นักเขียนวัยใส ในใจ & ตินติน

June 5, 2019
by กนกพร โชคจรัสกุล

เปิดทางสู่จินตนาการ ปั้นฝันนักเขียนเด็กไทย อนาคตของชาติที่อาจไปถึงดวงดาว

ในยุคที่คนอื่นๆ เอาแต่ก้มหน้าก้มตาอยู่กับหน้าจอสมาร์ทโฟน เด็กทั้งสองคนนี้จับปากกาขึ้นมาจดบันทึก และเริ่มต้นเส้นทางนักเขียนตั้งแต่วัยอนุบาล กระทั่งมีผลงานหนังสือเล่มเป็นของตัวเอง ที่สำคัญยังได้รับรางวัลระดับประเทศอีกด้วย

คนแรกคือ เด็กหญิงติณณา แดนเขตต์ หรือ ‘ตินติน’ ผู้เขียนหนังสือ ‘กราบ พระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9' ได้รับรางวัลหนังสือดีเด่น พ.ศ. 2560 ของกระทรวงศึกษาธิการ และอีกคนก็คือ เด็กหญิงในใจ เม็ทซกะ หรือ ‘ในใจ’ ผู้เขียนหนังสือ ‘ความในใจ’ ซึ่งได้รับรางวัลชมเชยจากการประกวดหนังสือดีเด่น พ.ศ. 2560 ประเภทบันเทิงคดี สำหรับเด็กอายุ 6 – 11 ปี ของกระทรวงศึกษาธิการ

และแม้ว่าหลายคนอาจจะเคยสัมผัสผลงานที่ไม่ธรรมดาของทั้งสองคนมาแล้ว แต่น้อยครั้งนักที่เราจะได้ยินเสียงจริงจากตัวจริงของนักเขียนเด็ก ที่บอกเล่าถึงความพยายามและความมุ่งมั่นที่ใหญ่กว่าขนาดตัวหลายเท่า

 

61904344_684014188694721_6303031005582196736_n_1

ตินติน จากรูปวาดสู่เรื่องเล่า

“หนูชื่อเด็กหญิงติณณา แดนเขตต์ ชื่อเล่นตินติน เรียนโรงเรียนสาธิต มศว.ประสานมิตร ฝ่ายประถม ชั้น ป.5/4 ค่ะ เริ่มเขียนหนังสือตอน 5 ขวบเศษ ส่งจดหมายมาถึงคุณตา (อ.มกุฏ อรฤดี) เพื่อขอสมุดบันทึก พอได้รับรีบวาดรูปเลย 2 รูป คุณแม่ถ่ายรูปส่งมาให้คุณตา คุณตาบอกว่าพามาเจอหน่อย แล้วจ้างให้วาดรูปประกอบหนังสือชื่อหอยทาก แม่อ่านต้นฉบับให้ฟัง ตินวาดรูปไป 100 รูป 5 เดือน แถมรูปวาด 1 รูป รูปทิวทัศน์” ตินติน แนะนำตัวบนเวทีสนทนา ‘นักเขียนเด็กไทย อนาคตของโลก’ ที่มี อ.มกุฏ อรฤดี บรรณาธิการสำนักพิมพ์ผีเสื้อและสำนักพิมพ์ผีเสื้อ เป็นผู้ป้อนคำถาม

เธอว่ารูปวาดของเธอทุกรูปจะมีจุดสองจุดแทนดวงตา “...เป็นตาของก้อนเมฆ เป็นตาของพระอาทิตย์ เป็นตาของหญ้า ทุกสิ่งมีตา เพราะหนูอยากให้ทุกสิ่งมันมีชีวิต คุณตาก็เอาสมุดมาให้แล้วบอกให้เขียนทุกสิ่งในโลกนี้ที่มีชีวิตที่อยากเขียนส่งกลับมาให้คุณตาอ่าน”

