ส่องภาษา (ถิ่น) สภาฯโลก

July 24, 2019
by จินตนา ปัญญาอาวุธ, ภาพลีด : www.europarl.europa.eu

การใช้หลายภาษาเพื่ออภิปรายในสภาฯไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นประเด็นที่ต้องทำความเข้าใจให้ถึง ‘แก่น’

HIGHLIGHTS

  • รัฐสภาของสหภาพยุโรปหรืออียูเป็นที่ประชุมที่มีการใช้ภาษาหลากหลายมากที่สุดถึง 24 ภาษา
  • ในการประชุมสภาฯยุโรปแต่ละสัปดาห์จะใช้จำนวนล่ามแปลสดอยู่ที่ประมาณ 700 - 900 คน ใช้งบสูงกว่า 1,000 ล้านยูโรต่อปี
  • สเปนมีภาษาราชการเพียงหนึ่งเดียว ในสภาฯ หาก ส.ส. คนไหนพูดภาษาถิ่นหรือพื้นเมืองจะถูกเตือนโดยประธานสภาฯ ทันที

การใช้ภาษาถิ่นในสภาฯ กลายเป็นประเด็นให้ถกเถียงกันหลังจากที่ ส.ส.บัญชีรายชื่อจากพรรคอนาคตใหม่อภิปรายสนับสนุน โดยให้เหตุผลว่าการใช้ภาษาเดียวถือเป็นการกดขี่เชิงอัตลักษณ์ของความหลากหลายทางวัฒนธรรมและภาษาในสังคมไทย พร้อมกันนี้ยังได้ยกตัวอย่างในหลายประเทศที่มีการออกข้อบังคับให้ใช้ภาษาในสภาฯ ได้มากกว่าหนึ่งภาษา

ทว่าในข้อเท็จจริงของสภาฯหลายแห่งทั่วโลก อะไรคือ ‘เหตุผล’ และ ‘ความจำเป็น’ ที่อยู่เบื้องหลัง ‘จุดประกาย’ หาคำตอบมานำเสนออย่างรอบด้าน

 

  • สังคมพหุภาษา-วัฒนธรรม

รัฐสภาของสหภาพยุโรปหรืออียูน่าจะเป็นที่ประชุมที่มีการใช้ภาษาหลากหลายมากที่สุด เพราะอียูยึดหลักการ ‘พหุภาษา-พหุวัฒนธรรม’ ที่เคารพความหลากหลายทางภาษาและวัฒนธรรมของประเทศสมาชิกอันถือเป็นหนึ่งในสิทธิขั้นพื้นฐานของพลเมือง

สหภาพยุโรปมีจำนวนสมาชิกทั้งหมด 28 ประเทศและมีภาษาราชการที่ใช้อยู่ทั้งหมด 24 ภาษา อันประกอบไปด้วย เยอรมัน ฝรั่งเศส ดัทช์หรือเนเธอร์แลนด์ อิตาลี อังกฤษ เดนมาร์ก กรีซ สเปน โปรตุเกส ฟินแลนด์ สวีเดน เอสโตเนีย ฮังการี ลัตเวีย ลิทัวเนีย มอลตา โปแลนด์ เช็ก สโลวะเกีย สโลวีเนีย โรมาเนีย บัลแกเรีย ไอร์แลนด์ และโครเอเชีย

นั่นหมายความว่าพลเมืองของทุกชาติสมาชิกซึ่งมีจำนวนราว 500 ล้านคนจะสามารถเข้าถึงและเข้าใจกฎหมายของสหภาพยุโรปที่มีผลกระทบต่อพวกเขาได้ถ่องแท้ พวกเขาสามารถยื่นคำร้องหรือขอข้อมูลเป็นภาษาราชการใดก็ได้ และยังสามารถติดตามการอภิปรายในรัฐสภาผ่านทางออนไลน์ในภาษาที่ตนเองเข้าใจด้วย

ในส่วนของสมาชิกสภายุโรปก็เช่นกัน แต่ละคนมีสิทธิเลือกใช้ภาษาราชการที่ตนถนัดสำหรับอภิปรายในที่ประชุม คำอภิปรายของพวกเขาในภาษาใดภาษาหนึ่งจะถูกถอดความเป็นภาษาอื่นๆ อีก 23 ภาษาทันทีหรือที่เรียกว่า ‘แปลแบบฉับพลัน’ นอกจากนี้เอกสารต่างๆ ที่ใช้ในสภายุโรปหรือกฎหมายที่ออกโดยสภายุโรปก็จะถูกแปลเป็นภาษาราชการของทุกประเทศสมาชิกด้วย

