สำรวจค่ายปรับทัศนคติที่ซินเจียง ...'ฝึกอาชีพ' หรือ 'ล้างสมอง'?

July 12, 2019
by จินตนา ปัญญาอาวุธ, ภาพ : Noel Pabalate

เปิดใจชาวอุยกูร์ในศูนย์ฝึกอาชีพ ที่รัฐบาลจีนอ้างว่าจำเป็นต้องบำบัดพวกเขาให้พ้นจากลัทธิสุดโต่งทางศาสนา

HIGHLIGHTS

  • การเดินทางไปเยือนซินเจียงของสื่อต่างชาติตามคำเชิญของหนังสือพิมพ์ไชน่า เดลี่ ของจีนครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางเสียงประท้วงอย่างรุนแรงจากสหประชาชาติและนานาประเทศที่กล่าวหาว่า จีนคุมขังชาวอุยกูร์และชนกลุ่มน้อยที่นับถือศาสนาอิสลามกว่า 1 ล้านคนในค่ายกักกันหลายแห่งในซินเจียงโดยไร้ข้อหาและไม่มีการพิจารณาคดี ในขณะที่ทางการจีนอ้างว่าคนเหล่านั้นมีพฤติกรรมที่เป็นภัยคุกคามและอาจถึงขั้นก่อการร้าย

หยาดน้ำตาพร่างพรูลงบนใบหน้าของปาติมา (นามสมมติ) ในขณะที่เธอเล่าถึงชีวิตคู่ที่เกือบไปไม่รอดในช่วงที่เธอตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของแนวคิดมุสลิมสุดโต่ง

ปาติมาเป็นหญิงสาวชาวอุยกูร์วัย 35 ปีที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านอูเกอร์กิ เมืองคัชการ์ ในเขตปกครองตนเอง ซินเจียงอุยกูร์ของจีน เธอมักมีปากเสียงกับสามีบ่อยๆ เกี่ยวกับความเชื่อและการประพฤติตัวที่สุดโต่งของเธอ โดยสามีพยายามจะช่วยภรรยาให้รอดพ้นจากการถูก ‘ล้างสมอง’ และการทะเลาะกันทุกครั้งมักจะลงเอยด้วยการที่เธอหนีสามีไปอยู่กับพ่อและแม่ของเธอ

ปาติมาไม่ยอมใช้ผลิตภัณฑ์ที่ทำจากที่อื่นที่ไม่ใช่บ้านเกิดของเธอที่ซินเจียง ไม่เพียงแค่นั้นเธอยังพยายามกดดันคนในหมู่บ้านให้เชื่อและปฎิบัติตามเธอด้วย

เธอมักจะมีปฎิกริยาที่ไม่ดีต่อลูกค้าที่ร้านขายของของเธอเพียงเพราะว่าพวกเขาไม่ยอมเดินตามเส้นทางที่เธอวางไว้

“ฉันปฏิเสธที่จะขายสินค้าให้กับพวกเขาหรือบางครั้งก็ขายในราคาที่แพง” เธอบอกกับสื่อต่างชาติกลุ่มหนึ่งระหว่างการพบปะที่บ้านของเธอเมื่อปลายเดือนที่แล้ว

การเดินทางไปเยือนซินเจียงของสื่อต่างชาติตามคำเชิญของหนังสือพิมพ์ไชน่า เดลี่ ของจีนครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางเสียงประท้วงอย่างรุนแรงจากสหประชาชาติและนานาประเทศที่กล่าวหาว่า จีนคุมขังชาวอุยกูร์และชนกลุ่มน้อยที่นับถือศาสนาอิสลามกว่า 1 ล้านคนในค่ายกักกันหลายแห่งในซินเจียงโดยไร้ข้อหาและไม่มีการพิจารณาคดี ในขณะที่ทางการจีนอ้างว่าคนเหล่านั้นมีพฤติกรรมที่เป็นภัยคุกคามและอาจถึงขั้นก่อการร้าย