จากรูปวาดที่มีชีวิตชีวา สู่งานเขียนที่มีความหมาย เมื่ออ.มกุฏ แนะนำให้บันทึกเรื่องราวของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (รัชกาลที่ 9) ซึ่งขณะนั้นทรงพระประชวร

“ตินก็เขียน เขียนทุกวัน วันละบท” เธอเล่า ก่อนจะยกตัวอย่างให้ฟังหนึ่งบท “วันที่ 10 ฉันเห็นรูปในหลวงบ่อยๆ ทุกรูปแขวนที่สูงๆ ถ้ารูปในหลวงมีชีวิต ก็เหมือนในหลวงอยู่ทุกที่ของประเทศไทย ในหลวงเป็นเหมือนสมาชิกในครอบครัว เพราะพวกเราจะเอาเฉพาะรูปคนที่เรารักมาไว้ในบ้าน ถ้าบ้านที่ฉันไม่เห็นว่ามีรูปในหลวงอยู่หรือเปล่า ฉันคิดว่าเขาต้องมีรูปในหลวงอยู่ในใจแน่ๆ

อีกวันหนึ่งเขียนว่า เก้าอี้ของพระราชา สูญเสียพระราชามา 8 พระองค์แล้ว เราต้องเสียใจยิ่งนัก เพราะวันนี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ผู้เป็นที่รักของแผ่นดินไทย จากไปแล้ว ตอนนี้ฉันไม่เหลือความสุข”

9

สำหรับเทคนิคการเขียน ตินตินบอกว่าตามปกติจะพกสมุดทุกครั้ง เวลาที่คิดอะไรได้ก็จะจดไว้ แต่ถ้าวันไหนไม่มีสมุด เธอจะยืมโทรศัพท์แม่มาอัดเสียงแล้วค่อยมาเปิดฟังและจดทีหลังเมื่อสะดวก แต่ตอนนี้มีโทรศัพท์ที่อัดเสียงได้เป็นของตัวเองแล้ว ย้ำว่า “ไม่ใช่สมาร์ทโฟน”

เรื่องของการใช้คำ ตินตินใช้วิธีเขียนตามที่คิดไว้แล้วค่อยมาเปลี่ยนคำทีหลัง แล้วจึงอ่านทวน คำไหนผิดก็ตัดทิ้งแล้วเขียนคำที่คิดว่าดีกว่า “คำศัพท์ไม่สำคัญเท่าความหมาย มันลึกซึ้ง ถ้ามีคำสองคำที่มีความหมายเดียวกัน เราจะเลือกคำด้วยการฟังเสียงของมัน แล้วเลือกคำที่ไพเราะกว่า”

แน่นอนว่าด้วยวัยขนาดนี้ บางครั้งความรับผิดชอบในหมวกของนักเขียนก็สร้างความท้อแท้ได้เหมือนกัน ตินตินยอมรับว่า ความรู้สึกนี้เคยเกิดขึ้นตอนที่ต้องวาดต้นฉบับทุกวัน ซึ่งตัวเองเป็นคนที่ถ้าตั้งใจแล้วจะตั้งใจมาก พอเกิดอะไรที่มันติดขัดก็ไม่อยากจะทำอีก

“นานๆ ทีจะเป็นแบบนี้ หรือมีแค่ 1 เปอร์เซนต์เท่านั้น วันหนึ่งตินตินโทรศัพท์ไปหาคุณตาบอกว่า หนูจะเลิกเขียนแล้ว เพราะช่วงนั้นตินเขียนได้ดีมากๆ แล้วมีบทหนึ่งเขียนแล้วแย่กว่าเมื่อวาน จึงต้องเขียนใหม่ ซึ่งเป็นตอนที่ต้องส่งต้นฉบับทุกวันพอดี ที่ผ่านมาดีทุกบท เลยคิดไม่ออกว่าบทต่อไปนี้จะทำให้ดีกว่าเมื่อวานได้อย่างไร สุดท้ายคิดไม่ออกเลยไม่อยากเขียนแล้ว”