2018-12-14การประชุมสภาฯสหภาพยุโรป (ภาพจาก https://eeas.europa.eu/)

 

รัฐสภายุโรปมีทีมแปลภาษาที่ใหญ่ที่สุดและมีประสิทธิภาพมากที่สุดในโลกแห่งหนึ่ง โดยตั้งเป็นแผนกงานบริการด้านการแปลโดยเฉพาะ ใครจะเป็นล่ามในรัฐสภายุโรปได้ต้องผ่านการอบรมเป็นการเฉพาะ เพราะการแปลคำอภิปรายที่เป็นคำเฉพาะทางกฎหมายจำเป็นต้องใช้ทักษะสูง

ในสภาจะมีล่ามอยู่ 2 ประเภทคือ ล่ามที่แปลคำอภิปรายสดๆ หรือถอดข้อความไปยังภาษาเป้าหมายในขณะที่ผู้พูดกำลังพูด และนักแปลเอกสาร

โดยทั่วไปแล้วล่ามแต่ละคนจะแปลภาษาแม่ของตัวเอง แม้อียูจะมีภาษาราชการ 24 ภาษาก็จริง แต่จำนวนภาษาที่ต้องแปลจริงๆ อาจมากถึง 552 ภาษา บางครั้งล่ามจะใช้ระบบการ ‘ถ่ายทอด’ ภาษา โดยแปลคำอภิปรายครั้งแรกเป็นภาษาที่ใช้กันแพร่หลายที่สุด เช่น อังกฤษ ฝรั่งเศสหรือเยอรมัน หลังจากนั้นค่อยแปลเป็นภาษาอื่นๆ ที่เหลือ

ในห้องประชุมสภาจะมีตู้ล่ามที่ติดตั้งเครื่องป้องกันเสียงรบกวนจากภายนอกทั้งหมด 24 ตู้สำหรับ 24 ภาษา ล่ามแต่ละคนจะทำหน้าที่แปลคำอภิปรายแบบสดๆ ส่วนสมาชิกสภาจะฟังเสียงแปลจากหูฟังที่อยู่บนโต๊ะของตัวเอง

รัฐสภายุโรปมีพนักงานล่ามประจำที่แปลคำอภิปรายสดๆ ประมาณ 270 คนและมีล่ามสำรองจากภายนอกอีกมากกว่า 1,500 คน ในการประชุมสภาประจำสัปดาห์จะใช้จำนวนล่ามแปลสดอยู่ที่ประมาณ 700 - 900 คน ส่วนพนักงานแปลเอกสารมีประมาณ 600 คน งานแปลเอกสารประมาณร้อยละ 30 จะจ้างนักแปลอิสระ

งบประมาณที่ใช้ในการงานแปลทั้ง 2 ประเภทคิดเป็นมากกว่า 1 ใน 3 ของงบสภาทั้งหมดหรือสูงกว่า 1,000 ล้านยูโรต่อปี และคิดเป็น 2.3 ยูโรต่อประชากรหนึ่งคน

ข้ามมาดูในทวีปเอเชีย คงไม่มีห้องประชุมสภาฯ ที่ไหนในโลกที่จะวุ่นวายเท่าสภาฯ ของอินเดียอีกแล้ว ภาพที่เห็นกันคุ้นตาก็คือส.ส.มักจะตะโกนใส่ฝ่ายตรงข้าม และภาษาที่ใช้พูดก็มีมากกว่า 20 ภาษา

อินเดียเป็นประเทศที่มีความหลากหลายในเชิงอัตลักษณ์และวัฒนธรรมสูง มีประชากร 1,200 ล้านคน มีภาษาพูดมากกว่า 100 ภาษา และมีภาษาราชการ 22 ภาษาซึ่งรวมถึงภาษาฮินดีซึ่งเป็นภาษาประจำชาติและภาษาอังกฤษ

