เบื้องหลังภาพวาด ‘โรฮิงญา’ ฉากหลังอันโหดร้ายของการล้างเผ่าพันธุ์

June 21, 2019
by ชุติมา ซุ้นเจริญ

ความทุกข์ทนที่เจือปนด้วยความหวังของผู้ลี้ภัยชาวโรฮิงญา ถ่ายทอดผ่านภาพวาดผลงานของศิลปินไทย ไพโรจน์ พิเชษฐ์เมธากุล ในโอกาสวันผู้ลี้ภัยโลก

รอยแปรงหยาบๆ และคราบสีที่เปื้อนบนภาพเขียนใบหน้าของผู้ใหญ่และเด็ก, หญิงและชาย จำนวน 14 ภาพ ในห้องแสดงผลงานของ ‘ละลานตา ไฟน์อาร์ต’ ไม่เพียงบันทึกเรื่องราวของชาวโรฮิงญา ในค่ายผู้ลี้ภัย Cox’s Bazar ประเทศบังคลาเทศ ยังบอกเล่าความรู้สึกลึกๆ ของศิลปินนักวาดภาพชาวไทย ไพโรจน์ พิเชษฐ์เมธากุล ผู้เดินทางไปสร้างสรรค์ผลงานของเขาถึงในค่ายฯที่เต็มไปด้วยความยากลำบาก

“ผมอยากให้เห็นว่ามันไม่ได้ง่ายในการใช้ชีวิตอยู่ในค่าย ทุกคนที่อยู่ตรงนั้นทุกคนมีแผลหมด หนีจากพม่ามา บางคนโดนไฟ บางคนโดนยิง” ไพโรจน์ บอกถึงความตั้งใจที่จะไม่พยายามตกแต่งภาพให้ดูสวยสมบูรณ์แบบ ทว่า พยายามถ่ายทอดความรู้สึกผ่านทางใบหน้าและดวงตา ในนิทรรศการครั้งล่าสุดของเขาที่ใช้ชื่อภาษาอังกฤษว่า ‘A Human’ หรือในภาษาไทย ‘อมนุษย์’ ซึ่งสื่อถึงกลุ่มคนที่โลกไม่ต้องการ

“ผมว่าใบหน้าของแต่ละคนบอกอะไรได้เยอะ ดวงตาเขามันยังสะท้อนความหวังอยู่ ขณะเดียวกันก็มีความรู้สึกหดหู่ ผมพยายามดึงเอาอารมณ์ช่วงใบหน้ากับดวงตาออกมา ให้คนได้รู้สึกว่าข้างในมันหดหู่”

20190617154431363

โรฮิงญา คือกลุ่มชาวมุสลิมนิกายซูฟี (Sufi) ที่อาศัยในรัฐยะไข่มาหลายชั่วอายุคน รัฐบาลเมียนมาไม่เคยยอมรับและให้สิทธิคนกลุ่มนี้ในฐานะพลเมืองอย่างถูกต้องตามกฎหมาย นอกจากการเลือกปฏิบัติซึ่งเกิดขึ้นเป็นปกติแล้ว หลายปีที่ผ่านมายังมีการคุกคามขับไล่ เข่นฆ่าทำร้าย จนชาวโรฮิงญาต้องหนีตายออกนอกประเทศเป็นจำนวนมาก และปลายทางที่ใกล้ที่สุดก็คือ ค่ายผู้ลี้ภัยในบังคลาเทศ

แม้เรื่องราวของชาวโรฮิงญาจะถูกนำเสนอผ่านสื่อครั้งแล้วครั้งเล่า ด้วยภาพและเหตุการณ์สุดสะเทือนใจ แต่สำหรับไพโรจน์ ความเป็นจริงอีกมากมายยังคงถูกซุกไว้ในมุมมืด ปี 2561 เขาจึงขออนุญาตไปทาง UNHCR (สํานักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ) เพื่อเข้าไปวาดภาพในค่าย Cox’s Bazar ซึ่งเป็นค่ายผู้อพยพชาวโรฮิงญาที่ใหญ่ที่สุด

“ผมมองว่านอกจากเป็นคนไร้บ้านแล้ว เขายังเป็นคนที่ถูกลืมมากที่สุด ตอนที่ผมเข้าไปอยู่ในค่าย เห็นเลยว่าข้างนอกกับข้างในมันต่างกันมาก เหมือนข่าวที่เรารู้จากข้างนอก เป็นแค่เสี้ยวหนึ่งที่เขาปล่อยออกมาให้เราได้เห็นว่ายังมีคนโรฮิงญาอยู่ แต่พอเข้าไปอยู่ข้างในปุ๊บมันคืออีกโลกหนึ่ง ใน Cox’s Bazar เขาอยู่กันเป็นแสนคน มีคนตายทุกวัน มีคนเกิดทุกวัน แล้วอาหารก็ไม่ได้พอ น้ำก็ไม่สะอาด โรคก็เยอะ”

