เขาสูงน้ำใส เที่ยวเมืองโบราณแห่งชนเผ่าเหมียวในเมืองจีน

April 9, 2019
by อาศิรา พนาราม

ท่องเที่ยวไปบนเส้นทางสายวัฒนธรรมแห่งชนเผ่าเหมียว ระยะทางกว่า 2,000 กิโลเมตรในมณฑลกุ้ยโจว ท่ามกลางเทือกเขาสูง สายน้ำที่ไหลผ่านนั้นสร้างความรุ่มรวยแห่งวิถีชีวิตที่น่ามาสัมผัสสักครั้ง

IMAGE: อาศิรา พนาราม

หากเป็นเมื่อสัก 5 – 10 ปีก่อนหน้านี้ การจะขับรถเที่ยวในประเทศจีนระยะทางรวม 2,000 กิโลเมตรนั้น อาจต้องใช้เวลาเกือบ 2 สัปดาห์ เพราะถนนหนทางยากลำบาก “อาเป่า” ไกด์บอกเราหลายครั้งระหว่างนั่งอยู่บนรถในคาราวานท่องเที่ยวระหว่างเมือง

เมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์แตะมีนาคม เราได้ร่วมคาราวานสานสัมพันธ์วัฒนธรรมและการท่องเที่ยวไทย - จีน ซึ่งจัดโดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยและได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานรัฐของทางจีน ในเส้นทางท่องเที่ยวใหม่ของมณฑลกุ้ยโจว ซึ่งอยู่ติดกับมณฑลยูนนาน

คนไทยไปเที่ยวเมืองจีนบ่อยอยู่แล้ว โดยเฉพาะมณฑลยูนนาน และคนจีนเองในแต่ละมณฑลก็ไปเที่ยวเมืองไทยไม่น้อยเหมือนกัน อย่างคนยูนนานก็ไปเที่ยวเมืองไทยราว 600,000 คนต่อปี ส่วนคนกุ้ยโจวยังอยู่ที่ราว 50,000 คนต่อปี แต่ก็มีศักยภาพในการเติบโตผ่านการสานสัมพันธ์ระหว่างประเทศและมณฑล

การไปกุ้ยโจวต้องนั่งเครื่องบินไปลงที่เมืองคุนหมิง เมืองเอกของมณฑลยูนนานก่อน แล้วจึงนั่งรถข้ามมณฑลไป กุ้ยโจวอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน เป็นมณฑลที่มีชนกลุ่มน้อยรวมมากถึง 17 ชาติพันธุ์ โดยมีชนกลุ่มน้อยมากเป็นอันดับ 2 รองจากมณฑลยูนนาน

ภูมิประเทศของแถบนี้อยู่บนภูเขาสูงเฉลี่ย 1,000 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล จึงมีอากาศเย็นสบายตลอดปี เฉลี่ย 15 องศาเซลเซียส ช่วงหน้าร้อนก็ไม่ร้อนเกินไป หน้าหนาวก็ไม่หนาวจนโหดร้าย ช่วงที่เราไปถือเป็นรอยต่อระหว่างฤดูหนาวกำลังเปลี่ยนสู่ฤดูใบไม้ผลิ อุณหภูมิอยู่ราว 3 – 9 องศา หนาวสดชื่นดีมาก

จุดหมายปลายทางในมณฑลกุ้ยโจวของพวกเราอยู่ที่หมู่บ้านของชาวเผ่าเหมียว หรือที่เรียกในไทยว่าเผ่าม้ง เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีจำนวนมากที่สุดในประเทศจีน ชาวเผ่าเหมียวมีวิธีชีวิตอันเป็นเอกลักษณ์ จึงเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม ซึ่งกำลังเป็นที่นิยมในหมู่นักท่องเที่ยวมองหาอะไรที่แตกต่างจากการชอปปิ้งและเที่ยวเมืองใหญ่

น้ำตกหวงกว่อซู่ ความงาม AAAAA

ตั้งต้นที่เมืองคุนหมิง คาราวานนำเราไปยังเมืองกุ้ยหยาง เมืองเอกของมณฑลกุ้ยโจว ด้วยระยะทางรวมราว 400 กิโลเมตร จึงวางจุดท่องเที่ยวกลางทางเพื่อชมน้ำตกหวงกว่อซู่ (Huangguoshu) ที่เมืองอันซุ่น