ด้วยความหลากหลายทางภาษา ส.ส. อินเดียจึงได้รับอนุญาตให้พูดภาษาถิ่นของตัวเองในจำนวน 22 ภาษาดังกล่าวในสภาฯ เพื่อช่วยให้ชาวบ้านที่ติดตามการอภิปรายทางโทรทัศน์เข้าใจได้มากขึ้น

แต่ส.ส.ที่ประสงค์จะพูดภาษาอื่นที่ไม่ใช่ภาษาฮินดีและอังกฤษจะต้องแจ้งเจ้าหน้าที่รัฐสภาก่อนอย่างน้อย 30 นาทีเพื่อจะได้จัดล่ามแปลสดไว้ให้ ส.ส.ยังสามารถเลือกที่จะรับฟังคำอภิปรายเป็นภาษาใดก็ได้เช่นกันผ่านหูฟังและอุปกรณ์ที่มีปุ่มเลือกภาษาที่ติดตั้งไว้ที่ที่นั่งของแต่ละคน

สภาฯ อินเดียมีล่ามแปลทั้งชายและหญิงประมาณ 50 คนที่ทำหน้าที่แปลภาษาพูดของส.ส.แบบสดๆ

อินเดียเคยมีการ “แช่แข็ง” การจ้างล่ามแปลในสภาฯ มาเป็นเวลา 2 ทศวรรษและเพิ่งจะมายกเลิกเมื่อ 7 ปีก่อน ในตอนนั้นรัฐบาลอินเดียต้องเผชิญกับปัญหาการเฟ้นหาล่ามที่มีฝีมือเพื่อมารับมือกับการอภิปรายที่เข้มข้นและการถกเถียงของส.ส. ที่พูดกันคนละภาษา

เจ้าหน้าที่แผนกล่ามแปลของสภาฯ อินเดียคนหนึ่งบอกว่า การแปลภาษาในสภาฯ อินเดียถือเป็นงานหิน คนที่จะเป็นล่ามแปลต้องมีทักษะที่จำเป็นอย่างอื่นที่มากกว่าความเข้าใจในภาษาเพียงอย่างเดียว ล่ามจะนั่งแปลอยู่ในตู้ล่ามที่อยู่ในห้องประชุม พวกเขาถูกสอนให้จดจ้องดูทั้งท่าทางและการขยับริมฝีปากของคนพูดและตั้งใจฟังผู้พูดเพื่อจะได้แปลได้ถูกต้อง

นอกจากนี้ล่ามจะต้องถอดความและแปลเนื้อหาการประชุมทั้งหมดเป็นภาษาฮินดีและภาษาอังกฤษภายในเวลา 90 นาทีหลังจากการประชุมเสร็จสิ้น เมื่อก่อนมีการกำหนดคุณสมบัติของนักแปลไว้ว่าต้องสามารถจดชวเลขได้อย่างน้อย 160 คำต่อนาที แต่ปัจจุบันนี้เทคโนโลยีใหม่ๆ และเครื่องอัดเสียงก็ช่วยทุ่นแรงได้มาก

eu2ล่ามในรัฐสภายุโรป (ภาพจาก http://www.europarl.europa.eu)

 

  • อานุภาพของภาษา

เพราะหลายประเทศมีรากฐานมาจากความแตกต่างหลากหลายทางวัฒนธรรม ที่ผ่านมา การใช้ภาษาถิ่นในสภาฯ จึงเป็นประเด็นที่ ส.ส.ในหลายประเทศหยิบยกขึ้นมาเช่นกัน เพียงแต่อาจจะมีเหตุผลที่แตกต่างออกไป

เช่น สเปนซึ่งมีภาษาราชการเพียงหนึ่งเดียวคือสเปน แม้ทางการจะให้การรับรองภาษาถิ่น 4 ภาษาคือ กาลิเซีย บาสก์ กาตาลาและอารันซึ่งพูดกันในแคว้นปกครองตนเองให้เป็นภาษาราชการร่วม แต่ในสภาฯ ส.ส.ทุกคนต้องพูดภาษาสเปน ใครที่พูดภาษาถิ่นหรือพื้นเมืองจะถูกเตือนโดยประธานสภาฯ ทันที