ปฎิบัติการนี้ถูกมองว่าเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามของจีนในการกลืนกลุ่มชาติพันธุ์อุยกูร์ซึ่งเป็นมุสลิมที่อาศัยอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศมาหลายศตวรรษ

พฤติกรรมของปาติมาถูกรายงานไปยังผู้ใหญ่บ้านซึ่งเตือนเธอว่ามันอาจนำเธอไปสู่การก่ออาชญากรรม

ความรู้สึกแรกของเธอตอนนั้นก็คือการต่อต้าน เธอสงสัยว่าทำไมผู้ใหญ่บ้านต้องมายุ่งเรื่องของเธอด้วย

แต่หลังจากที่มีการพูดคุยกันอีกครั้งหนึ่ง ผู้ใหญ่บ้านก็อธิบายกับเธอว่าพฤติกรรมของเธออาจทำให้เธอถ่ายทอดอิทธิพลที่ไม่ดีให้คนอื่น รวมถึงทำให้ครอบครัวของเธอมีอันตรายด้วย ปาติมาจึงเริ่มสับสนปนกังวลว่าเธออาจจะถูกลงโทษทางกฎหมาย

คำขู่แกมปลอบประโลมของผู้ใหญ่บ้านที่บอกไม่ให้เธอกังวลใจก่อนที่จะแนะนำให้เธอรู้จักกับ ‘ที่พักพิงทางใจ’ ที่จะช่วยให้เธอรอดพ้นจากอุดมการณ์สุดโต่ง ทำให้สาวอุยกูร์คนนี้ปรึกษากับสามีและตัดสินใจสมัครเข้าเรียนและฝึกอบรมที่ ‘ศูนย์อาชีวศึกษา’ ในเขตชูเล่ซึ่งอยู่ทางตอนใต้ของเมืองคัชการ์

หลังจากใช้เวลากว่า 10 เดือนที่ศูนย์ฝึกวิชาชีพ ปาติมาก็สามารถสื่อสารด้วยภาษาจีนกลางได้เล็กน้อยและมีความรู้ความเข้าใจในกฎหมาย เธอเลือกวิชาเต้นรำเป็นวิชาเอกและตอนนี้เธอมีรายได้ 2,750 หยวนหรือ 12,000 บาทต่อเดือนจากอาชีพนักเต้น

“ศูนย์ฝึกวิชาชีพช่วยเปิดโลกทัศน์ของฉันให้กว้างขึ้นและดึงฉันกลับมาจากเส้นทางที่ผิด ถ้าฉันไม่ได้ไปเรียนที่นั่นก็ไม่รู้ว่าชีวิตจะเป็นอย่างไร ตอนนี้ฉันมีความสุขมาก” แม่ลูกสองกล่าวพร้อมน้ำตาเปื้อนแก้ม

ปาติมาเป็นหนึ่งในความสำเร็จของศูนย์อาชีวศึกษาที่รัฐบาลจีนตั้งขึ้นในเกือบทุกเขตของซินเจียงซึ่งประชากรส่วนใหญ่เป็นมุสลิมอุยกูร์ โดยทางการจีนอ้างว่า ‘ผู้เข้าอบรม’ จะได้รับ ‘การฝึกอาชีพ’ เพื่อบำบัดพวกเขาจาก ‘แนวคิดหัวรุนแรง’

ในสมุดปกขาวที่ออกโดยสำนักงานข้อมูลข่าวสารของรัฐบาลจีนในเดือนมีนาคม ระบุว่า ศูนย์อาชีวศึกษาในซินเจียงตั้งขึ้นตามกฎหมาย โดยมีเป้าหมายเพื่อให้ความรู้และฟื้นฟูคนที่กระทำผิดอาชญากรรมไม่ร้ายแรง กำจัดสภาพแวดล้อมที่ทำให้เกิดลัทธิก่อการร้ายและอุดมการณ์สุดโต่งทางศาสนาเพื่อป้องกันไม่ให้คนเหล่านั้นตกเป็นเหยื่อของการก่อการร้าย พร้อมกับสอนทักษะและวิชาชีพเพื่อให้พวกเขากลับมาใช้ชีวิตเหมือนคนปกติ

