ฝ่าปรอยฝนริมโขง ที่ ‘เชียงคาน’

July 27, 2019
by กนกพร โชคจรัสกุล

สโลว์ไลฟ์ ไปกับบรรยากาศเงียบสงบของเมือง ‘เชียงคาน’ บ้านเมืองไม้เก่าสถาปัตยกรรมโบราณ การพักผ่อนอ้อยอิ่งริมแม่น้ำโขง ดูวิวสุดสายตาจากที่พัก ตักบาตรข้าวเหนียวในตอนเช้า ขี่จักรยานริมน้ำชมพระอาทิตย์ตกในตอนเย็น ดังเช่นที่เคยมา รู้ไหมว่า เชียงคาน ยังมีอะไรที่น่า

HIGHLIGHTS

  • แม่น้ำโขง เกิดจากเทือกเขาหิมาลัย ไหลผ่านประเทศจีน พม่า ลาว ไทย กั้นพรมแดนไทย-ลาว 800 กิโลเมตร ก่อนจะไหลเข้าสู่ประเทศกัมพูชา เวียดนาม แล้วไหลลงสู่ทะเลจีนใต้ มีความยาว 4,880 กิโลเมตร 
  • มีเรื่องเล่าต่อๆ กันมาว่า ที่เมืองหนองกระแส มีพญานาค 2 ตนปกครองเมืองร่วมกัน ครึ่งหนึ่งปกครองโดย ‘พญาศรีสุทโธ’ อีกครึ่งหนึ่งปกครองโดย ‘พญาสุวรรณนาค’ ทั้งคู่เป็นเพื่อนรักกัน 

สายฝนโปรยปรายปกคลุมท้องฟ้าตอนที่เราก้าวเข้าสู่อากาศยานเดินทางไปยัง จ.เลย หน้าฝนก็แบบนี้ บรรยากาศอึมครึม ท้องฟ้ามืดครึ้ม ไร้แสงแดด ไม่มีสัญญาณใดๆ นอกจากลมพัดแรงขึ้นแล้วตามมาด้วยสายฝน พลิกหนังสือหลังพนักที่นั่งบนเครื่องบินเปิดหาสถานที่ท่องเที่ยวใหม่ๆ จ.เลย มีอะไรที่เรายังไม่เคยไปอีกบ้าง นั่งคิดทบทวนหลายตลบ นับมือหลายจบก็ครบแล้วนี่นา ไม่น่าจะมีอะไรหลงเหลือ แต่ไม่น่าเชื่อ มีอยู่จริงๆ 

 

1

 

วัฒนธรรมพื้นบ้านริมโขง 

ยืนอยู่ริมน้ำ เหม่อมองแม่น้ำดานูบตะวันออกที่ชาวยุโรปขนานนามไว้ให้ แม่น้ำนานาชาติไหลผ่าน 5 ประเทศ มีจุดกำเนิดจากเทือกเขาหิมาลัย โดยการละลายของหิมะและน้ำแข็งบริเวณที่ราบสูงทิเบต ไหลผ่านประเทศจีน พม่า ลาว ไทย (จ.เชียงราย) วกไปประเทศลาว วกกลับมาประเทศไทยที่ อ.เชียงคาน จ.เลย ไหลต่อไป จ.หนองคาย บึงกาฬ นครพนม มุกดาหาร อำนาจเจริญ อุบลราชธานี เป็นเส้นทางแม่น้ำกั้นพรมแดนไทย-ลาว 800 กิโลเมตร ก่อนจะไหลเข้าสู่ประเทศกัมพูชา เวียดนาม แล้วไหลลงสู่ทะเลจีนใต้ รวมความยาวทั้งสิ้น 4,880 กิโลเมตร (อยู่ในประเทศจีน 2,130 กิโลเมตร)

6

 