ส.ส.ที่มาจากแคว้นต่างๆ มักจะอ้างว่าตัวเองไม่สันทัดภาษาสเปนจึงต้องการใช้ภาษาถิ่น แต่ในความเป็นจริงแล้วการพูดภาษาถิ่นของพวกเขาคือการแสดงออกทางการเมืองอย่างหนึ่งเพื่อสนับสนุนการปกครองตนเองหรือเป็นอิสระจากรัฐบาลกลางนั่นเอง

เมื่อ 2 ปีก่อน รัฐสภาสาธารณรัฐกาน่าในแอฟริกาตะวันตกก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าส.ส.บางคนไม่ค่อยมีบทบาทในการผลักดันกฎหมายเพราะพูดภาษาอังกฤษซึ่งเป็นภาษาราชการไม่ค่อยได้ แม้ว่าสภาฯ กาน่าจะอนุญาตให้ส.ส.เหล่านั้นพูดภาษาพื้นเมืองที่ตัวเองถนัด แต่การขาดแคลนเครื่องมือหรือล่ามแปลก็เป็นปัญหาใหญ่

สำหรับรัฐสภาไทย เนื่องจากเรามีภาษาไทยกลางเป็นภาษาประจำชาติและเป็นภาษาราชการ และภาษาถิ่นก็ไม่ได้มีความแตกต่างจากภาษาไทยกลางมากนัก คำถามคือมีความจำเป็นมากน้อยเพียงใดที่ต้องใช้ภาษาพื้นเมืองในสภาฯ

ผศ. ดร.จันทิมา อังคพณิชกิจ อาจารย์ภาควิชาภาษาไทยและภาษาวัฒนธรรมตะวันออก คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ให้มุมมองเชิงภาษาศาสตร์สังคมว่าด้วยภาษาไทย ภาษาถิ่นและภาษาทางการไว้ว่า ภาษาถิ่นก็คือภาษาไทย ภาษาไทยกลางหรือภาษาไทยกรุงเทพฯ ก็เป็นภาษาถิ่นภาษาหนึ่ง เพียงแต่ถูกยกสถานะให้เป็นภาษามาตรฐานและจัดให้เป็นภาษาทางการหรือภาษาราชการของไทย

“การใช้ภาษาทางการก็เหมือนเป็นการกำหนดภาษากลางในการสื่อสารให้กับคนในสังคม แต่ละประเทศจึงจำเป็นต้องมีการประกาศให้มีภาษาทางการไว้ เพราะเชื่อกันว่าแต่ละสังคมย่อมมีความหลากหลายทางภาษา และมีภาษาถิ่นที่ต่างกันไป ตามชาติพันธุ์บ้าง ตามภูมิภาคบ้าง” อาจารย์จันทิมากล่าว

อาจารย์จันทิมากล่าวด้วยว่า ประเทศที่มีการอนุญาตให้ส.ส.ในสภาฯ พูดได้หลายภาษารวมถึงภาษาถิ่นอย่างอินเดีย หรือแคนาดานั้นก็เพราะประเทศเหล่านั้นมีนโยบายรับรองอัตลักษณ์ของความเป็นชาติพันธุ์ที่หลากหลายและมีการกำหนดภาษาทางการหรือภาษาราชการมากกว่าหนึ่งภาษา แต่ประเทศไทยเรามิได้มีภาษาเป็นประเด็นปัญหาของความหลากหลายทางสังคมวัฒนธรรมที่ชัดเจน เราจึงกำหนดให้มีเพียงภาษาไทยภาษาเดียวเป็นภาษาประจำชาติและเป็นภาษาทางการ

อาจารย์จันทิมาเห็นว่า การอนุญาตให้ส.ส.พูดภาษาถิ่นในสภาฯ นั้นสามารถทำได้แต่ต้องขึ้นอยู่กับบริบททางสถานการณ์ในที่ประชุมด้วย

อาจารย์ยกตัวอย่างว่า หากในการประชุมสภาฯ มีการพิจารณากฎหมายหรือญัตติที่เกี่ยวกับการส่งเสริมสิทธิของกลุ่มชาติพันธุ์หรือชนพื้นเมือง ส.ส.ที่เป็นตัวแทนของกลุ่มชนเหล่านั้นก็สามารถพูดภาษาถิ่นเพื่อทำให้การสนับสนุนกฎหมายมีน้ำหนักหรือเข้มข้นมากขึ้น และอาจหมายรวมถึงการแต่งกายและองค์ประกอบอื่นๆ ด้วย