แต่ด้วยกำลังใจจากคนรอบข้างและความมุ่งมั่นของตัวเอง ในที่สุดเธอก็ผ่านความรู้สึกนั้นมาได้ และก้าวสู่เส้นทางนักเขียนอย่างเต็มตัว

 

62351744_448631139034938_6914383921874468864_n_1

ความในใจของ ‘ในใจ

อีกหนึ่งคนที่อยู่ในทำเนียบนักเขียนเด็กอนาคตไกลของเมืองไทยเหมือนกัน ก็คือ เด็กหญิงในใจ เม็ทซกะ อายุ 12 ปี จากโรงเรียนนานาชาติบริติชโคลัมเบีย

“หนูชอบเขียนตั้งแต่ยังเรียนอยู่ที่อเมริกา มาอยู่เมืองไทยยังเขียนภาษาไทยไม่ค่อยได้ เริ่มเขียนตอน 9 ขวบ คุณตาเห็นรูปแรกที่วาดเป็นรูปดอกไม้ แต่ในดอกไม้เล่าเรื่องมากมาย เลยให้การบ้านไปวาดรูปมา 14 รูป กลายเป็นการเล่าเรื่องผ่านรูป คุณตาเลยให้ในใจเขียนออกมาเป็นหนังสือชื่อ ความในใจ เป็นหนังสือ ก.ไก่ ถึง ฮ. นกฮูก”

ในใจเล่าถึงงานเขียนชิ้นแรกว่า พยายามหาวิธีให้ตัวละครทั้ง 44 ตัวมีความเชื่อมโยงกันแบบสนุกที่สุด จนออกมาเป็นเรื่องราวอย่างที่เห็น “เช่น บท ก. ไก่ ก็คิดว่า ไก่ไม่เคยหยุดนิ่ง ก็เลยคิดให้ไก่มันซน ชอบวิ่งไปมา แล้วให้ไก่ดำเนินไป เชื่อมโยงมาถึง ฮ. นกฮูก แล้วเชื่อมโยงกลับมาที่ ก.ไก่ เขียนเสร็จในเวลา 6 เดือน ที่ทำได้เพราะนึกถึงความสนุกของการเขียน แล้วคนอ่านก็จะสนุกไปด้วย”

หลังจากผ่านบททดสอบแรกมาได้ เธอเริ่มสนุกกับงานเขียนมากขึ้น ตอนนี้กำลังทำหนังสือเล่มที่ 3 และ 4 เป็นเรื่องของผีทั้งหลาย เขียนได้ประมาณ 6-7 ตอนแล้ว บางเรื่องเขียนแล้วรู้สึกยังไม่ดีใช้ไม่ได้ก็ตัดทิ้งไป

“มีผีมากมาย ส่วนใหญ่ตลก แล้วก็มีความคิดของหนูที่ใส่ลงไป พยายามเอาเรื่องตลกๆ ในชีวิตประจำวันมาเขียน อย่างผีเซลฟี่ หนูรู้สึกว่าเป็นความคิดที่แตกต่าง แต่ไม่รู้ว่าคนอื่นอ่านแล้วจะสนุกหรือเปล่า แล้วก็มีผีมักกะราบาเยิฟ เป็นผีที่มาจากโลกอื่น มาจากดาวอื่น หลงทางมาที่โลกมนุษย์ มาเจอกับสัตว์ป่า แล้วเขาก็ช่วยกันพาผีมักกะราบาเยิฟกลับไปที่บ้านของเขา”

สำหรับวิธีการทำงานเขียนนั้น ในใจเล่าว่าทุกครั้งที่ได้แรงบันดาลใจจะรีบเขียนเลยทันที หรือบางครั้งก็ใช้วิธีจดบันทึก