เดินลงบันไดไปข้างล่างที่ริมตลิ่งแม่น้ำโขง ลอดผ่านซุ้มที่มีสุ่มจับปลาขนาดใหญ่เป็นเครื่องหมายสัญลักษณ์บ่งบอกว่าที่นี่คือ ศูนย์การเรียนรู้ของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยวเกษตรริมโขงประมงพื้นบ้านเชียงคาน เราก้าวเท้าข้ามฝั่งพื้นดินข้ามแม่น้ำลงไปบนแพ แต่เดิมดินแดนแถบนี้เป็นชุมชนโบราณ ผู้คนมีวิถีชีวิตอยู่กับลำน้ำโขง ทำอาชีพประมงหาปลามาเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง แต่เมื่อความเจริญมาเยือนความเปลี่ยนแปลงก็มาถึง ชาวประมงเริ่มหดหายไปเรื่อยๆ จาก 50 ครอบครัวจนเหลือเพียง 10 ครอบครัว

ความเหลื่อมล้ำของสังคมอาจมีสาเหตุมาจากการท่องเที่ยวที่เจริญเติบโตอย่างไม่หยุดยั้ง รายได้ไปกระจุกตัวอยู่กับเอกชนเจ้าของที่เป็นรายใหญ่ๆ ทำอย่างไรจะให้เงินจากการท่องเที่ยวถนนคนเดินเชียงคานปีละหลายร้อยล้านบาทมากระจายให้กับชุมชนอื่นๆ ได้บ้าง “เป็นหน้าที่ของ อพท.ที่รัฐบาลมอบหมาย เราศึกษาพบว่ามีกลุ่มคนดั้งเดิมอยู่ที่นี่ เป็นกลุ่มประมงพื้นบ้าน แรกเริ่มจะเป็นแพ ตอนนี้ถูกทำเป็นที่เก็บเครื่องมือทำการประมง เราก็มาพัฒนาให้เป็นศูนย์การเรียนรู้ โป๊ะนี้ได้รับการรับรองจากกรมเจ้าท่า ทำตามแบบแปลนถูกต้องตามกฎหมาย ค่อยๆ เป็นพิพิธภัณฑ์เล่าเรื่องให้เห็นถึงวิถีของลุ่มแม่น้ำโขง มีประติมากรรม มีนิทรรศการ มีสถาบันอาศรมศิลป์มาช่วยกันพัฒนา” ธรรมนูญ ภาคธูป ผู้จัดการพื้นที่พิเศษ 5 องค์กรบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (อพท.) กล่าว

4

บนแพโยกเยกเล็กน้อย มองออกไปด้านหน้าเห็นแม่น้ำโขงไหลเอื่อยๆ บริเวณโดยรอบแถบนี้กำลังจะถูกปรับปรุงพื้นที่เป็นเฟสที่สอง ชาวประมงหันมาเอาเรือบริการนักท่องเที่ยวในลำน้ำโขง แต่เดิม เป็นเรือพาย เรือไม้ลำเล็ก แล้วเปลี่ยนมาเป็นเครื่องยนต์ รับนักท่องเที่ยวได้ 2-3 คนต่อลำ บางคนอยากล่องแม่น้ำ บางคนอยากไปถ่ายรูป บางคนอยากไปสัมผัสวิถีชีวิตชาวประมง ตั้งแต่ตื่นเช้าตีสี่ว่าพวกเขาทำอะไรกันบ้าง จับปลาได้อย่างไร ปัจจุบันมีเรือลำใหญ่ขึ้นเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวที่จะมามากขึ้น รอให้คนมาชมวิวทิวทัศน์ตามลำแม่น้ำโขง รอให้นักท่องเที่ยวไปเรียนรู้การจับปลา

 

