ความฝันหลังอิสรภาพ

May 15, 2019
by ปริญญา ชาวสมุน

อิสรภาพอาจเคยเป็นแค่ฝันกลางวันหลังกำแพงสูง แต่ในวันที่พวกเขาพ้นพันธนาการหลากหลายไฟฝันที่เคยดับกำลังกลับมาลุกโชน

ความผิดพลาดในวันวานทำให้พวกเขาต้องหมดสิ้นอิสรภาพ ทุกคนรู้ดีว่าโลกอีกใบในเรือนจำไม่น่าเข้าไปสัมผัสนัก แต่จะด้วยตั้งใจหรือใครทำให้มันเกิดขึ้น โซ่ตรวน กรงขัง และกำแพงสูง ก็จองจำพวกเขาในฐานะ ‘ผู้ต้องขัง’

 

  • เงาดำหลังกำแพง

ถึงแสงสว่างจะมาจากดวงอาทิตย์ดวงเดียวกัน ทว่าแสงที่ลอดผ่านเข้ามายังแดนกักกันคล้ายจะริบหรี่ ไม่เจิดจ้าอย่างที่ควรเป็น

“เพราะมันพังหมดแล้วทุกอย่าง” สาธิต หลิ่มจ่าง วัย 48 ปี อดีตผู้ต้องขังชายเล่าถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตของเขาหลังจากถูกจับกุมในคดียาเสพติด

ก่อนหน้านั้นเขาเคยลงเล่นการเมืองท้องถิ่น แต่ด้วยความอ่อนประสบการณ์ทำให้ประเมินงบประมาณผิดพลาด อีกทั้งเงินที่ลงไปกับการหาเสียงครั้งนั้นไม่ได้ผล เขาพลาดตำแหน่งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด (สจ.) และไม่ใช่แค่นั้น เกมการเมืองทำให้เขาถูกลักรถซึ่งเป็นเครื่องมือทำมาหากิน ทั้งหนี้สินและเคราะห์กรรมทำให้เขาตัดสินใจประกาศกับพวกพ้องว่า “รับทำทุกอย่างที่ได้เงิน”

เส้นทางชีวิตของสาธิตหันเหสู่การเป็นคนส่งยาเสพติดอย่างจำใจ ประจวบกับช่วงเดียวกันเขาได้รับเลือกเป็นผู้ใหญ่บ้าน ทว่าไม่ทันที่อำนาจและเงินทองจะทำให้สุขสบาย เขาโดนจับกุมในข้อหา ‘มีสารเสพติดในครอบครองเพื่อจำหน่าย’ เสียก่อน

ทันทีที่ศาลตัดสินโทษจำคุก 33 ปี 4 เดือน เขาบอกว่าทุกอย่างที่เคยวาดฝันไว้ เส้นทางที่กำลังจะเดิน พังทลายไม่เหลือดี...

ประทวน (สงวนนามสกุล) เป็นอีกคนที่ต้องโทษคดีเกี่ยวกับยาเสพติด ด้วยโทษร้ายแรงกว่าถึงขั้นถูกตัดสินประหารชีวิต จากแค่คนที่ชอบเล่นไก่ชน กลับติดร่างแหทั้งที่ประทวนยืนยันว่าไม่เกี่ยวข้อง แต่ถึงอย่างนั้นในชั้นศาลเขาก็แพ้คดี เขาเรียกสิ่งที่เกิดขึ้นว่า “รับกรรม” นานถึง 16 ปี หลังจากขอยื่นอุทธรณ์หลายหน

“ความรู้สึกตอนนั้นมันบอกไม่ถูก มันคิดอะไรไม่ออก หลายปีที่ผมไม่รู้จะทำอะไร มันเครียด แต่พอถึงจุดหนึ่งเราก็คิดเสียว่ามาใช้เวรใช้กรรมแล้วกัน อาจเป็นเวรกรรมเมื่อชาติที่แล้ว ซึ่งก่อนที่จะโดนจับนั้นผมมีลูกมีเมีย พอโดนจับได้ 3 ปี เขาก็มีครอบครัวใหม่ ชีวิตครอบครัวของผมหมดเลยครับ อีกสิ่งที่เป็นตราบาปของผมคือเสียแม่ไปก่อนที่ผมจะได้ปล่อยตัว 3-4 ปี เราไม่มีโอกาสได้ดูแลท่านในตอนที่ท่านต้องการการดูแลจากเรา แม้กระทั่งจะเผาเราก็ไม่มีโอกาส”