“ปกติเวลาหนูจะเขียนเรื่องจะคิดเป็นรูปก่อน แล้วค่อยเขียนบรรยายรูปที่เห็นในหัว เหมือนเราดูหนังแล้วก็เขียนลงไปให้คนอื่นฟังว่าเราไปดูหนังอะไรบ้าง ก็จะออกมาเป็นเรื่องที่หนูเขียน สีสันต่างๆ หนูก็คิดไว้ในหัวแล้ว”

แม้จะมีปัญหาเรื่องคำศัพท์บ้าง แต่ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่เพราะสามารถหาได้จากในหนังสือหรือพจนานุกรม เรื่องที่ทำให้ท้อใจจะมาจากการที่ไม่รู้จะเขียนอะไรมากกว่า

“ช่วงหนึ่งไม่รู้ว่าเขียนอะไรดี คิดไม่ออก แล้วเขียนช้ามาก ตอนที่รู้สึกท้อก็จะเปลี่ยนไปอ่านหนังสือ วาดรูป หรือทำอะไรอื่นๆ ที่ไม่ใช่การเขียน เพื่อให้ตัวเองมีความคิดอยากจะกลับมาเขียนอีก” ในใจ เผยเคล็ดลับฉบับนักเขียนน้อย

 

13_1

ฝันของนักเขียนน้อย

แม้อนาคตบนเส้นทางนักเขียนจะสว่างไสว เพราะการเริ่มต้นได้เร็ว ย่อมได้เปรียบและมีประสบการณ์มากกว่าคนอื่น แต่ชีวิตการเป็นนักเขียนคือสิ่งที่ทั้งสองใฝ่ฝันหรือไม่ หรือยังมีอะไรอยู่ในใจ...

 “ตินอยากเป็นนักเขียนแล้วก็เป็นนักกีฬาปิงปองด้วย พอเล่นกีฬาเสร็จเหนื่อยๆ ก็พักตีปิงปองแล้วก็มาเขียนบันทึกได้ ถ้า 4-5 ปีที่แล้วตินไม่ได้เจอสมุดบันทึก ตินก็คงจะตีปิงปองอย่างเดียว แล้วก็วาดรูป ตินว่ายังไง ตินก็วาดรูป วาดรูปไม่ทิ้ง ยังวาดอยู่ค่ะ ทุกวันนี้ก็วาด”

ตินติน บอกว่าการเขียนบันทึกกับวาดรูปเป็นสองสิ่งที่รัก แต่เวลาทำมักจะแยกกัน เพราะบางทีสิ่งที่วาดก็ใช้กับบันทึกไม่ได้ “ส่วนใหญ่วาดรูป ถ้าตินบรรยายมากเกินไป ตินจะวาดแล้วมันไม่เหมือนที่บรรยายไว้ ก็จะเพิ่มเติมอย่างอื่นลงไปแทน”

แต่ถ้าถามว่าคิดจะเลิกเขียนหนังสือไหม เธอตอบชัดๆ ว่า “ไม่เลิกหรอกค่ะ” เพราะนั่นคือความใฝ่ฝันในอนาคตเช่นเดียวกับกีฬา

“ตินอยากเป็นนักเขียนเพราะทำอาชีพได้สองอาชีพพร้อมกัน คือเป็นนักกีฬาได้ด้วย พอเล่นกีฬาเสร็จเหนื่อยๆ ก็พักตีปิงปองแล้วก็มาเขียนบันทึกได้ ก็ได้ทั้งสองอย่าง”

ส่วนสาวน้อยนักเขียนอีกคน ในใจยืนยันหนักแน่นว่า อนาคตก็จะเป็นนักเขียนของสำนักพิมพ์ผีเสื้อ “ถึงจะไม่ได้เป็นนักเขียนตอนโตขึ้น แต่ก็ยังอยากเขียนอยู่ เพราะว่าชอบการเขียนเรื่องแฟนตาซี คิดจะเขียนเป็นภาษาอังกฤษด้วยค่ะ”