12

ลองล่องแม่น้ำโขงดูสักหน่อย อากาศกำลังดี ท้องฟ้าเปิด เริ่มแจ่มใส แสงแดดส่งพลังความร้อนเข้ามาจนต้องสวมแว่นกันแดด ก้าวลงเรือของลุงชาวประมง เรือค่อยๆ ขยับออกจากท่า หันหัวเรือไปทางซ้ายสู่เวิ้งน้ำกว้างใหญ่ แล้วก็ติดเครื่อง เรือแล่นไปใจกลางแม่น้ำโขง ลมพัดผ่านแรงขึ้นตามแรงเครื่องที่เร่งฝ่าสายน้ำ บางจังหวะเรือสั่นได้ยินเสียงเคร้งๆ เราเงยมองไปที่มาของเสียง มันคือหลังคาที่สร้างด้วยเหล็กนั่นเอง แต่ก่อนเรือทุกลำที่นี่สร้างจากไม้ มีไม้มากมายมาทำเป็นเรือ แต่ตอนนี้ไม่มีมีไม้แล้ว หาซื้อก็แพงมาก จึงต้องประยุกต์บางส่วนด้วยเหล็กบ้าง

ลืมบอกไป ก่อนลงเรือ ทุกคนต้องสวมเสื้อชูชีพก่อนทุกครั้ง นี่คือสิ่งสำคัญที่ศูนย์นี้ต้องการเน้น 'ความปลอดภัยทางน้ำ' กลุ่มประมงเตรียมเสื้อชูชีพไว้รองรับนักท่องเที่ยว มีข้อปฏิบัติห้ามคนเมาลงเรือเด็ดขาด เพราะคนเมาตกน้ำแล้วโอกาสรอดน้อยมาก มีการส่งคนในกลุ่มประมงไปอบรมเรื่องกู้ชีพกู้ภัยได้หลักสูตรนักประดาน้ำชั้นสูงกลับมา 10 ท่าน มาถ่ายทอดอบรมให้กับคนในกลุ่มต่อ เพื่อแก้ปัญหาถ้ามีคนตกน้ำ ถ้ามีคนหัวใจวาย การปฐมพยาบาลเบื้องตนจะทำอย่างไร เป็นสิ่งที่ดีมากถ้าทุกแหล่งท่องเที่ยวจะมีความคิดเช่นนี้แล้วปฏิบัติได้จริง

ยังคงอยู่กลางแม่น้ำโขง ล่องเรือชมวิวทิวทัศน์รายรอบ เรือที่แล่นสวนทางมาติดธงชาติไทยไว้ด้วย บางจุดเป็นดินเหมือนเกาะกลางน้ำ มองไปฝั่งตรงข้ามเป็นประเทศลาว ความเงียบสงบจับใจ แล่นเรือไปเรื่อยๆ ปล่อยใจให้ว่างเปล่า ผ่อนคลายความคิด บำบัดจิตชำระใจผ่านสายลมแสงแดดสายน้ำตามทิศทางที่เรือแล่นไป เรือเริ่มย้อนตีวงโค้งกลับมาทำให้เราลืมตามองเห็นโป๊ะ จอดเรือมัดเชือกจนนิ่งดีแล้ว ก้าวขึ้นบนโป๊ะที่เรียกว่าพิพิธภัณฑ์ เริ่มเห็นว่าในโป๊ะเต็มไปด้วยนิทรรศการต่างๆ ความเป็นมาของแม่น้ำโขง รายละเอียดพันธุ์ปลา การจับปลา พิธีกรรมในการจับปลา สิ่งของเครื่องมือเครื่องใช้ในการจับปลาวางโชว์ไว้มากมาย เจ้าหน้าที่จากกลุ่มฮักเชียงคานยืนคอยต้อนรับ