ถึงแม้จะเตรียมข้อมูลมาจากดี ทั้งจากข่าวและสารคดีต่างประเทศ แต่สิ่งที่เขาพบเห็นในวันแรกที่ไปถึงคือภาพที่เกินกว่าจะคาดคิด หลายความรู้สึกปะทะเข้ามาทั้งที่ตั้งตัวไว้แล้ว

“สเกลมันใหญ่กว่าที่กล้องจะเก็บภาพได้ มันใหญ่มากๆ ไม่คิดว่าจะมีคนที่ไม่มีบ้านอยู่รวมกันมากขนาดนี้ ตอนนั้นสิ่งที่ผมเห็นคือ มีชาวโรฮิงญาโดนยิงมาเมื่อเช้า ตอนบ่ายก็มีเจ้าหน้าที่เอาทิงเจอร์ราด ดึงกระสุนออก แล้วก็พันแผล ทำกันตรงนั้นเลย แล้วก็นอนตรงข้างถนน นอนบนทรายนั่นเลย ไม่ได้มีการให้น้ำเกลือ หรือดูแลอย่างอื่น มันโหดร้ายมาก”

พร้อมๆ ไปกับการต่อสู้กับความรู้สึกหดหู่และคำถามที่ผุดขึ้นมาในหัวมากมาย เขาต้องทำภารกิจที่ตั้งใจให้ลุล่วงภายใน 5 วัน ตามที่ทางค่ายผู้ลี้ภัยและรัฐบาลบังคลาเทศอนุญาต เฟรมผ้าใบกับสีจำนวนหนึ่ง ถูกนำมาจัดเตรียมสำหรับการวาดภาพ แต่อุปสรรคยังมีอีกหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นน้ำที่จะนำมาใช้ หรือแม้แต่คนที่จะมาเป็นแบบ

“บางคนก็ไม่อยากให้วาด บางคนก็มาให้วาด เราไม่รู้เลยว่าจะได้วาดกี่คน ก็เตรียมเอาเฟรมเอาสีเข้าไป แต่ในค่ายมันไม่มีน้ำ ก็ต้องตักน้ำคลองมาใช้ ทุกครั้งที่่วาดภาพ เด็กจะมารุมล้อมเยอะมาก เขาไม่เคยเห็น เขาไม่รู้ว่าเราทำอะไร ถ้าเป็นช่างภาพ เขาจะพอรู้เพราะมีช่างภาพมาถ่ายบ่อย แต่พอเป็นการวาดภาพ บางคนไม่รู้จักด้วยซ้ำว่าสีคืออะไร เขาก็หยิบมากินเลย เราต้องบอกให้ล่ามบอกเขาว่ากินไม่ได้”

20190617154728696

ระหว่างที่วาดภาพคนในค่ายและสอนให้เด็กๆ วาดภาพ ไพโรจน์มีโอกาสได้พูดคุยกับชาวโรฮิงญาหลายคน เรื่องเล่าจากปากคำของคนเหล่านี้ไม่เพียงสร้างความรู้สึกสะเทือนใจ แต่ยังทำให้เกิดคำถามมากมาย

“มีคนหนึ่งเขาเล่าให้ผมฟังว่า เขาโดนยิงมา แล้วโดนตัดขา แต่เขาไม่ได้โกรธคนพม่า เขากลับรู้สึกขอบคุณที่ไม่ฆ่าเขา เรารู้สึก...โห ขนาดคุณโดนยิงมา คุณโดนตัดขา คุณยังขอบคุณเขา เขาก็บอกว่า อีกสองพันกว่าคนที่อยู่หมู่บ้านเดียวกันถูกฆ่า จุดไฟเผาทั้งเป็นหมดเลย แต่ตัวเขารอดออกมาได้...”