ไม่ไกลเกินฝันแน่นอน เพราะล่าสุด ‘ในใจ’ ได้รับเลือกให้เป็นผู้แปลหนังสือเล่มใหม่ของ โรอัลด์ ดาห์ล ซึ่งจะทำให้เธอกลายเป็นนักแปลเรื่องของโรอัลดาห์ที่ ‘อายุน้อยที่สุดในโลก’

เธอว่าการแปลยากกว่าการเขียน เพราะการเขียนเขียนอะไรก็ได้ที่อยากเขียน แต่การแปลต้องแปลให้ได้ความหมายเดียวกัน เป็นสำนวนเดียวกันที่ถูกต้อง บางครั้งใช้สำนวนภาษาอังกฤษไม่ถูกต้อง ต้องใช้คำที่ถูกต้องในภาษาไทย

“ตอนนี้แปลจบแล้วค่ะ ตอนที่แปลก็สนุกค่ะ หนูชอบหนังสือของ โรอัลด์ ดาห์ล อยู่แล้ว เคยอ่านหนังสือของเขาหลายเล่ม ในเรื่องนี้ที่ชอบคือ จะมีคนเล็กๆ แล้วก็มีโลกอีกโลกหนึ่งที่อยู่ในป่า ได้เป็นเด็กคนแรกของโลกที่แปลเรื่องของ โรอัลด์ ดาห์ล ก็รู้สึกกลัวว่าจะแปลผิด เพราะว่า โรอัลด์ ดาห์ล เป็นนักเขียนที่ดังมาก” ในใจ เล่าถึงความตื่นเต้นและภาคภูมิใจที่ได้รับมอบหมายให้ทำภารกิจนี้

ทว่า บนเส้นทางอันสว่างไสวของนักเขียน แรงหนุนสำคัญอย่าง อ.มกุฏ อรฤดี แห่งสำนักพิมพ์ผีเสื้อ แสดงทัศนะว่า นี่คือผลผลิตของ ‘วิธีสมุดบันทึก’

“ในตัวของเด็กเล็กๆ มีสิ่งพิเศษอยู่แต่ละคน แต่ระบบวิธีที่เราเคยสอนเด็กด้วยการครอบทำให้เด็กทุกคนโตขึ้นมาเหมือนกัน เราไม่ได้ปล่อยให้เด็กเป็นอิสระที่จะปล่อยอะไรออกมาด้วยวิธีเขียนบันทึก”

วิธีสมุดบันทึกก็ง่ายๆ แค่ให้สมุดดินสอแก่เขาไปเขียนเองอย่างอิสระ หากเขามาขอความเห็นก็อธิบายแล้วจงออกไป สมุดบันทึกที่เด็กเขียนแล้วอย่าไปแอบอ่าน เพราะเมื่อผู้ใหญ่แอบอ่านแล้วมักจะขีดเส้นๆ หนึ่งทันที

“เส้นที่เรื่องบางเรื่องจะไม่เขียนเพราะกลัวพ่อแม่อ่านแล้วจะตำหนิจะเสียใจจะอะไร ขอให้เป็นสิทธิของเขาอย่าไปยุ่งด้วย อย่าไปขออ่าน อย่าไปขโมยอ่าน ถ้าเขามาเล่าให้ฟังอย่าล้อเลียน จะทำให้ทุกอย่างสูญเสียไปหมด ขอให้การเขียนบันทึกเป็นเรื่องอิสระจริงๆ สำหรับเด็ก” อ.มกุฏ กล่าว

เพียงเท่านี้นักเขียนเด็กก็จะเกิดขึ้นในบ้าน ในโรงเรียน และอีกไม่นานประเทศไทยก็จะมีเด็กมากมายที่ไม่ใช่แค่อ่านออก...เขียนได้