'ระเบิดจากข้างใน’ งานวิจัยเพื่อท้องถิ่น

August 22, 2019
by ชุติมา ซุ้นเจริญ ภาพ : ปริญญา ชาวสมุน

ถอดรหัสการพัฒนาอย่างยั่งยืนจากนักวิจัยเท้าติดดินที่ไม่มีท้ั้งหิ้งและหอคอย

งานวิจัยกว่า 4,000 โครงการ นักวิจัยชาวบ้านมากกว่า 40,000 คน คือผลงานอย่างเป็นรูปธรรมตลอดระยะเวลากว่า 2 ทศวรรษของงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น ที่เริ่มต้นภายใต้การนำของ ศ.ดร.ปิยะวัติ บุญ-หลง อดีตผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ด้วยความมุ่งมั่นที่จะให้งานวิจัยมีประโยชน์ต่อชุมชนอย่างแท้จริง ภายใต้หลักการสำคัญคือ ‘การมีส่วนร่วมของชุมชน’

ทว่า ภายหลังจากมีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างระบบงานวิจัยของประเทศครั้งใหญ่ โดยจัดตั้ง ‘กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม’ ซึ่ง สกว.(เดิม)ได้รับบทบาทใหม่ในชื่อ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) สิ่งที่น่ากังวลก็คือ การ ‘หายไป’ หรือเปลี่ยนไปของใจความสำคัญในงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น ซึ่งมีหลักคิดและแนวปฏิบัติแตกต่างไปจากงานวิจัยเชิงวิชาการทั่วไป แต่กลับได้สร้างรากฐานอันแข็งแรงให้กับชุมชนท้องถิ่น รวมทั้งองค์ความรู้และบุคลากรอันทรงคุณค่าไว้มากมาย

และต่อไปนี้คือตัวอย่างของชุมชนที่ลุกขึ้นมาจัดการปัญหาของตนเองด้วยเครื่องมือที่เรียกว่า ‘งานวิจัย’

 

บ้านสามขา โมเดลปลดหนี้

20 กว่าปีที่แล้วท่ามกลางวิกฤตต้มยำกุ้ง ชาวบ้านในหมู่บ้านเล็กๆ ของอำเภอแม่ทะ จังหวัดลำปางแห่งนี้ เคยตกอยู่ในสภาพหนี้สินล้นพ้นตัว ทั้ง 154 ครัวเรือน มีหนี้สินรวมกันกว่า 18 ล้านบาท

แม้จะพยายามหาทางออกร่วมกันบนฐานความสัมพันธ์ที่มีอยู่เดิม แต่เงื่อนปมจากการพัฒนาที่ทำให้ชาวบ้านเปลี่ยนวิถีจากการพึ่งพาตนเองเป็นพึ่งพาทุกอย่างจากภายนอก ‘ซื้อทุกอย่างที่กิน’ กู้หนี้ยืมสินจนดอกเบี้ยพอกพูน การปลดหนี้กลายเป็นโจทย์ยากที่ยิ่งแก้ก็ยิ่งเจ็บ

20190822_๑๙๐๘๒๒_0008

“ในวิกฤติมีโอกาส คนบ้านสามขาได้มานั่งพูดคุยกัน มาวิเคราะห์กัน กระทั่งมีพี่เลี้ยงจากสกว.เข้ามาชวนทำงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น ทีแรกชาวบ้านก็ยังไม่มั่นใจ แต่หลังจากพูดคุยทำความเข้าใจกันแล้ว เราก็ได้เริ่มใช้งานวิจัยเป็นเครื่องมือในการแก้ปัญหา” ‘หนานชาญ’ หรือ ชาญ อุทธิยะ แกนนำชุมชนบ้านสามขา เล่าถึงจุดเริ่มต้น