ไพโรจน์เล่าให้ฟังว่า ผู้ใหญ่หลายคนเหมือนจะพยายามร่าเริงเพื่อลืมความโหดร้ายในอดีตที่ผ่านมา แต่ถ้าถามถึงความหวัง ทุกคนจะพูดคล้ายๆ กันว่า “อยากมีบัตรประชาชน” “อยากกลับบ้านตัวเองที่รัฐยะไข่” ไม่มีใครอยากอยู่ในค่าย ไม่มีใครอยากไปประเทศที่สาม

“ผมรู้สึกหดหู่ รู้สึกว่าโลกมันทำไมไม่เท่าเทียมกัน แค่เรามีบัตรประชาชน เราออกจากค่ายได้ มีสิทธิออกไปซื้อขนม ซื้อข้าวข้างนอกค่ายได้ คนโรฮิงญาไม่มีบัตร ไม่มีสิทธิออกไปข้างนอก อยู่แค่ในนี้ บางคนอยู่ในนี้มาประมาณ 60 ปี เราก็คิดว่า 60 ปีอยู่ในนี้อยู่ได้ยังไง ร้อนกว่าเมืองไทยอีก น่าจะเกือบ 40 องศาเลย น้ำที่กินก็เป็นน้ำบาดาลมีทรายปน ที่นอนเป็นเต้นท์ หนึ่งเต้นท์ก็อยู่ประมาณ 9-10 คน แล้วมีห้องน้ำอยู่ในเต้นท์ด้วย ที่เหลือเป็นที่นอนแคบๆ”

แม้สภาพภายในค่ายจะค่อนข้างแออัด ไม่สะดวกสบาย และเต็มไปด้วยอันตราย แต่สำหรับเด็กๆ แล้วพวกเขายังคงสดใส มีรอยยิ้ม สามารถเล่นสนุกได้ตามประสา ...ถ้าถามว่าอะไรคือสิ่งที่ศิลปินคนนี้ประทับใจ ก็คงเป็นความไร้เดียงสาที่ยังไม่ถูกทำลายไปนี่เอง

“เด็กส่วนใหญ่จะเกิดในค่าย บางคนอายุ 8 ขวบ 10 ขวบ 12 ขวบ ไม่เคยกินน้ำอัดลม ไม่เคยกินขนม กินได้แค่ข้าวกับน้ำมัสมั่นที่ยูเอ็นเตรียมให้ เขาก็ยังหยอกล้อเล่นกันเหมือนเด็กทั่วไป ผมไปเจอเด็กเล็กๆ เล่นน้ำ เด็กพวกนี้กระโดดไปในคลองเล่นกับวัวควายที่เขาเลี้ยง สนุกสนาน เขาไม่รับรู้ว่าโลกมันใหญ่กว่านั้น เขาคิดว่าโลกนี้ก็คือค่าย”

S__23085078

ป้จจุบันมีชาวโรฮิงญาที่ต้องพลัดพรากจากบ้านเกิดนับแสนคน บางส่วนอาศัยในค่ายผู้ลี้ภัย ขณะที่จำนวนไม่น้อยอาศัยอยู่ในประเทศต่างๆ ทั้งอย่างถูกต้องตามกฎหมายและหลบหนีเข้าเมืองอย่างผิดกฎหมาย แต่ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน พวกเขาคือคนไร้รัฐกลุ่มใหญ่ที่สุดของโลก เนื่องจากรัฐบาลเมียนมาปฏิเสธสถานะพลเมือง รวมถึงไม่ยอมรับว่าเป็น 1 ในชนกลุ่มน้อยของประเทศ

ความทุกข์ยากของเพื่อน ‘มนุษย์’ ที่ไม่เคยได้รับการปกป้องสิทธิและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เป็นเรื่องที่ไพโรจน์มองว่า ไม่ใช่ปัญหาของโรฮิงญา ปัญหาของเมียนมา หรือปัญหาของบังคลาเทศ แต่เป็นปัญหาที่ทุกคนในโลกใบนี้ต้องให้ความสนใจ

“คนไทยมักจะบอกเสมอว่า ทำไมไม่ช่วยคนไทยก่อน จริงๆ แล้วผมรู้สึกว่ามันเป็นปัญหาของทุกคน ถ้าเราไปเห็นชีวิตเขา แทบทุกวันมีคนตาย มีคนโดนยิงจากพม่า มีคนขาขาด มีคนไม่ได้กินอาหาร เด็กเกิดใหม่ทุกวัน ไม่มีที่นอนดีๆ ทุกคนนอนบนทราย ไม่มีหมอนใช้ ถ้าเราไปเห็นตรงนั้น เราจะรู้ว่าชีวิตเราสบายกว่าเขาเยอะเลย อยากจะให้ทุกคนเห็นความสำคัญของคนโรฮิงญา คิดแล้วก็ตระหนักถึงความเท่าเทียมของคน แค่เรามีบัตรใบเดียว นั่นคือคุณเป็นคนประเทศนี้ แต่แค่เขาไม่มีโอกาสได้บัตรอย่างที่เรามี ต้องทนทุกข์อยู่ในสภาพอย่างนั้น”