หากเป็นเช่นนี้ ภาษาถิ่นและเครื่องแต่งกายก็จัดเป็นเครื่องมือทางวัฒนธรรมที่ผู้แทนของประชาชนกลุ่มนั้นกำลังใช้เพื่อสื่อสารเชิงสัญลักษณ์และแสดงอัตลักษณ์ของตนและกลุ่มตนกับผู้อื่น เพื่อกำหนดสถานะและสื่อความเป็นตัวตนให้โดดเด่น

“แต่ไม่ใช่ว่าจะพูดภาษาถิ่นตลอดเวลา มิเช่นนั้นก็จะต่างคนต่างใช้ หากผู้ที่ไม่เข้าใจภาษาถิ่นอื่นๆ ก็จะทำให้เกิดความไม่เข้าใจหรือเข้าใจผิดในสาระสำคัญได้” 

อาจารย์จันทิมาตั้งคำถามว่า สิ่งที่สำคัญคือ เราต้องดูว่าหน้าที่ของสภาฯ คืออะไร บทบาทของส.ส. คืออะไร กิจกรรมหลักของส.ส. ในสภาฯ คืออะไร ภาษาก็ทำหน้าที่ให้เหมาะกับกิจกรรมและบทบาทในสภาฯ นั้น สภาผู้แทนราษฏรคือฝ่ายนิติบัญญัติที่ทำหน้าที่ผลักดันนโยบายให้ออกมาเป็นกฎหมายใช่หรือไม่ มีหน้าที่พัฒนาและแก้ไขปัญหาประเทศ และตรวจสอบฝ่ายบริหารให้ปฏิบัติหน้าที่ตามนโยบายเพื่อดูแลทุกข์สุขประชาชนใช่หรือไม่

“อะไรที่เป็นปัญหา มีช่องโหว่ ไม่ชัดเจน ไม่ถูกต้อง จำเป็นต้องอภิปราย ถกเถียงกัน ภาษาที่ใช้ก็ต้องไม่ไปรบกวนกิจกรรมหลักที่เป็นสาระสำคัญ มิเช่นนั้นจะทำให้ภาษากลายเป็นอุปสรรคของการพัฒนา และอาจกลายเป็นจำเลยในที่สุดหากไม่สามารถผลักดันกฎหมายหรือนโยบายเพื่อพัฒนาและแก้ไขปัญหาให้ประเทศและประชาชนได้” อาจารย์จันทิมากล่าว

อาจารย์เสนอแนะว่า การทำหน้าที่ส.ส. ในสภาฯ จำเป็นต้องใช้ภาษาที่เป็นกลางมากที่สุด และควรเป็นภาษากลางที่มีการกำหนดไว้เป็นข้อตกลงร่วมกันและเป็นที่เข้าใจร่วมกัน หากเราพูดภาษาที่มีแต่เราหรือคนบางกลุ่มเข้าใจ แต่คนส่วนใหญ่ที่จะลงคะแนนผ่านหรือไม่ผ่านกฎหมายไม่เข้าใจ เราก็ไม่สามารถจะทำให้สมาชิกในสภาเกิดความเชื่อถือและผลักดันนโยบายให้ออกมาเป็นกฎหมายได้ และนั่นก็อาจจัดได้ว่าเราล้มเหลวในการทำหน้าที่ส.ส.

“ภาษาเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมของคน เป็นส่วนหนึ่งของอัตลักษณ์ทางสังคมและวัฒนธรรม เป็นเครื่องมือพัฒนาคนและสังคม เป็นสื่อสัมพันธ์ให้กับคน ภาษาจะทรงอานุภาพก็ต่อเมื่อใช้ให้ถูกที่ถูกเวลา ถูกบริบท ไม่เช่นนั้นภาษาจะกลายเป็นอุปสรรคและทำให้ผู้พูดดูเป็นตัวตลกของสังคม” อาจารย์จันทิมากล่าวทิ้งท้าย

แม้การส่งเสริมความหลากหลายทางภาษาจะเป็นสิ่งที่น่าชื่นชม แต่เมื่อใดที่ภาษาซึ่งเป็นเครื่องมือสื่อสารไม่สามารถทำหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ สังคมคงเต็มไปด้วยความสับสน เพราะพูดจา ‘คนละภาษา’