โครงการศึกษาวิจัย ‘รูปแบบการแก้ไขปัญหาหนี้สินบ้านสามขา ตำบลหัวเสือ อำเภอแม่ทะ จังหวัดลำปาง’ ภายใต้การสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ฝ่ายวิจัยเพื่อท้องถิ่น เป็นรูปเป็นร่างในปี 2545 ด้วยโจทย์ที่ชาวบ้านร่วมกันตั้ง และแนวทางแก้ปัญหาที่พวกเขาออกแบบเอง

"งานวิจัยมันดีตรงที่เราต้องเอาข้อมูลมารวมกัน ใครซื้ออะไร ใครมีหนี้เท่าไร รู้กันหมด แลกเปลี่ยนกันในวง แก้กันในวง” หนานชาญบอกว่าหลังจากลองผิดลองถูกมาได้ระยะหนึ่ง ก็มาลงตัวที่การทำบัญชีรับ-จ่าย หรือบัญชีครัวเรือน

“บัญชีครัวเรือน หลายหน่วยงานพยายามทำมาแล้ว ล้มเหลวมาไม่รู้สักกี่ครั้ง แต่ที่มันสำเร็จเพราะใจมันเกิด เราอยากเห็นข้อมูล พอเห็นหนี้สิน มันก็เอ๊ะ... ผ่านมาไม่กี่ปีเราเป็นหนี้ขนาดนี้เลยเหรอ นักวิจัยก็ต้องถามต่อ รู้หรือเปล่าว่าที่เป็นหนี้สินทุกวันนี้เรากินอะไรไปบ้าง ทุกคนก็บอกอยากรู้ๆ ถ้าอยากรู้ก็มาจดด้วยกันมั้ย"

หนานชาญเล่าต่อว่า เวลาพูดกับชาวบ้านจะไม่เรียกว่าบัญชีครัวเรือน แต่จะบอกว่า วันนี้กินอะไรไปบ้างให้จดมา "ขนาดคนไม่รู้หนังสือยังจด พอเขาบริจาคให้งานศพ ก็วาดรูปหีบศพมา ใส่ตัวเลขเข้าไป มันมีความพยายามถึงขั้นนั้น เพราะฉะนั้นก็เลยว่า ข้อมูลที่มันเกิดจากงานวิจัย หยิบฉวยเอามาเป็นเครื่องมือที่ดำเนินการต่อไปเลย สิ่งเหล่านี้คนทำเท่านั้นที่จะรับรู้ได้”

ในที่สุดหนี้สินของแต่ละครัวเรือนก็ค่อยๆ ลดลง การได้แลกเปลี่ยนข้อมูลรวมถึงสุขทุกข์กันบ่อยครั้งทำให้ความสัมพันธ์ในชุมชนแน่นแฟ้นขึ้น นำไปสู่ความพยายามการแก้ไขปัญหาเรื่องอื่นๆ และต่อยอดงานวิจัยระยะที่ 2 ช่วงปี 2550-2552 ภายใต้โครงการวิจัย ‘รูปแบบการจัดการหนี้สินเชิงบูรณาการเพื่อความเข้มแข็งของชุมชนบ้านสามขา’  

เมื่อรับมือกับภาระหนี้สินได้แล้ว ชุมชนเริ่มมองเห็นช่องโหว่ในการจัดการทรัพยากร ดิน น้ำ ป่า ซึ่งเป็นต้นทุนชีวิตที่สำคัญ

“รายได้จากเกษตรหักแล้วเหลือไม่เท่าไร แต่รายได้จากป่าไม่ต้องหักเลย แล้วเราจะทำอย่างไรกับป่า ต้องให้ความสำคัญกับป่า รักษาป่า ไม่ทำลายป่า นี่คือสิ่งที่เราขยายผลจากการทำวิจัย” หนานชาญมองว่าเงื่อนไขหนึ่งที่ทำให้งานวิจัยท้องถิ่นแก้ปัญหาให้ชุมชนได้ก็คือ ‘ผู้มีปัญหาเป็นผู้วิจัย’