“ตัวผมไม่ได้คาดหวังว่าจะช่วยอะไรได้มากน้อยแค่ไหน ทำเท่าที่ทำได้ สักนิดนึงก็ยังดี ผมหวังว่าคนที่เห็นโปรเจ็คท์นี้แล้ว วันนี้ยังไม่ได้ช่วย แต่วันพรุ่งนี้เขาเริ่มคิดแล้วว่ามีคนที่ทำอะไรอย่างนี้อยู่ เราน่าจะทำอะไรได้บ้างนะ”

สำหรับใครที่อยากชมผลงานและส่งผ่านกำลังใจในชาวโรฮิงญา นิทรรศการ ‘A Human – อมนุษย์’ จัดแสดงไปจนถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2562 ณ ละลานตา ไฟน์อาร์ต ซอยนราธิวาส 22 โดยรายได้ส่วนหนึ่งจะส่งต่อให้กับ Asian Resource Foundation เพื่่อสนับสนุนโครงการบรรเทาทุกข์แก่ผู้ลี้ภัยต่อไป ซึ่งศิลปินเจ้าของผลงานย้ำว่า ผมแค่อยากเป็นอีกหนึ่งเสียงที่บอกว่า โลกเรามันไม่เท่าเทียมกัน โลกเรายังมีคนแบบนี้อยู่ และคนเหล่านี้เขาต้องการความช่วยเหลือ

20190617154429056

 +++++

บนเส้นทางสายศิลปะ นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ ไพโรจน์ พิเชษฐ์เมธากุล หยิบเรื่องราวของคนที่ขาดโอกาสในสังคมมานำเสนอ ย้อนหลังไปชื่อของเขาเป็นที่รู้จักในฐานะศิลปินผู้วาดภาพคนไร้บ้านในมหานครนิวยอร์ค

“หลังจบปริญญาตรีจากคณะจิตรกรรมฯ มหาวิทยาลัยศิลปากร ผมก็ไปเรียนปริญญาโทที่ซานฟรานซิสโก ระหว่างที่เรียนปริญญาโท วันนึงเดินกลับบ้านเห็นคนไร้บ้านโดนทำร้ายอยู่แต่เราเลือกที่จะไม่ช่วยเขา ในหัวก็คิดตลอดว่าทำไมเราถึงไม่ช่วยเขา วันรุ่งขึ้นผมก็เอาเฟรมผ้าใบที่มหาวิทยาลัยไปเขียนรูปคนไร้บ้าน แล้วก็สอนเขาวาดรูปด้วย ให้ความรู้เขา เผื่อว่าวันนึงถ้าเขาวาดรูปเป็นก็อาจจะหารายได้ได้ แล้วเราก็ให้รูปนั้นเป็นของขวัญกับเขาไป”

แม้ในตอนแรกจะเริ่มต้นด้วยการชดชดเชยความรู้สึกผิดในใจ แต่หลังจากผ่านไปเดือนแล้วเดือนเล่า มุมมองความคิดของเขาก็เริ่มเปลี่ยนไป ไพโรจน์ตั้งใจจะนำเรื่องการให้ซึ่งเป็นพื้นฐานของสังคมไทยมาใช้ในการทำงานศิลปะของตัวเอง และนั่นทำให้ความใฝ่ฝันของเขาในฐานะศิลปินคนหนึ่งเปลี่ยนไปด้วย

“สมมติ 9 ปีที่แล้วไม่ได้ไปนิวยอร์ค วันนี้ผมคงอยากจะเป็นศิลปินที่่ประสบความสำเร็จ อยากเป็นเหมือนศิลปินดังๆ ที่มีงานแสดงไปทั่วโลก แต่ตอนนี้มุมมองมันเปลี่ยนไป แค่นั้นอาจจะยังไม่พอ เหมือนกับว่าเราทำเรื่องที่เป็นประเด็นทางสังคมได้ อยากให้ภาพเขียนของเราสามารถสร้างแรงบันดาลใจให้เด็กรุ่นใหม่ ลุกขึ้นมาช่วยกันวาดสังคม วาดเมืองที่เราอยากอยู่ วาดโลกที่เราอยากให้เป็น มันน่าจะสวยงามกว่า”

เพราะในมุมมองของเขา โลกใบนี้ก็คือบ้าน จะทำอย่างไรให้บ้านสมบูรณ์ที่สุด เป็นสิ่งที่่ทุกคนต้องช่วยกัน