มากกว่าความสนุก ที่ธนาคารจิตอาสา

August 1, 2019
by เพ็ญลักษณฺ์ ภักดีเจริญ

7 ปีธนาคารจิตอาสา พวกเขาไม่ได้ตั้งใจเปลี่ยนโลกทั้งใบ แค่หวังให้ผู้คนมีโอกาสเปลี่ยนแปลงตัวเองบ้าง 

HIGHLIGHTS

 

เราเห็นตัวอย่างดีๆ เยอะมากคนที่มาเป็นจิตอาสา เพราะเขามีความหวังว่า การทำงานเล็ก ๆ ไม่ว่าชั่วโมงสองชั่วโมง สร้างการเปลี่ยนแปลงในโลกและในตัวเขาได้

 

 

 

“เราหวังว่า คนที่เข้ามาเป็นจิตอาสา จะได้เจองานที่มีคุณภาพ และทำให้พวกเขาเติบโตเปลี่ยนแปลงได้บ้าง ถ้าเปรียบเทียบกับธนาคารพาณิชย์ ผมไม่ได้คิดว่า ต้องเป็นธนาคารที่ใหญ่ที่สุด แต่ตั้งใจว่าเป็นธนาคารที่สมาชิกรักและภูมิใจมากที่สุด” ดร.สรยุทธ รัตนพจนารถ ผู้ริเริ่มและผู้อำนวยการร่วมธนาคารจิตอาสา เล่าถึงงานอาสาที่มีอายุกว่า 7 ปี หลังจากลาออกจากการเป็นอาจารย์คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

 

แพลตฟอร์มออนไลน์ ธนาคารจิตอาสา (www.JitArsaBank.com) ปัจจุบันมีจิตอาสาในระบบกว่า 8 หมื่นคน และมีคนมาฝากเวลาไว้โดยมีความตั้งใจจะทำเพื่อผู้อื่น 5,491,174 ชั่วโมง (เวลา ณ วันที่ 23 กรกฏาคม 2562) มีทีมงานประจำ 8-9 คน และมีองค์กรเครือข่ายที่ทำงานร่วมกันในระบบกว่า 230 องค์กร

 

 

-1-

ณ วันนี้ธนาคารจิตอาสา เป็นเสมือนสะพานเชื่อมโยงองค์กร หน่วยงาน และผู้คนที่อยากทำงานด้านจิตอาสาให้มาเจอกัน โดยมีงานอาสาที่หลากหลายมากที่สุดในเมืองไทยก็ว่าได้ แต่พวกเขาไมไ่ด้ให้ความสำคัญกับปริมาณ หรือการทำงานเหมือนองค์กรทั่วไป แต่เน้นที่การเติบโตภายในของผู้คน

 

“เราอยากเพิ่มมิติความหมายจากงานอาสาสมัครเดิมๆ คือ อยากทำเให้คนเหล่านั้นมีความสนใจเรื่องจิตและมิติการเรียนรู้ การเดินทาง และการเติบโตด้านใน” ดร.สรยุทธ กล่าวถึงจุดมุ่งหมายที่ไม่แปรเปลี่ยน

 

หลังจากเขาและทีมงานได้ทำงานเกี่ยวข้องกับผู้คนมากมาย เขาได้สัมผัสทั้งคนที่เป็นผู้ให้ คนป่วย คนที่กำลังจะเปลี่ยนภพภูมิ และคนที่อยากทำเพื่อสิ่งแวดล้อม ฯลฯ

 

“ไม่ว่าจะร่ำรวยหรือยากจน หลายคนอยากช่วยคนอื่น คนมากมายแบกความคาดหวัง มีโลกทัศน์ต่างๆ มากมาย ถ้าจะทำให้พวกเขาเห็นเป้าหมายร่วมกัน และทำงานร่วมกันได้ เราต้องสร้างพื้นที่ให้คนพวกนี้ได้มาเจอกัน และทำงานร่วมกัน"

 

ธนาคารจิตอาสา จึงแบ่งหมวดหมู่งานอาสาหลากหลายรูปแบบ  ทั้งเรื่อง ศาสนา การปฏิบัติธรรม, ธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม,เกษตร สัตว์เลี้ยง, สุขภาพ สาธารณสุข ฯลฯ นั่นคือแพลตฟอร์มทางออนไลน์ และงานอีกส่วนที่พวกเขาทำ คือ การฝึกอบรม อาทิ เรื่องการรับฟัง ฯลฯ 

 