“ผมเป็นคนเชียงคาน เราอยู่ตรงนี้เห็นแม่น้ำโขงแล้วก็วิถีชีวิตของคนทั่วไป ทำให้เรา เอ๊ะ สักวันหนึ่ง ถ้ามีการพัฒนาในลุ่มน้ำโขง วิถีชีวิตต่างๆ มันจะต้องสูญหายไป เพราะว่าเชียงคานเป็นเมืองท่องเที่ยว มันเริ่มกลายเป็นชุมชนเมืองไปแล้ว ในอดีตเป็นชุมชนชนบททั่วๆ ไป ทำเกษตร หาปลา หาอยู่หากิน ไม่มีการทำลายล้าง แต่ปัจจุบันมีคนจากที่อื่นมาหาปลาผิดวิธี ใช้ไฟฟ้าช็อต ใช้ระเบิด กลุ่มประมงเดิมมี 200 ท่าน ปัจจุบันมีไม่กี่คน เราเป็นกลุ่มชายขอบที่ไม่ได้รับผลประโยชน์จากการท่องเที่ยว แล้วได้รับผลกระทบมาก เราจะอนุรักษ์วิถีชีวิตเก่าๆ ยังไง ก็เลยเอาธรรมชาติ เอาคน เอาสิ่งลี้ลับมาผนวกกัน 3 สิ่งนี้ต้องควบคู่กันไป การหาปลาต้องมีพิธีกรรม พอได้ปลาก็ต้องมีพิธีกรรม พิธีกรรมเหล่านั้นจะต้องอยู่ต่อไป เราเอาเครื่องไม้เครื่องมือมาห้อยไว้ ให้คนที่สนใจมาเรียนรู้ ทำเป็นพิพิธภัณฑ์มีชีวิต เป็นแพเก็บเรื่องราว” ชาญณรงค์ วงศ์ลา กลุ่มฮักเชียงคาน กล่าว

เราเดินดูนิทรรศการต่างๆ จนมาหยุดยืนมองสิ่งสวยงามโดดเด่นที่สุดบนแพนี้เห็นจะเป็น ‘ประติมากรรมกลุ่มวิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยวริมโขงประมงพื้นบ้านเชียงคาน’ สร้างสรรค์ออกมาอย่างนี้มีที่มาที่ไปแนวคิดอย่างไร “กว่าจะได้แบบนี้ มาจาก 20 กว่าแบบ นั่งคุยตั้งหลายรอบ มันจะมีหลายๆ อย่าง คนที่ดีไซน์เขาคิดว่าสิ่งที่จะต้องมีในแม่น้ำโขงคือ เครื่องมือใส่ปลา เป็นข้อง ถัดขึ้นมาจะเป็นปลา เหนือขึ้นมาจะเป็นเรือ ตรงนี้ก็จะเป็นดอกบัว หมายถึงความอุดมสมบูรณ์เจริญรุ่งเรือง วิถีชีวิตทำให้เกิดความยั่งยืน จะทำเรื่องท่องเที่ยวก็ต้องให้เกิดความยั่งยืน ชุมชนอยู่ได้ สังคมอยู่รอด ธรรมชาติเอื้อให้คนในสังคมด้วยเหมือนกัน” ชาญณรงค์ กล่าว 

 

2

 

พวกเครื่องมือจับปลามีทั้งเครื่องมือที่ใช้ในปัจจุบันและเครื่องมือที่ไม่ได้ใช้แล้ว มีอันหนึ่งเป็นตาข่ายใหญ่ๆ มีน้ำเต้า ลุงชาวประมงเจ้าของเรือที่เรานั่งบอกว่า “เอาไว้จับปลาบึกอย่างเดียว เมื่อก่อนที่เชียงคานมีปลาบึก แต่ตอนนี้ไม่มีแล้ว ไม่มีใครเคยจับได้มา 30 กว่าปีแล้ว มันสูญพันธุ์จากที่นี่ไปแล้ว หรือไม่ก็ไปอยู่ที่อื่นแล้ว” จากข้อมูลที่เคยมีคนสำรวจพบว่าปลาแม่น้ำโขงเป็นปลาอพยพมากกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ มี 1,300 กว่าชนิด ปัจจุบันปลาในแม่น้ำโขงเชียงคาน มีเหลือไม่ถึง 200 ชนิด นับกันจริงๆ ก็ประมาณ 130 กว่าชนิดเท่านั้นเอง