ปัจจุบันนอกจากแก้ปัญหาหนี้สินและคืนความสมบูรณ์ของทรัพยากรได้อย่างมีประสิทธิภาพแล้ว บ้านสามขายังมีเงินออมสะสมกว่า 20 ล้านบาท ถือเป็นต้นแบบของชุมชนเข้มแข็งที่ได้รับการกล่าวถึงอย่างกว้างขวาง

“ผมเห็นใจหน่วยงานที่พยายามทำเรื่องพัฒนาอาชีพ พัฒนาชุมชนอะไรก็ตาม เขาพยายามเต็มที่แล้ว แต่บางทีมันต้องอาศัยทักษะที่เกินกว่านั้น เพราะฉะนั้นก็เลยว่ากระบวนการงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นมันทำให้เราเรียนรู้ได้หลายอย่าง สิ่งที่เป็นหัวใจก็คือ กระบวนการมีส่วนร่วม นำไปสู่การสร้างความสัมพันธ์ ความสัมพันธ์นำไปสู่การสร้างความร่วมมืออีกชั้นหนึ่ง แล้วก็สามารถที่จะเป็นเวทีที่จูนเป้าหมาย จูนแนวคิดซึ่งกันและกันได้ เป็นการเอาความคิดที่หลากหลายและแตกต่างมาหลอมรวมกัน เมื่อมีเป้าหมายเดียวกันแล้วก็ออกแบบว่าการที่จะไปสู่เป้าหมายเราจะเดินได้อย่างไร”

ในความเห็นของนักวิจัยชาวบ้าน เขามองว่าการที่ผู้มีปัญหาคือผู้วิจัยสามารถลองผิดลองถูกแล้วแอ๊คชั่นในตัวของโครงการได้เลย ทำให้เกิดผลที่เหนือความคาดหมาย สุดท้ายในจำนวนนักวิจัยชาวบ้าน 14-15 คน มันจะเกิดดาววิจัยที่ทะลุทะลวง กลายเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง ที่ไม่ได้เปลี่ยนแปลงเฉพาะบ้านตัวเอง  

ดังนั้นหากภาครัฐหวังจะเห็นการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก งานวิจัยเพื่อท้องถิ่นจึงเป็นกระบวนการเครื่องมือที่ตอบโจทย์ได้เป็นอย่างดี

“ถ้าประเทศไทยเข้มแข็ง หมู่บ้านชุมชนเข้มแข็ง ประเทศชาติก็จะเข้มแข็งเอง อันนี้คือหัวใจ และคิดว่าถ้างานวิจัยเพื่อท้องถิ่นยังคงอยู่ มันสามารถรับใช้สังคมได้เยอะกว่าที่จะไปยุบมัน” หนานชาญกล่าวทิ้งท้าย

 

แม่กำปอง ท่องเที่ยวยั่งยืน

ภาพของหมู่บ้านที่โอบล้อมด้วยธรรมชาติและวิถีชีวิตเรียบง่าย กลายเป็นแม่เหล็กดึงดูดนักท่องเที่ยวมาเยือนแม่กำปองมากขึ้นเรื่อยๆ และแม้จะประสบปัญหานักท่องเที่ยวล้นเกินในช่วงเทศกาล รวมถึงการรุกคืบของกลุ่มทุนนอกพื้นที่ เช่นเดียวกับแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมอื่นๆ แต่แม่กำปองก็ยังรักษารูปแบบการจัดการท่องเที่ยวโดยชุมชนไว้ได้อย่างดี

เงื่อนไขสำคัญที่ทำให้หมู่บ้านแม่กำปอง อำเภอแม่ออน จังหวัดเชียงใหม่ ไม่ถูกคลื่นนักท่องเที่ยวและกระแสทุนพัดพาจนไร้การควบคุม นอกจากวิสัยทัศน์ของผู้นำชุมชนแล้ว งานวิจัยคือพื้นฐานสำคัญ โดยชุมชนแห่งนี้ได้ใช้กระบวนการวิจัยในการจัดการและรับมือกับปัญหามาอย่างต่อเนื่องในหลายโครงการ ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ฝ่ายวิจัยเพื่อท้องถิ่น ได้แก่

รูปแบบการจัดการแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์แบบยั่งยืน บ้านแม่กำปอง กิ่งอำเภอแม่ออน จังหวัดเชียงใหม่ ปี 2544, แนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนผ่านการจัดการท่องเที่ยวโดยชุมชน บ้านแม่กำปอง กิ่งอำเภอแม่ออน จังหวัดเชียงใหม่ ปี 2549, การจัดการขีดความสามารถในการรองรับของพื้นที่เพื่อการท่องเที่ยวโดยชุมชน : บ้านแม่กำปอง อำเภอแม่ออน จังหวัดเชียงใหม่ ปี 2554

20190806-DSC_2609

“หลังจากที่เปิดหมู่บ้านไปได้ระยะหนึ่ง เรื่องกฎเกณฑ์ กติกา ระเบียบต่างๆ ก็ยังไม่รัดกุมพอ แล้วอีกอย่างคือความเข้าใจของคนในหมู่บ้านยังไม่เข้าใจถ่องแท้ถึงการท่องเที่ยวโดยชุมชน ผมมีโอกาสได้เจอกับสกว.ฝ่ายวิจัยเพื่อท้องถิ่น ซึ่งมันตรงกับสิ่งที่ต้องการพอดี นั่นคือการสร้างกระบวนการเรียนรู้ ก็เลยไปประสานและเริ่มทำวิจัยในโครงการแรก ซึ่งเป็นโครงการที่่สามารถเข้ามาช่วยสร้างความเข้าใจกับคนในชุมชนได้ เกิดกฎกติการะเบียบในการบริหารจัดการทุกเรื่องในโครงการนี้”

ธีรเมศร์ ขจรพัฒนภิรมย์ (พ่อหลวงพรมมินทร์) อดีตผู้ใหญ่บ้านและประธานการท่องเที่ยวโฮมสเตย์แม่กำปอง เล่าความเป็นมาของการจัดการ ‘ท่องเที่ยวโดยชุมชน’ ซึ่งต่างจากการท่องเที่ยวชุมชนตรงที่ ชาวบ้านมีส่วนร่วมทั้งในแง่การจัดการและการจัดสรรผลประโยชน์อย่างแท้จริง

“หลักสำคัญของงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นก็คือว่า เราต้องการให้ชาวบ้านใช้ความรู้ข้อมูลในการพัฒนา ชาวบ้านต้องเริ่มตั้งแต่การตั้งคำถามว่าเป้าหมายในการทำท่องเที่ยวคืออะไร ซึ่งการท่องเที่ยวโดยชุมชน ท่องเที่ยวคือรายได้เสริมไม่ใช่รายได้หลัก เป้าหมายคือการรักษาฐานทรัพยากร การรักษาประเพณีวัฒนธรรม โดยใช้ท่องเที่ยวเป็นเครื่องมือ

ชาวบ้านต้องเก็บข้อมูลว่าในหมู่บ้านนี้อะไรบ้างที่จะเอามาเสนอนักท่องเที่ยว เราเรียกว่าของดีหรือต้นทุนชุมชน ซึ่งเขาต้องไปเดินสำรวจไปคุยกับทุกหย่อมบ้านแล้วมานั่งวิเคราะห์กัน อันนี้เรียกว่า กระบวนการมีส่วนร่วม คือทุกคนต้องรับรู้ว่าจะมีท่องเที่ยว เพราะทุกคนถือเป็นเจ้าของทรัพยากรในชุมชน ถ้าเกิดผลกระทบอะไรขึ้นมา ทุกคนจะได้รับผลกระทบด้วย ดังนั้นทุกคนมีสิทธิที่จะออกความเห็นว่าเขาอยากเห็นการท่องเที่ยวแบบไหน” เบญจวรรณ วงศ์คำ เจ้าหน้าที่บริหารโครงการด้านนโยบายและแผน​ สกสว.อธิบาย

