยากเรียกว่าเป็นจุดยืน เพราะจุดยืนเปลี่ยนแปลงได้ แต่เรื่องพวกนี้เป็นพื้นฐานในตัวเรา 

ความถูกต้องของเราในตอนนี้คือเรื่องความเป็นมนุษย์ (humanity) แล้วเราก็ต้องเคารพความคิดของคนอื่นด้วย เพราะความคิดของเขาก็อาจจะถูกด้วยเหมือนกัน ยิ่งเราคุยกับคนมากขึ้น ความคิดของเราก็จะกว้างขึ้นด้วย”

 unveil (66 of 99)