ปัจจุบัน ชาวประมงเชียงคานมีน้อยมาก ส่วนใหญ่เป็นชาวไร่ชาวนา อาชีพหลัก ทำนา ทำไร่ ปลูกข้าวโพด ปลูกยางพารา เสร็จภารกิจก็ค่อยมาหาปลาช่วงกลางคืน หาปลาเป็นงานอดิเรก ถ้านอกฤดูกาลเก็บเกี่ยวไม่ได้ทำไร่ทำนาก็จะรับจ้างทำงานก่อสร้าง เป็นผู้รับเหมาซะส่วนใหญ่ ซึ่งความรู้ในการหาปลาและวิถีชีวิตชาวประมงเชียงคานกำลังถูกรวบรวมพัฒนาไปเป็นหลักสูตรท้องถิ่นเป็นสื่อการเรียนรู้ให้กับเด็กและเยาวชน 

สำหรับคนที่อยากจะมาทัวร์ล่องแม่น้ำโขง มาได้เลย ทางกลุ่มประมงพร้อมยินดีต้อนรับ จัดกิจกรรมให้ตามความเหมาะสมและความต้องการ ถ้ามีเวลาน้อย 4-6 ชั่วโมง มีกิจกรรมบนแพให้ทำให้ข้อมูลของกลุ่มประมงดูนิทรรศการในพิพิธภัณฑ์จากนั้นพานักท่องเที่ยวออกไปจับปลาในแม่น้ำโขงเรื่อยไปจนถึงปากแม่น้ำเลย ที่ปากแม่น้ำเลยเป็นนิเวศที่อุดมสมบูรณ์ เป็นแหล่งขยายเพาะพันธุ์ปลาที่สำคัญของเชียงคาน ติดกับแม่น้ำสาขาที่จะลงมาแม่น้ำโขง ถ้ามีเวลาทั้งวัน 8 ชั่วโมง ก็จะมีกิจกรรมเพิ่มมากขึ้น พานักท่องเที่ยวไปถึงพระใหญ่ หาปลาจับปลา แวะศูนย์ศิลปาชีพ ฯลฯ

 

13

 ลอยเคราะห์ไปกับสายน้ำ

ที่ใดมีสายน้ำ ที่นั่นมีชีวิต ที่นี่ก็เช่นเดียวกัน การปฏิบัติสืบทอดกันมา ไม่ว่าจะเป็นความเชื่อ ความศรัทธา นั่นคือทุนทางวัฒนธรรม เชียงคานก็มีสิ่งนั้นและค่อยๆ สูญหายไป ในปี พ.ศ.2551 ได้มีการจัดประกวด ภาพเก่าเล่าเรื่องเมืองเชียงคาน ขึ้น เพื่อให้ใครที่มีภาพอะไรอยู่ที่บ้านให้เอามาประกวดกัน ผลปรากฏว่าภาพที่ได้รับรางวัลเป็นภาพ อุโบสถวัดศรีบุญเมืองที่มีผาสาดลอยเคราะห์ประกอบอยู่ ผู้คนก็สงสัยว่าคืออะไร ไปสอบถามผู้เฒ่าผู้แก่ได้รู้มาว่า ผาสาดลอยเคราะห์ เป็นความเชื่อ เป็นพิธีกรรมโบราณของคนเชียงคานพื้นถิ่น เชื่อกันว่า ผู้ใดคิดว่าตัวเองมีเคราะห์ มีลางบอกเหตุหรือเห็นสิ่งไม่ดีสิ่งไม่เป็นมงคลต่างๆ เขาจะทำการสะเดาะเคราะห์ด้วยการทำผาสาด การค้นหาผู้ที่เคยทำผาสาดได้เริ่มต้นขึ้น จนได้วิธีการทำสมัยโบราณนำมาถ่ายทอดจนถึงปัจจุบัน