ส่วนสาธิตเล่าอย่างตรงไปตรงมาว่าชีวิตเขาพังไม่แพ้กัน แต่ยังมีสิ่งที่ได้จาก ‘คุก’ ซึ่งเขานับว่า ‘คุ้ม’

“ก่อนผมติดคุกผมเหิมเกริมมากเลย ผมโตมากับวงการนักเลง พอติดคุกปุ๊บทุกอย่างมันดับหมด ทีแรกก็เครียดว่ามันดับ สิ่งที่วางไว้ ครอบครัว อะไรหลายอย่างมันเหมือนตกเหว แต่หลังจากนั้นประมาณ 5 ปี ความคิดพวกนั้นมันหายไป เหลือแต่ข้อคิดที่เกิดขึ้นในหัว เช่น เรื่องที่คนเชื่อว่าความดีทำยากกว่าความชั่ว จริงๆ แล้ว ความดีไม่ต้องคิดซับซ้อน แต่ถ้าความชั่วต้องคิดซับซ้อน ยกตัวอย่างผมจะส่งยา ต้องคิดแล้วว่าต้องขนอย่างไร วางแผน เหนื่อยสมอง ถ้าทำความดี เช่น เดินเจอขยะชิ้นหนึ่ง ก็หยิบขึ้นมาแล้วไปทิ้งถังขยะ ถามว่าต้องคิดอะไรมากไหม”

เมื่อทัศนคติเปลี่ยน การติดคุกจึงไม่ใช่ความอับจนหนทาง หนังสือต่างๆ ในเรือนจำโดยเฉพาะประเภทธรรมะ, คติสอนใจ ล้วนผ่านสายตาของสาธิตและประทวนมาแล้วทั้งนั้น ยิ่งอ่านยิ่งตกผลึกกลายเป็นการปฏิบัติที่ได้ผลจริง การวางตัวที่ดีทำให้พวกเขาเปลี่ยนคุกที่หลายคนคิดว่ามีแต่ ‘ทุกข์’ ให้เป็นสุขด้วยความเข้าใจ

สาธิตบอกว่า “ติดคุกมันทุกข์แน่นอนแต่พออยู่กับความทุกข์นานๆ ได้ศึกษามัน จะมองความทุกข์เป็นบทเรียนบทหนึ่ง พอเราเข้าใจว่าทุกข์คืออะไร อาจเป็นความคิดถึง การรับรู้เรื่องราวแล้วไม่สามารถทำอะไรได้ การถูกบังคับให้ทำนู่นทำนี่ เราก็ต้องปรับมุมมองใหม่ให้เห็นมุมที่ดี”

การถูกจำกัดอิสระย่อมเป็นความทุกข์ทรมาน ประทวนบอกว่าแม้แต่จะกิน จะนอน จะนั่ง จะเข้าห้องน้ำ จะไปไหนที่ต้องอยู่ในกฎระเบียบและในเขตที่ถูกกำหนดไว้ทุกอย่าง ในเมืองสมมติที่ไร้อิสรภาพแบบนั้นบีบให้เขาต้องอยู่ให้ได้

 

  • ความฝันไร้พันธนาการ

นับตั้งแต่ 25 มีนาคม 2548 ที่สาธิตถูกจับกุมจนถึง 20 ธันวาคม 2561 ที่เขาได้รับอิสรภาพ สิ่งที่ทำให้จาก 33 ปีกว่าลดเหลือเพียง 13 ปีกว่า คือพฤติกรรมดีเสมอต้นเสมอปลาย เมื่อได้เป็นผู้ต้องขังชั้นเยี่ยมอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง จึงได้รับโอกาสฝึกอบรมต่างๆ ซึ่งเปรียบได้กับการเพิ่มคะแนนจิตพิสัยให้มีโอกาสลดโทษลงเรื่อยๆ

เขาเล่าว่าการรักษาตัวไม่ให้ผิดวินัยในเรือนจำไม่ใช่เรื่องง่าย แค่พลาดนิดเดียวก็ผิดวินัยได้แล้ว เมื่อการไต่เต้าจากชั้นปกติ-ชั้นกลาง-ชั้นดี-ชั้นดีมาก-ชั้นเยี่ยม มีผลต่อการพ้นโทษและการได้รับอภัยโทษ เขาจึงตั้งใจจนพ้นโทษในเวลาเร็วเกินคาด แต่เป็นธรรมดาของผู้ต้องขังหลายคนที่ต้องเตรียมรับมือกับคำสบประมาทจากคนอื่นในทำนองว่า “คนคุกออกมาจะทำอะไรได้” แม้บางคนจะพ่ายแพ้ต่อคำครหา ทว่าทั้งสาธิตและประทวนเอาชนะได้ด้วยสิ่งที่ได้บ่มเพาะขณะรับโทษ