ก่อนจะถึงเมืองอันซุ่นนั้น เราเพลิดเพลินกับทิวทัศน์ระหว่างทาง ไม่ได้สวยจับใจ แต่ทึ่งจีนในการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน ถนนไฮเวย์กว้างใหญ่ มาตรฐานสูง มีจุดแวะพักระหว่างทาง ห้องน้ำสะอาด พร้อมร้านค้าร้านอาหาร ลานจอดรถกว้างขวาง ติดตั้งเสาไฟที่มีกังหันลมผลิตไฟฟ้า ส่วนบนภูเขาสูงหลายจุดนั้น ก็เห็น Wind Farm ผลิตพลังงานไฟฟ้าจากแรงลม เป็นการเอาจริงเรื่องพลังงานทางเลือกอันน่าชื่นชม

ที่รอยต่อระหว่างมณฑล เราได้ผ่านสะพานเป๋ยผ่านเจียง (Beipanjiang) ซึ่งสูงที่สุดในโลก ที่ความสูง 565 เมตร สูงประมาณคอนโด 200 ชั้น เป็นสะพานข้ามแม่น้ำเป๋ยผ่าน เชื่อมยูนนานและกุ้ยโจว ใช้งบลงทุน 1 พันล้านหยวน โดยแบ่งกันออกคนละครึ่ง ถ้าไม่มีสะพานนี้ก็ต้องขับอ้อมแม่น้ำ และจะใช้เดินทางนานขึ้นอีกหลายชั่วโมง การทำถนนในพื้นที่ภูเขาสูงของมณฑลนี้ไม่ใช่ง่าย ต้องเจาะอุโมงค์หลายจุดตลอดทาง ระยะทางสั้นบ้างยาวบ้าง บางอุโมงค์ยาวถึง 3 กิโลเมตร ออกมาจากอุโมงค์ทีเหมือนข้ามมาอีกโลก เพราะอากาศก็เปลี่ยนจากแดดจ้าเป็นหมอกจัดได้

20190224_162003

มาถึงน้ำตกหวงกว่อซู่ อุทยานแห่งชาติขนาดใหญ่ แหล่งท่องเที่ยวระดับ AAAAA คือระดับพรีเมียม ซึ่งเปิดเป็นแหล่งท่องเที่ยวในปี 1982 ช่วงไฮซีซั่นของที่นี่คือเดือน พฤษภาคม – กรกฎาคม เป็นช่วงหน้าน้ำเต็มเปี่ยมกับความสะพรั่งของพืชพันธุ์

เมื่อมาถึงประตูทางเข้าแล้วรถทุกชนิดต้องจอดไว้ที่นี่ แล้วนั่งรถบัสของอุทยานเข้าไปเท่านั้น รถของอุทยานใช้พลังงานไฟฟ้า ไม่ให้รบกวนธรรมชาติ นั่งรถเข้าไปถึง 20 นาที ระหว่างมีหมู่บ้านของชนเผ่าหยีซึ่งทำเกษตร และส่วนหนึ่งก็ทำโฮมสเตย์รองรับนักท่องเที่ยว

20190224_161405

น้ำตกหวงกว่อซู่เป็นน้ำตกที่ใหญ่ที่สุดของจีน ด้วยความสูง 74 เมตร กว้าง 81 เมตร สามารถชมความงามได้ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง มีเส้นทางเดินไปชมถึงถ้ำสุ่ยเหลียน ซึ่งอยู่หลังม่านน้ำตก ที่นี่เป็นสถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์เรื่องไซอิ๋ว ความสวยของน้ำตกไม่ได้อยู่ที่ความใหญ่เท่านั้น แต่อยู่ที่ฟองน้ำขาวใสที่ตกลงมารวมกันเป็นสีฟ้าอมเขียวรินไหลลงไปเป็นชั้นตื้นๆ แต่แผ่กว้างใหญ่ ความเป็นแหล่งท่องเที่ยวระดับ AAAAA ไม่เพียงอยู่ที่ความงามของน้ำตกเอง แต่หมายถึงบริเวณโดยรอบ ที่มีสวนหินที่จัดไว้อย่างสวยงาม ระบบการจัดการท่องเที่ยวที่ดี แม้จะมีนักท่องเที่ยวมากมาย

เซี่ยซือ ไข่มุกแห่งแม่น้ำชิงสุ่ย

วันต่อมาออกจากเมืองกุ้ยหยาง เดินทางไปยังเมืองโบราณเซี่ยซือ (Xiasi) ซึ่งมีอายุกว่า 600 ปี เป็นเมืองของชาวเผ่าเหมียวซึ่งอยู่อาศัยมาตั้งแต่สมัยราชวงศ์หมิง เมืองแห่งนี้อยู่ริมแม่น้ำชิงสุ่ย (แปลว่าน้ำใส) ได้รับการขนานนามว่าเป็น “ไข่มุกแห่งแม่น้ำชิงสุ่ย”