เรามุ่งตรงไปที่ริมน้ำโขงอีกครั้ง ที่ศูนย์ข้อมูลเชียงคาน กลุ่มวิสาหกิจชุมชนบ้านต้นหล้า พื้นที่แลกเปลี่ยนเรียนรู้ถ่ายทอดภูมิปัญญาพิธีกรรมผาสาดลอยเคราะห์วัฒนธรรมวิถีเชียงคาน เป็นเรือนไม้ริมน้ำถัดจากถนนเลียบแม่น้ำโขง มีคนขี่จักรยานผ่านไปมา7

 “ผาสาดลอยเคราะห์ เป็นความเชื่อของชาวเชียงคาน เวลาไม่สบายใจก็จะทำผาสาด ไปลอยในลำน้ำโขง เวลาลอยก็จะตัดเล็บตัดผม แล้วก็มีคำกล่าว พอลอยเสร็จจะไม่หันมามอง ปล่อยเคราะห์ไปตามลำน้ำ แล้วตื่นเช้าก็ใส่บาตร คนมาเชียงคาน อะไรไม่สบายใจตอนเย็นก็ปล่อยทิ้งกับน้ำโขงไป เช้าก็มาทำบุญ เหมือนสะเดาะเคราะห์แล้วก็ทำบุญรับสิ่งที่ดีๆ นี่เป็นวิถีของชาวเชียงคาน เราก็เอามาทำเป็นกิจกรรมต้อนรับนักท่องเที่ยว ให้เขาได้ซึมซับประเพณี คนรุ่นหลังก็ได้สืบทอดวัฒนธรรมนี้ต่อไป” สุริยัน แก้วกัญญา เป็นประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนบ้านต้นหล้า ให้ความรู้

ผาสาดลอยเคราะห์ มีลักษณะกระบะสี่เหลี่ยม มีกรวยใบตองอยู่ตรงกลาง ประดับด้วยดอกไม้ที่ทำจากขี้ผึ้งดอกใหญ่ และเกสรดอกเล็กๆ ที่ทำจากมะละกอเป็นตัวประกบยึดดอกไม้ให้ติดกับกรวยใบตอง แบบพิมพ์ที่ใช้จุ่มทุกวันนี้ชาวบ้านได้ออกแบบกันเอง การทำดอกไม้เริ่มต้นด้วยการเอาเทียนหรือขี้ผึ้งมาต้มให้ละลาย แล้วใช้พิมพ์จุ่มลงไปให้ขี้ผึ้งติดตามพิมพ์ จากนั้นยกขึ้น แล้วมาจุ่มในน้ำ ขี้ผึ้งก็จะหลุดออกมาเป็นดอกไม้ตามพิมพ์นั้นๆ

7

นักท่องเที่ยวที่สนใจสามารถมาลองทำผาสาดลอยเคราะห์ได้ด้วยตัวเอง ถ้ามีเวลามากก็ทำได้หลายขั้นตอน มีเวลาน้อยก็ทำขั้นตอนน้อยๆ หรือไม่มีเวลาแต่อยากสะเดาะเคราะห์ก็มีแบบที่ทำสำเร็จไว้แล้วรองรับความต้องการ ด้วยการบริจาคให้ชุมชนกระบะละ 100 บาท

“ที่นี่จะมีพราหมณ์นั่งอยู่คอยบริการนักท่องเที่ยว ถ้ามีเวลาสั้นๆ เราก็จะใช้คำกล่าวแบบย่อ บูชาพระรัตนตรัย ตั้งนะโมสามจบ กล่าวผาสาดลอยเคราะห์ ผาสาดถ้ายังไม่ได้เข้าพิธีกรรมสามารถถ่ายรูปได้ แต่ถ้าผ่านพิธีกรรมแล้วไม่นิยมถ่ายภาพ เราไม่อาลัยอาวรณ์เคราะห์หรือทุกข์โศกที่มันจะไป จากนั้นเอาไปลอยในแม่น้ำโขง เมื่อผาสาดลงแตะน้ำอย่าหันไปมอง ให้ปล่อยแล้วหันหลังกลับมา หลังจากนั้นค่อยหาเวลาไปทำบุญ เพื่อรับโชครับสิ่งที่เป็นมงคล” สุริยัน กล่าว 