“ผมโชคดีที่ผมหยุดทำเรื่องไม่ดี พอหยุดแล้วมีสิ่งดีๆ เข้ามา โครงการเรื่องเล่าจากแดนประหารเข้ามา โครงการ Art for All เข้ามา ก็กลายเป็นว่าเพิ่มเส้นทางที่ผมเคยรู้ว่ามันมีแต่ผมไม่เคยสัมผัส พอได้เรียนรู้ก็กลายเป็นเส้นทางที่ผมมีความสุขโดยไม่ต้องปรุงแต่ง”

ปัจจุบันสาธิตประกอบอาชีพลูกจ้างโรงบำบัดน้ำเสียของเทศบาลเมืองแห่งหนึ่ง แม้นี่จะห่างไกลจากความฝันครั้งก่อนต้องโทษและยังไม่ใช่ฝันที่เขาวาดไว้หลังได้รับอิสรภาพ แต่ก็พอเลี้ยงปากเลี้ยงท้องได้ ส่วนความฝันที่เป็นผลิตผลจากในเรือนจำอย่างการปั้นพระที่เขาเคยร่วมอบรมในโครงการปั้นดินให้เป็นบุญ กำลังจะผลิดอกออกผลเป็นอาชีพจริงๆ ในไม่ช้านี้

“การปั้นพระนี่เกินความคาดหมายของผม ผมไม่เคยเรียนศิลปะ การปั้นพระเป็นเรื่องใหญ่มาก ยิ่งสำหรับคนที่อยู่ในคุกด้วย เราเคยมององค์พระพุทธรูปตามวัดจะเห็นความผ่อง ความอิ่มเอิบ ซึ่งทีแรกผมคิดว่าคนคุกอย่างเราจะปั้นได้หรือวะ ปั้นออกมาจะเหมือนโจรหรือเปล่าวะ ก็คิดไป”

เอาเข้าจริงพอได้รับโอกาสแล้วคว้ามาทำอย่างตั้งใจ ผลลัพธ์กลายเป็นเกินคาดทั้งสำหรับเขาและสำหรับอาจารย์ผู้สอน พระพุทธรูปในมือผู้ต้องขังที่ใครๆ ก็ปรามาสว่าเป็นมือเปื้อนบาปกลับสร้างพระพุทธรูปอันงดงาม

“ตอนอยู่ในเรือนจำผมฝันอย่างเดียวคืออยากทำงานศิลปะ พอได้มาเรียนในโครงการต่างๆ ยิ่งมีความสุขมากกับงานศิลปะ คือตอนนี้ผมทำงานเพื่อหล่อเลี้ยงร่างกาย มีเงินซื้อข้าวให้พ่อแม่กิน แต่ผมทำงานศิลปะเพื่อหล่อเลี้ยงจิตวิญญาณผม”

หลังจากเสร็จสิ้นการงาน เขาจะขี่จักรยานกลับบ้าน หลังจากว่างเว้นธุระปะปัง สาธิตมักจะสร้างสรรค์ผลงานศิลปะในแบบที่เขาชอบและถนัดคือใช้สิ่งที่มีเป็นวัตถุดิบ ไม่ต้องซื้อสีราคาแพง แค่สีจากดินก็ศิลป์ได้ ในเดือนกันยายนนี้เขาได้รับออเดอร์หล่อพระจาก อรสม สุทธิสาคร ผู้เป็นอาจารย์สอนทั้งวิชาเขียนและวิชาชีวิตครั้งที่อบรมโครงการเรื่องเล่าจากแดนประหารและปั้นดินให้เป็นบุญ บางส่วนของพื้นที่บ้านจะถูกปรับสภาพเป็นโรงหล่อพระ

“พระที่จะนำมาหล่อนี้จะมาจากโครงการปั้นดินให้เป็นบุญ ที่ให้นักโทษปั้นพระพุทธรูป แล้วผมก็นำมาหล่อ เสร็จแล้วนำไปมอบให้โรงพยาบาลต่างๆ ซึ่งตอนที่อาจารย์อรสมบอกว่าจะมีงานหล่อพระให้ผมทำ ผมก็ตอบตกลงทันที ผมมีความสุขมาก ได้ทั้งอยู่บ้าน อยู่กับพ่อแม่ และได้หล่อพระ