20190225_130349

ก่อนจะมาถึงที่นี่ เวลาได้ยินคำว่า “หมู่บ้านชนกลุ่มน้อย” เรานึกภาพบ้านไม้หลังเล็กแบบที่เคยเห็นในแถบภาคเหนือของไทย พอมาถึงและเดินข้ามสะพานหินขนาดใหญ่ถึงประตูทางเข้าเมือง ก็ต้องลบภาพจำของหมู่บ้านชนกลุ่มน้อยไปโดยสิ้นเชิง เพราะเมืองเซี่ยซือนั้นงดงามด้วยสถาปัตยกรรมโบราณอันสร้างด้วยไม้ ตั้งแต่ประตูเมืองขนาดใหญ่ ไปจนถึงบ้านเรือนซึ่งเป็นอาคารเรือนแถวไม้แข็งแรงสูงราว 3 – 4 ชั้น ประตูหน้าต่างแกะและต่อลายไม้สวยงาม ขนาบถนนหินที่แกะสลักภาพชีวิต

20190225_142734

ทั้งหมดนี้ไม่ใช่เมืองจำลองที่เพิ่งสร้าง แต่ชาวเผ่าเหมียวเขาอยู่อย่างนี้มาหลายร้อยปีแล้ว และยังอาศัยอยู่จริง ด้วยความเป็นแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ จึงยังไม่มีนักท่องเที่ยวมาก เมืองยังมีความเดิมๆ เพิ่มเติมคือถนนสายหลักที่ตรงจากประตูเมือง ได้ปรับตัวเป็นร้านค้า มีป้ายบอกทาง ห้องน้ำสาธารณะสะอาดเอี่ยม มีการวางระบบเพื่ออำนวยความสะดวกการท่องเที่ยว แต่ไม่ทำลายบรรยากาศเดิม

20190225_135956

ถัดจากถนนท่องเที่ยวสายหลักที่มีการกันไม่ให้รถผ่าน ก็เป็นเขตที่อยู่อาศัยที่ยังมีความเดิมๆ ยิ่งกว่า หมู่บ้านวางตัวอยู่สองฝั่งแม่น้ำกระจายตัวไปตามไหล่เขา เชื่อมกันด้วยสะพานหินหลายจุด จุดหนึ่งคือสะพานรวมใจ ที่ธรรมเนียมของหมู่บ้าน คู่แต่งงานจะต้องมาเดินผ่านสะพานนี้กันเพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งรักที่เป็นหนึ่งเดียว ก็เป็นจุดที่นักท่องเที่ยวมาถ่ายภาพกัน

20190225_133507

ด้วยทำเลริมแม่น้ำ จึงเป็นท่าเรือและเส้นทางการค้าในสมัยโบราณ ค้าขายกับมณฑลยูนนานและต่างประเทศด้วย สถาปัตยกรรมบางส่วนจึงก่ออิฐถือปูนแบบตะวันตก จนมีอีกชื่อเล่นว่า “เซี่ยงไฮ้น้อย” ปัจจุบัน ก็มีบริการเรือท่องเที่ยวลัดเลาะไปตามแม่น้ำชวนให้จินตนาการถึงอดีต

20190225_141839

ที่นี่มีของดีประจำเมืองอยู่ 3 อย่าง คือ สตรอเบอร์รี่ เส้นบะหมี่  และสุนัขเซี่ยซือ ที่ได้ชื่อว่าเป็นสุนัขเฝ้าบ้านชั้นดี ตอนนี้มีพันธุ์แท้มีเหลือไม่ถึง 300 ตัวแล้ว

20190225_134445

เมืองเซี่ยซือเป็นเมืองเล็กบรรยากาศน่ารัก มีลานกลางเมืองสำหรับจัดงานใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นงานแต่งงาน งานเฉลิมฉลองต่างๆ มีโรงงิ้วสวยงามเก่าแก่อายุหลายร้อยปี ซึ่งปัจจุบันอนุรักษ์ไว้ ลานนี้เป็นพื้นที่กลางของชาวเมือง มาเดินเล่นนั่งคุยกัน เป็นเมืองที่น่าแวะเที่ยวสักวันครึ่งวัน หรือนอนค้างสักคืน ก็มีอะไรให้เดินเล่นได้ไม่เบื่อ