สื่อต่างชาติและนักเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชนเรียกศูนย์นี้ว่า ‘ค่ายกักกัน’ แต่ทางการจีนปฎิเสธและอ้างว่ามันคือ ‘ศูนย์ฝึกวิชาชีพ’ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการกำจัดแนวคิดหัวรุนแรงที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง

อย่างไรก็ตาม หนังสือพิมพ์เซาท์ ไชน่า มอนิ่ง โพสต์รายงานเมื่อเร็วๆ นี้ถึงงานวิจัยชิ้นหนึ่งของบริษัท Corr Analytics ซึ่งเป็นบริษัทที่ปรึกษาด้านการวิเคราะห์ความเสี่ยงทางการเมืองระหว่างประเทศว่า มีเอกสารของรัฐบาลจีนมากมายที่ระบุชัดว่าผู้เข้าอบรมในศูนย์ฝึกวิชาชีพเหล่านั้นความจริงแล้วถูกควบคุมตัวไว้ แม้ทางการจีนจะพยายามโฆษณาชวนเชื่อว่าพวกเขา ‘สมัครใจ’ เข้าร่วมอบรมก็ตาม

 

xx1หนุ่มอุยกูร์ซึ่งเข้ารับการอบรมที่ศูนย์อาชีวศึกษาในเขตชูเล่ เมืองคัชการ์ ซินเจียงกำลังคัดลายมือภาษาจีน

 

  • ค่ายกักกันหรือศูนย์ฝึกอาชีพ?

มองจากภายนอก ศูนย์อาชีวศึกษาชูเล่มีลักษณะเหมือนโรงเรียน มีห้องเรียน หอพัก โรงอาหารและสนามกีฬา ส่วนระบบการรักษาความปลอดภัยก็ไม่เห็นอะไรที่เข้มงวดมาก

ผู้เข้ารับการฝึกอบรมที่ศูนย์แห่งนี้ซึ่งให้สัมภาษณ์ผ่านล่ามที่แปลภาษาจีนเป็นอังกฤษต่างตอบเหมือนกันว่า “พวกเขาสมัครใจมาเรียนเอง” เหตุผลก็ไม่ต่างกันนั่นคือต้องการกำจัดแนวคิดหัวรุนแรงที่ฝังอยู่ในหัว

ยาซิ่น (นามสมมติ) หลีกเลี่ยงการสบตากับคู่สนทนาในขณะที่เขาเล่าย้อนถึงความหมกมุ่นกับการทำ ‘จิฮาด’ หรือสงครามศักดิ์สิทธิ์

ไม่กี่ปีก่อน หนุ่มอุยกูร์วัย 36 ปีคนนี้เชื่อตามที่อ่านในหนังสือเล่มหนึ่งว่า “ชาวมุสลิมที่แท้จริงต้องทำจิฮาด” หลังจากที่ประสบความล้มเหลวในการโน้มน้าวเพื่อน 2 คนให้ยอมรับ ‘ความจริง’ นั้น ยาซิ่นก็ไม่ถอดใจกลับมุ่งมั่นเดินหน้าฝึกร่างกายในป่าแห่งหนึ่งเพื่อเตรียมความพร้อมในการทำสงคราม

เช่นเดียวกับปาติมา พฤติกรรมของยาซิ่นไม่อาจรอดพ้นสายตาของเจ้าหน้าที่ในหมู่บ้าน เขาถูกเรียกไปคุยถึงผลร้ายที่อาจเกิดขึ้น

“ผมต้องการกำจัดความคิด (เกี่ยวกับจิฮาด) นั้นออกไปจากหัว ผมเลยตัดสินใจมาสมัครเรียนที่นี่” ยาซิ่นกล่าวในขณะที่มือทั้งสองข้างของเขาประสานกันแน่น