ไม่เพียงโปรแกรมการท่องเที่ยวที่สอดรับกับความต้องการของชุมชน เมื่อกระบวนการวิจัยได้สอดแทรกในวิธีคิดของคนแม่กำปอง ความภาคภูมิใจในอัตลักษณ์และความตระหนักในคุณค่าของฐานทรัพยากร ทำให้พวกเขาไม่ยอมตกอยู่ในฐานะ ‘ผู้ถูกท่องเที่ยว’ ที่ทิ้งไว้เพียงผลกระทบทั้งในวิถีชีวิตและสิ่งแวดล้อม มีการออกแบบการจัดการที่ทุกคนสามารถเข้ามามีส่วนร่วม วางกฎกติกาเพื่อไม่ให้การท่องเที่ยวคุกคามความปกติสุขของคนในชุมชน ตลอดจนตั้งกองทุนเพื่อจัดสรรผลกำไรคืนกลับเป็นระบบสวัสดิการ ตั้งแต่รับขวัญเด็กแรกเกิด ให้รางวัลกับเยาวชนที่จบการศึกษาในระดับต่างๆ ช่วยเหลือยามเจ็บป่วย ไปจนถึงเงินฌาปนกิจในวาระสุดท้าย

“หลังจากนั้นเมื่อเปิดเป็นแหล่งท่องเที่ยวแล้ว คนมาเที่ยวเยอะขึ้น สถานที่รองรับ ไม่ว่าจะเป็นที่จอดรถ หรือที่พักอะไรต่างๆ เริ่มแออัดมากขึ้น คนก็เริ่มหนาแน่นมากขึ้น ก็เลยมาทำโครงการที่ 3 ดูขีดความสามารถในการรองรับนักท่องเที่ยว แล้วล่าสุด ปลายปี 61 ถึงต้นปี 62 ก็เป็นการดูว่าหลังจากพัฒนามาถึง 19 ปี เกิดการเปลี่ยนแปลงอะไรบ้าง โจทย์ก็คือ การบริหารจัดการบนฐานแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงภายใต้พลวัตรที่เปลี่ยนแปลง" พ่อหลวงธีรเมศร์ กล่าวในฐานะผู้ที่ใช้กระบวนการวิจัยขับเคลื่อนการบริหารจัดการในหมู่บ้านมาถึง 4 โครงการ และย้ำว่าสิ่งที่ชุมชนได้รับจากการทำวิจัย คือเกราะอันแข็งแรงที่ทำให้พร้อมรับมือกับทุกความเปลี่ยนแปลง

“ข้อตกลง กฎเกณฑ์ กติกาต่างๆ เกิดจากการมีส่วนร่วมของคนชุมชน มันก็เลยสามารถนำมาปฏิบัติจริง และทุกคนก็ปฏิบัติตาม เพราะไม่ได้มาจากใครคนใดคนหนึ่งมากำหนด”

ถึงที่สุดงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นจึงไม่ใช่คำตอบสำเร็จรูปสำหรับทุกปัญหา แต่เป็นกระบวนการที่ช่วยให้ชุมชนสามารถแก้ปัญหาของตนเองได้อย่างเต็มภาคภูมิ

20190822_๑๙๐๘๒๒_0004

“สิ่งหนึ่งที่ผมนำมาเสริมในวิธีคิดการทำงานก็คือ พระราชดำรัสของในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่บอกว่า การพัฒนาต้องระเบิดจากข้างใน ถ้ามันเกิดจากความคิดริเริ่มของชุมชนเป็นฐาน มันก็จะเกิดความสมดุลและยั่งยืน” พ่อหลวงธีรเมศร์ สรุป

.......

แม้จะมีตัวอย่างอีกมากมายที่ยืนยันผลสัมฤทธิ์ของการวิจัยโดยชุมชน เพื่อชุมชน แต่คำถามปลายเปิดที่ยังรอคำตอบก็คือ ทศวรรษที่ 3 ของงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นจะรักษาหลักการและความเป็นอิสระภายใต้โครงสร้างใหม่ได้อย่างไร