ย้อนไปถึงตอนที่ดร.สรยุทธ ตัดสินใจออกจากอาชีพอาจารย์มหาวิทยาลัย มาบุกเบิกการทำงานด้านจิตอาสา เมื่อ 7 ปีที่แล้ว เขาตัดสินใจยากมากที่จะทิิ้งงานที่เขารัก คือการสอนหนังสือ นั่นทำให้เขาหวนนึกถึงคำสอนของพระพุทธเจ้า “การออกจากสิ่งที่เรารักเป็นเรื่องยาก”

 

“เพราะผมชอบงานสอนและงานที่มหาวิทยาลัย แต่มีอะไรบางอย่างเรียกร้อง เพื่อที่เราจะได้ใช้โอกาสและศักยภาพทำอะไรเพื่อโลกจริงๆ พอออกมา ทำให้รู้ว่า การใช้ชีวิตในปัจจุบันขณะจริงๆ โดยไม่ต้องคิดว่าอนาคตจะทำอะไร แค่ใส่ใจว่า เราจะทำตอนนี้อย่างไร และพอออกมาและทำ ก็เจอชีวิตที่ใช่ และง่าย

 

ผมเติบโตมาจากเส้นทางวิทยาศาสตร์ ชีวิตมันก็เลยมีกลไกกระบวนการคิิดชัดเจน แต่พอมาทำงานสุขภาวะปัญญา ที่มักจะมาพร้อมงานจิตอาสา ทำให้ได้เรียนรู้แบบองค์รวม และการเรียนรู้ภายในหรือจิตตปัญญาศึกษา ทำให้ได้รู้ถึงคุณค่าของความหมาย และความสำเร็จของชีวิต ไม่ได้อยู่ที่โลกภายนอก แต่อยู่ที่คุณภาพชีวิต จริงๆ แล้วผมไม่ได้เน้นว่าต้องมีอาชีพอะไร แต่เน้นว่าเราจะอยู่และทำอย่างไร ตั้งใจว่า จะทำในสิ่งที่โลกและจักรวาลต้องการ ด้วยกระบวนการนี้ ทำให้ผมต้องฟังเสียงภายในมากขึ้น ใช้โอกาสและศักยภาพของตัวเอง ทำให้โลกดีขึ้น ”

 

 

-2-

ด้วยความเชื่อว่า งานจิตอาสาต้องเป็นของจริง ไม่ใช่ทำเล่นๆ แล้วจากไป จิตอาสาควรได้เรียนรู้อะไรบางอย่างในชีวิต

 

“ผมคิดว่า ในกรุงเทพฯไม่ค่อยมีสถานที่ที่ทำให้คนออกไปใช้ชีวิตได้ เสาร์อาทิตย์คนนึกไม่ออกว่าจะไปใช้ชีวิตที่ไหน นอกจากอยู่บ้านหรือไปห้างสรรพสินค้า แต่งานอาสาทำให้ครอบครัวได้ใช้เวลาร่วมกัน และผมก็เห็นครอบครัวที่พากันมาเป็นจิตอาสามากขึ้น หลายครั้งเราพบว่า ลูกมาทำงานอาสาแล้วชอบก็ชวนคุณพ่อคุณแม่มาด้วย ไม่ว่าเย็บถุงผ้า ทาสี หรืออะไรก็ตาม ก็เป็นการฝึกทักษะการอยู่ร่วมกัน” ดร.สรยุทธ เล่า และสิ่งที่เขาและทีมงานพยายามทำมากขึ้นคือ เพิ่มความหลากหลายรูปแบบของงานจิตอาสา

 

“อย่างอาสามาดูแลหมาแมวที่ป่วยในโรงพยาบาลสัตว์ หรือพาหมาออกไปเดินเล่นหลังป่วย หรืออาสาช่วยเข็นเตียงผู้ป่วย เพื่อไม่ต้องรอนาน ”

 

ส่วนอีกงานอาสาที่เขาเองอยากให้คนไทยได้มีโอกาสเข้าถึงมากขึ้น คือ งานที่ทำอย่างต่อเนื่อง หรืองานที่มาสัมผัสแล้วเกิดความเข้าใจเรื่องโครงสร้างสังคมมากขึ้น

 

เขายกตัวอย่างงานนวดเด็กของสุขภาพไทย เคยมีการทำต่อเนื่อง 3 -6เดือน จิตอาสาก็จะเห็นพัฒนาการการเติบโตของเด็ก หากทำอย่างต่อเนื่อง ก็จะทำให้เข้าใจโครงสร้างของสังคม ทำไมมีเด็กกำพร้าจำนวนมากที่ถูกทอดทิ้งในสังคมไทยเยอะมาก

 