เจิ้นหย่วน เมืองโบราณอันเรืองรอง

ออกจากเมืองเก่าเซี่ยซือ เดินทางอีก 160 กิโลเมตร ก็มาถึงเมืองโบราณเจิ้นหย่วน (Zhenyuan) ซึ่งเป็นหมู่บ้านของชาวเผ่าเหมียว อายุราว 300 -400 ปี แต่เป็นเมืองที่ใหญ่กว่าเซี่ยซือมาก จัดว่าเป็นความยิ่งใหญ่ของสถาปัตยกรรมโบราณ สมัยราชวงศ์หมิง อยู่ริมแม่น้ำอู่หยาว ซึ่งเป็นแม่น้ำสายหลักของมณฑล ด้วยภูมิประเทศหลังเป็นเขา หน้าเป็นน้ำ โอบล้อมเมืองให้มีชัยภูมิดี อยู่แล้วรุ่งเรือง

20190225_180556

ก่อนที่จะเดินเล่นชมเมือง ไกด์พาขึ้นไปชมวิวเมืองบนจุดชมวิวถ้ำมังกรเขียว ซึ่งเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ เป็นสถานจาริกบุญแต่โบราณ ซึ่งรวม 3 ศรัทธามาอยู่ร่วมกันคือ พุทธ เต๋า และขงจื๊อ ถ้ำมังกรเขียวจึงประดิษฐานทั้งเทวรูป พระพุทธรูป รวมถึงหลักฐานของลัทธิเต๋า โดยมี “เตียงของจานซานฟง” ปรมาจารย์แห่งลัทธิเต๋า ซึ่งเป็นหินรูปทรงเหมือนตั่ง ที่จานซานฟงเคยมาปลีกวิเวกปฏิบัติธรรม และถ้ำแห่งนี้ขงจื๊อก็เคยมาเยือนเช่นกัน

เดินวนขึ้นเขาไปนอกจากจะผ่านวิหารเทพเจ้าต่างๆ ยังได้พบกับพระพุทธรูปศิลปะพม่าประดิษฐานอยู่ เพราะเมืองเจิ้นหย่วนทำการค้ากับพม่าและลาวมาแต่อดีต ทำให้นอกจากจะมีรูปปั้นช้างอยู่ริมถนนในเมือง บอกถึงประวัติศาสตร์การค้าที่ชาวพม่าขี่ช้างมาค้าขายแล้ว ยังมีพระพุทธรูปที่พ่อค้าพม่ามอบให้แก่เมืองนี้ด้วย

20190225_180907

บนจุดชมวิวนั้น เราจะได้เห็นเมืองทั้งเมืองเต็มตา สายน้ำสีฟ้าเขียวจากแร่ธาตุของน้ำที่ไหลผ่านภูเขาโอบเมืองสีอ่อนขับความงามทำให้คนกดชัตเตอร์ไม่หยุด

20190225_191158

เมืองเจิ้นหย่วนพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวเมื่อ 4 - 5 ปีที่แล้ว โดยคงโครงสร้างเดิมเอาไว้ และรัฐมาจัดการระบบการท่องเที่ยวให้ ทั้งถังขยะที่มีการแยกขยะ การเดินทางด้วยรถประจำทางที่สะดวก พร้อมกับตกแต่งไฟภายนอกให้สวยงามยามค่ำคืน โดยรับภาระค่าไฟสำหรับตกแต่งภายนอกทั้งหมด

20190225_190951

ในยามค่ำคืน เมื่อฟ้าเริ่มเปลี่ยนเป็นสีน้ำเงินเข้ม แสงสีก็ค่อยๆ เปิดขึ้นทีละจุด แต่งแต้มจนสว่างไสวไปทั่วทั้งเมืองด้วยแสงหลากสีให้ความรู้สึกเหมือนอยู่ในเทศกาลแสง

ที่นี่เต็มไปด้วยร้านอาหาร ร้านขนม ร้านขายของที่ระลึก ที่สินค้าไม่ต่างกันมาก แต่ทั้งหมดจัดเรียงกันอยู่ในความสวยงามเป็นระเบียบ ในสถาปัตยกรรมโบราณที่อนุรักษ์ไว้อย่างดี ถนนหินและฟุตบาทกว้างใหญ่ ตกแต่งด้วยประติมากรรมสัมฤทธิ์เล่าเรื่องวิถีชีวิตของชาวเมืองเป็นระยะๆ เป็นเมืองที่สวยจับใจและเดินเล่นเพลินมาก