จากที่ไม่มีความรู้ภาษาจีนกลางเลย ตอนนี้ยาซิ่นซึ่งอยู่ที่ศูนย์มาเป็นเวลา 1 ปีพูดภาษาจีนกลางได้คล่องแคล่วและรู้จักตัวอักษรจีนกว่า 2,000 ตัว เขายังบอกว่าตัวเองมีความรู้ด้านกฎหมายมากขึ้นและสามารถแยกแยะระหว่างการกระทำที่ถูกและผิดกฎหมาย

“ผมยังได้เรียนรู้การทำอีคอมเมิร์ซ และหวังว่าจะหางานได้หลังจากเรียนจบ” เขากล่าว

ในห้องเรียนวิชากฎหมาย อาดิล่า (นามสมมติ) สาวอุยกูร์วัย 20 ต้นๆ บอกว่าเธอเองก็เคยอ่านหนังสือเกี่ยวกับลัทธิหัวรุนแรงและถ่ายทอดข้อมูลนั้นให้คนอื่นด้วย

เธอตัดสินใจมาเข้าอบรมที่ศูนย์เพราะต้องการกำจัดความคิดสุดโต่งเหล่านั้น เธอพบว่าสิ่งที่เคยยึดมั่นถือมั่นนั้นมันปฎิบัติได้ยากในชีวิตจริง อาทิ ผู้หญิงห้ามแต่งหน้าหรือการที่พี่ชายของเธอถูกห้ามไม่ให้แต่งงานกับคนนอกศาสนา เธอบอกว่าใครที่ละเมิดกฎจะถูกลงโทษจากพระเจ้า

“แต่ตอนนี้ฉันรู้แล้วว่ากฎหมาย (ไม่ใช่กฎของลัทธิหัวรุนแรง) เป็นใหญ่ที่สุด ทุกคนมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญและกฎหมาย” อาดิล่ากล่าวภายใต้ใบหน้าที่ตกแต่งด้วยเครื่องสำอางบางๆ

มูฮัมหมัด อาลี ประธานศูนย์อาชีวศึกษาชูเล่ บอกว่า ทางศูนย์ใช้ระบบการจัดการแบบโรงเรียนประจำ ผู้เข้าอบรมไม่ต้องเสียค่าเล่าเรียน แถมยังมีเสื้อผ้า อาหารและที่พักให้ฟรี

ระยะเวลาในการฝึกอบรมของแต่ละคนจะไม่เท่ากัน โดยเจ้าหน้าที่ศูนย์จะเป็นคนประเมินว่าใครเรียนจบหลักสูตรแล้ว

อาลีอ้างว่า ผู้ฝึกอบรมทุกคนได้รับอนุญาตให้กลับบ้านได้ในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ หรือจะขอลาเมื่อไหร่ก็ได้ ญาติก็สามารถเข้าเยี่ยมได้

ตามกฎหมายจีน ผู้เข้าอบรมซึ่งนับถือศาสนาอิสลามจะไม่สามารถทำละหมาดหรือจัดกิจกรรมทางศาสนาในศูนย์ได้

ข้อห้ามนี้สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามของทางการจีนในการล้มล้างศาสนาอิสลามในซินเจียง ก่อนหน้านี้ทางการจีนออกกฎหมายมาบังคับใช้ในซินเจียง โดยห้ามการปฏิบัติตนตามแนวทางของมุสลิมสุดโต่ง เช่น การไว้เครายาวเกินปกติ หรือคลุมหน้าจนมิดชิดในที่สาธารณะ

ศูนย์อาชีวศึกษาชูเล่เปิดเมื่อเดือนมกราคมปีที่แล้ว ปัจจุบันมีผู้เข้าอบรมประมาณ 1,000 คนโดย 1 ใน 4 หรือราว 250 คนเป็นผู้หญิง

หลักสูตรการเรียนประกอบด้วย การพูดและเขียนภาษาจีน กฎหมาย ทักษะวิชาชีพและหลักสูตรเกี่ยวกับการกำจัดแนวคิดสุดโต่งทางศาสนาหรือลัทธิหัวรุนแรง