ซึ่งอาจารย์อรสมก็ให้ผมยืมเงินกองทุนมาสร้างโรงหล่อพระหน้าบ้านเลย อาจารย์ก็ถามผมแหละว่าเอาที่ผมสะดวก ตอนนี้ความสะดวกของผมคือทำอย่างไรก็ได้ให้ผมได้อยู่กับพ่อกับแม่ เพราะหนึ่ง เขาแก่แล้ว สอง เขารอผมมาเกือบ 14 ปี ซึ่งตอนเราติดคุกเราไม่มีใครหรอกครับ มีแต่พ่อแม่นี่แหละ”

ถึงชีวิตของประทวนจะเฉียดห้องประหาร แต่เขาก็รอดพ้นมาได้แบบเดียวกับสาธิต คือ ประพฤติดีจนได้พระราชทานอภัยโทษ จากศาลชั้นต้นตัดสินประหารชีวิตลดหลั่นมาเป็นจำคุกตลอดชีวิต มาจนถึงพระราชทานอภัยโทษ 6-7 ครั้ง จนตอนนี้ได้ออกมามีอิสระร่วม 3 ปีแล้ว

ตอนเริ่มอยู่ในเรือนจำ เขามีวุฒิการศึกษาแค่ประถมศึกษาปีที่ 6 แต่ความคิดว่าไม่อยากหายใจทิ้งไปวันๆ ทำให้เขาเรียนหนังสือในเรือนจำจนปัจจุบันได้รับวุฒิปริญญาตรีถึง 2 ใบ และกำลังต่อปริญญาโทแต่พ้นโทษออกมาก่อน ซึ่งความรู้ที่เรียนมาด้านนิติศาสตร์กลายเป็นความตั้งใจครั้งใหม่ที่จะออกไปช่วยเหลือคน

“เหตุผลหนึ่งคือผมเคยเป็นคนไม่รู้กฎหมายเลยต้องถูกจับ พอเรารู้กฎหมายเราจะได้นำความรู้กฎหมายนี้ไปแนะนำคนที่ไม่รู้ ตอนนี้ผมยังสอบใบอนุญาตว่าความไม่ได้ แต่ได้ช่วยเหลือแนะนำพื้นฐานให้หลายคนแล้ว เพื่อผ่อนหนักเป็นเบา หรือจากเบาก็เป็นหาย

ผมตั้งใจว่าพอสอบใบอนุญาตฯได้ จะรับช่วยเหลือด้านกฎหมายกับชาวบ้านโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย ก่อนหน้านี้ก็ได้ช่วยคดีการโกงที่ดินของหมู่บ้าน จนตอนนี้ชาวบ้านได้ที่ดินกลับคืนมา”

ระหว่างเส้นทางนักกฎหมายจะถึงปลายทาง เขาประกอบสัมมาชีพด้วยการค้าขายผลไม้ เป็นรายได้ที่พอเลี้ยงชีพ มีกินมีใช้ ไม่ขัดสน บ่อยครั้งที่เขาไปเป็นวิทยากรให้ความรู้แก่นักเรียนนักศึกษาหรือผู้ต้องขัง เพื่อปูพื้นฐานความคิดให้ดำเนินชีวิตกันอย่างมีความสุขและไม่พลาดผิด

“ตอนนี้ชีวิตของผมก็ดีขึ้นเรื่อยๆ ครับ” ประทวนกล่าว

  ถัดจากงานศิลปะและโรงหล่อพระ ฝันต่อไปที่สาธิตบอกว่ายังอยากทำคือไปอยู่อย่างเรียบง่ายตามวิถีทางของตัวเอง โดยไม่ต้องถือเงินสักบาทเดียว เพราะเขามองว่าที่ผ่านมาคนให้ความสำคัญกับ ‘เงิน’ มากเกินไป จนลืมคุณค่าของคนและอะไรหลายอย่างลดน้อยลง เขาได้เห็นว่าเพื่อนรักก็ทะเลาะกันเพราะเงิน บางคนมีก็เพราะเงิน แต่บางคนก็หมดเพราะเงิน เหมือนที่เขาเคยเป็น

เปิดอ่าน 274