นอกจากนี้เขายังเห็นว่า งานที่ใช้ทักษะต่างๆ อย่างการเรียนรู้เรื่องการทำบัญชีครัวเรือน หรือการออม ในปัจจุบันมีพนักงานจิตอาสาบางหน่วยงานที่มีทักษะด้านบัญชีมาช่วยสอน รวมถึงงานพาคนไปสัมผัสกับคนที่มีความทุกข์หรือคนยากไร้เพื่อเจอความเป็นจริงในสังคม

 

“ผมชอบโมเดลมูลนิธิฉือจี้ที่ไต้หวัน พวกเขาไม่ได้ทำแค่งานอาสา แต่มีชุดความเชื่อแบบพุทธมหายาน พาผู้คนให้เปลี่ยนความทุกข์ไปสู่ความสุข มีสมาชิกทำงานอย่างต่อเนื่องเยอะมาก อย่าง การแยกขยะ ทำให้เกิดรายได้มหาศาล และปริมาณขยะก็ลดลง เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจมีสินค้าจากขยะ หรืออาสาดูแลผู้ป่วยที่โรงพยาบาล พวกเขาทำอย่างต่อเนื่อง จนมีทักษะไปช่วยเหลือคนอื่นต่อได้ ผมมองว่า ในเมืองไทยยังมีเรื่องเหล่านี้ค่อนข้างจำกัด”

 

 

-3-

นอกจากงานจิตอาสา ทีมงานธนาคารจิตอาสายังจัดอบรม เรื่องการรับฟังทุกเดือน เพราะมองว่า มนุษย์ทุกคนต่างมีศักยภาพนำพาผู้คนออกจากปัญหาได้

 

 “มีคนมาเรียนแล้วไปเป็นอาสารับฟังคนที่บ้าน ที่ทำงาน ถ้ารับฟังเป็นเห็นเลยว่าคุณภาพชีวิต คุณภาพครอบครัว คุณภาพที่ทำงานเปลี่ยนไป ผมคิดว่าเป็นประสบการณ์ที่ดี มีกรณีหนึ่ง คืออาสาชื่อพี่ต้อยมาฝึกการรับฟัง ช่วงที่สังคมไทยมีการแบ่งแยกสี เธอเล่าว่า มีวันหนึ่งไปทานอาหาร พร้อมติดสัญลักษณ์สี แล้วมีผู้หญิงคนหนึ่งเดินมาด่าว่าแต่พอดีพี่เขาคิดได้ว่า เพิ่งฝึกอาสาเรื่องการรับฟัง แทนที่จะเถียงหรือว่ากล่าว กลายเป็นรับฟัง จนกลายเป็นความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน”

 

ด้วยเหตุผลดังกล่าว ดร.สรยุทธ มองว่า สำหรับเขาแล้ว งานอาสาไม่จำเป็นต้องทำอะไรยิ่งใหญ่แต่คนเราสามารถเป็นอาสาได้ตลอดเวลา โดยการรับฟังคนที่อยู่ตรงหน้าหรือคนที่เราพบเจอ

 

หากถามว่า ธนาคารจิิตอาสาจะช่วยเปลี่ยนแปลงสังคมได้มากน้อยเพียงใด

เขา บอกว่ามีเด็กๆ ที่ป่วยเรื้อรังในโรงพยาบาลมีตุ๊กตาใหม่ หรือโครงการบ้านพักพิงโรนัลด์ แมคโดนัลด์ เฮาส์ ทำเพื่อครอบครัวผู้ป่วยเด็กให้ที่พักฟรีแก่พ่อแม่ยากจนที่ลูกป่วยในโรงพยาบาล หรือสิ่งของเครื่องใช้มือสอง มีคนเอาไปใช้ประโยชน์มากขึ้น

 

“เราเห็นตัวอย่างดีๆ เยอะมากคนที่มาเป็นจิตอาสา เพราะเขามีความหวังว่า การทำงานเล็ก ๆ ไม่ว่าชั่วโมงสองชั่วโมง สร้างการเปลี่ยนแปลงในโลกและในตัวเขาได้”

 

ส่วนเรื่องที่เขาอยากผลักดันมากที่สุด เขายังยืนยันคำเดิมว่า อยากผลักดันให้คนรู้จักตัวเอง และเข้าถึงความสุขด้านใน

 

“ผมเชื่อว่า ทุกองค์กร ทุกอุตสาหกรรม สามารถทำให้คนรู้จักตนเอง และเข้าถึงความสุขด้านในได้ ผมทำมากกว่าธนาคารจิตอาสา ยังมีโครงการที่ส่งเสริมให้ทุกๆ องค์กรเข้าถึงความสุขด้านในอีกด้วย”

 กฤษณ์อาสา 4_1

 ...........