ผู้เข้ารับการอบรมสามารถเลือกเรียนหลักสูตรฝึกอาชีพได้ 4 หลักสูตร ได้แก่ อีคอมเมิร์ซ ทำอาหาร ช่างไฟและตัดเย็บ ทักษะเหล่านี้ถูกออกแบบมาเพื่อช่วยให้พวกเขาหางานทำได้หลังเรียนจบ

ทางศูนย์ยังมีสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับกิจกรรมสันทนาการต่างๆ เช่น ห้องเรียนเต้นรำและร้องเพลง รวมถึงสนามกีฬาที่มีแป้นบาสเก็ตบอลและโต๊ะปิงปอง ซึ่งอาลีบอกว่ากิจกรรมเหล่านั้นจะช่วยป้องกันไม่ให้ผู้เข้าอบรมไปยุ่งเกี่ยวกับการก่อการร้าย

ในขณะที่อาลีเดินพาชมตึกที่เป็นหอพัก เขากล่าวอย่างภาคภูมิใจถึงการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้เข้าอบรมหลังจากเข้าร่วมโครงการ โดยเฉพาะพวกผู้ชายที่มีการเก็บที่นอนหลังตื่นนอนและอาบน้ำทุกวัน

 xx2ภายในชั้นเรียนวิชากฎหมาย

 

  • ภัยก่อการร้ายในซินเจียง

ในสมุดปกขาวของสำนักงานข้อมูลข่าวสารของรัฐบาลจีนระบุว่า ในช่วงตั้งแต่ปี 1990 – 2016 ซินเจียงได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ก่อการร้ายหลายพันครั้งจากฝีมือของพวกก่อการร้าย ขบวนการแบ่งแยกดินแดนและพวกหัวรุนแรง อันส่งผลให้ผู้บริสุทธิ์จำนวนมากและเจ้าหน้าที่ตำรวจหลายร้อยคนต้องเสียชีวิต บรรดากลุ่มหัวรุนแรงทางศาสนามีการแทรกซึมเข้าไปในชีวิตประจำวันของคนจนกลายเป็นภัยคุกคามต่อเสถียรภาพทางสังคม การพัฒนาเศรษฐกิจและความมั่นคง

ภาพถ่ายและวิดีโอบันทึกเหตุการณ์การก่อการร้ายครั้งสำคัญๆ ในซินเจียงถูกรวบรวมและนำมาจัดแสดงที่ศูนย์ประชุมนานาชาติที่อุรุมฉีซึ่งเป็นเมืองหลวงของมณฑลซินเจียง อาวุธหนักต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นวัตถุระเบิด มีดและปืนที่ยึดมาได้ก็ถูกนำมาโชว์ด้วยเพื่อแสดงให้เห็นถึงความยากลำบากในการต่อสู้กับการก่อการร้ายของเจ้าหน้าที่

แต่นับตั้งแต่ปี 2016 เหตุการณ์ความรุนแรงในซินเจียงลดจำนวนลงมาก

“เราไม่เจอเหตุก่อการร้ายรุนแรงเลยในช่วง 30 เดือนที่ผ่านมา” เทียน เหวิน หัวหน้ากรมประชาสัมพันธ์ของ ซินเจียงกล่าว

ไม่มีใครบอกได้ว่าความสงบที่กลับคืนสู่ซินเจียงทุกวันนี้เป็นผลมาจากนโยบายการนำพวกที่ทางการจีนอ้างว่าเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงมาผ่านกระบวนการ ‘ปรับเปลี่ยนทัศนคติผ่านการศึกษา’ หรือไม่

แต่ดูเหมือนว่าทางการจีนจะเชื่อเช่นนั้น

“ถ้าเราไม่ช่วยกำจัดแนวคิดหัวรุนแรงให้พวกเขา (ผู้เข้าอบรม) มันอาจพัฒนาไปสู่การก่อการร้ายได้” หวัง ชิวปิน รองผู้อำนวยการคณะทำงานของสภาประชาชนเมืองคัชการ์กล่าวทิ้งท้าย

 

xx4 หอพักชาย (ภาพ : จินตนา ปัญญาอาวุธ)