ผาสาดลอยเคราะห์ต่างจากการลอยกระทง เพราะการลอยกระทงเป็นการแสดงความเคารพบูชาพระแม่คงคา แต่ผาสาดเป็นการสะเดาะเคราะห์ เอาสิ่งไม่ดีออกจากตัวเรา ซึ่งคำว่า ผาสาด มีที่มาจากวันออกพรรษามีการแห่ประสาทผึ้ง ที่มียอดแหลมๆ นับว่าเป็นของสูง คำว่าปราสาทเรียกตามสำเนียงภาษาถิ่นก็คือ ผาซาด ผาสาด ด้วยการประดิษฐ์ให้เป็นยอดแหลม แล้วใช้ขี้ผึ้งหรือเทียนเป็นส่วนประกอบเหมือนกัน

เราทดลองทำผาสาดลอยเคราะห์ด้วยตัวเอง หั่นมะละกอเป็นสี่เหลี่ยมทำเป็นเกสรประกบติดกับดอกขี้ผึ้งแล้วบรรจงปักลงที่กรวยใบตอง ตัดเล็บตัดผมใส่ลงไปในผาสาด ไม่นิยมใส่เงินทองของมีค่าลงไป จากนั้นเดินลงไปที่ริมตลิ่งริมแม่น้ำโขง มองไปด้านบนเป็นที่ทำการประกอบพิธีประดิษฐ์ผาสาด ค่อยๆ หย่อนผาสาดลงน้ำไป พยายามไม่มองตาม หมุนตัวกลับขึ้นข้างบนทันที

ยามเย็นริมแม่น้ำโขงที่เชียงคาน เช่าจักรยานขี่รอบๆ ริมแม่น้ำ ดูพระอาทิตย์ตก ยามค่ำเดินเล่นในถนนคนเดิน กินอาหารอร่อยๆ ชอปปิง ของที่ระลึกหรือซื้อมะพร้าวแก้วมาฝากคนที่บ้าน ก่อนนอนหลับไปด้วยความสุข

ช่วงเช้าของเชียงคาน ตีห้า ฟ้ายังมืด แต่ผู้คนเริ่มเอาผ้ามาปูพื้น จัดหาอาหารขนมเครื่องบริโภคและข้าวเหนียวมารอพระที่จะมาเดินบิณฑบาตรกันแล้ว ทุกคนพร้อมใจทำสิ่งนี้เหมือนเช่นเคยเป็นปกติวิสัย ตักบาตรข้าวเหนียวเสร็จก็รับพระจากพระภิกษุสงฆ์ บางคนอาจจะต่อด้วยการเสี่ยงโชคซื้อลอตเตอรี่ ซึ่งพ่อค้าแม่ค้ามีมากจริงๆ

ใครที่มาเชียงคาน แล้วยังไม่เคยทำกิจกรรมล่องแม่น้ำ ดูพิพิธภัณฑ์ชาวประมง ทำผาสาดลอยเคราะห์ คงต้องลองดูสักครั้ง เดี๋ยวจะมาไม่ถึง เชียงคาน นะเธอ

 

 

1

-ล่องเรือในแม่น้ำโขง ชมการจับปลา ชมพิพิธภัณฑ์ กลุ่มประมงเชียงคาน 

ติดต่อ 086 2303989 และ 093 476 4108

 -ผาสาดลอยเคราะห์ กลุ่มวิสาหกิจชุมชนบ้านต้นหล้า

 ติดต่อ 093 105 3611 และ 097 321 5321