20190225_191409

เมื่อเมืองเจิ้นหย่วนกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยม ราคาบ้านจากที่ซื้อขายราวหลังจะแสนหยวน กลายเป็นสามารถปล่อยให้เช่าได้ปีละล้านกว่าหยวน บนถนนสายหลักจึงมักเป็นผู้เช่ามาทำธุรกิจ ส่วนคนดั้งเดิมนั้นยังมีอยู่ราว 40% และอยู่บ้านบนเขาเป็นส่วนใหญ่ แต่ชาวเมืองเดิมนั้นก็มีฐานะดีอยู่แล้ว จากการเกษตรและการค้า เมื่อมีการท่องเที่ยวเข้ามา เมืองก็ยิ่งเฟื่องฟู

นอกจากเดินเล่นแล้ว เมืองติดแม่น้ำก็ไม่พลาดต้องมีการท่องเที่ยวทางน้ำ การล่องเรือยามค่ำคืนท่ามกลางอากาศหนาวเย็น แต่อบอุ่นด้วยแสงสีที่สะท้อนยังเมืองลงสู่ผืนน้ำ ลอดสะพานหินที่ทอดเงาโค้งมาบรรจบกันเป็นวงกลม ผ่านเจดีย์ที่สร้างขึ้นในวาระสำคัญต่างๆ กัน

20190225_214233

ขึ้นจากล่องเรือแล้วยังไม่ดึกเกินไป ก็เดินเล่นกับชาวคณะหาร้านหมาล่า – ร้านอาหารเสียบไม้ปิ้งโรยผงเครื่องเทศรสเผ็ดชาที่ดังไปถึงเมืองไทย เป็นการปิดท้ายวันที่สนุกสนาน เจิ้นหย่วนเป็นเมืองที่ครบรสจริงๆ

ซีเจียง เมืองเผ่าเหมียวที่ใหญ่ที่สุด

ประเทศจีนมีชาวเผ่าเหมียวอยู่ราว 10 ล้านคน และอยู่ในมณฑลกุ้ยโจวถึง 5 ล้านคน โดยที่เมืองซีเจียงซึ่งย้อนอายุได้ถึง 2,000 ปี นั้น มีชาวเผ่าเหมียวมากที่สุด เฉพาะในหมู่บ้านนี้ก็มีอยู่ราว 3,800 คน โดยบ้านทั้งหมดที่เห็นในเมืองเป็นบ้านเก่าที่มีมาแต่โบราณ และเป็นชาวเผ่าเหมียวอาศัยอยู่ 99%

20190226_153746

ลืมเล่าไปถึงธรรมเนียมการต้อนรับแขกของชาวเผ่าเหมียว เขาจะต้อนรับด้วย “เหล้าขาว” เหล้าขาวถือเป็นวัฒนธรรมสำคัญของชาวเผ่าเหมียว รวมถึงชาวกุ้ยโจว ซึ่งมีภูมิปัญญาการหมักเหล้าขาวที่โด่งดังอันดับหนึ่งของประเทศ และมีเหล้าชื่อดังระดับโลกอย่าง “เหมาไถ” ไงล่ะ

20190226_154929

ใครมาถึงบ้านชาวเผ่าเหมียวแล้วไม่ดื่มเหล้าขาวต้อนรับถือว่าผิดมารยาทมากทีเดียว (แต่ปัจจุบันก็อนุโลมสำหรับคนไม่ดื่มได้) และธรรมเนียมการดื่มต้อนรับนั้น มีทั้งดื่มกันเป็นจอกๆ เป็นด่านๆ ไป อย่างที่การต้อนรับที่เมืองซีเจียงที่เราได้พบนั้น เขาจัดพิธีต้อนรับกันยิ่งใหญ่ มีเหล้าขาวให้ดื่มถึง 12 ด่าน ถือเป็นการให้เกียรติสูงสุด ไม่นับรวมด่านแรกที่ท่านผู้เฒ่าผู้นำหมู่บ้านป้อนให้ดื่มจากเขาควาย (จริง) โดยมีสาวๆ ในชุดประจำเผ่าเต็มยศ พร้อมหนุ่มนักดนตรีมาร้องรำ ก่อนไปตั้งด่านให้ดื่มเหล้าผ่านจอกเขาควาย (เทียม) ที่ดื่มแล้วก็เก็บจอกกลับไปเป็นที่ระลึกเลย

ใครจะลุยให้ได้ถึง 12 ด่าน ก็ไม่ขัดศรัทธา แต่เหล้าแรงมากกว่า 40 ดีกรีนั้น ไม่กี่จอกก็วูบวาบ ดีที่วาบแล้วก็ไม่มึนอยู่นาน

20190226_164331

บ้านไม้โบราณของที่นี่สร้างด้วยไม้ร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ละบ้านเปิดธุรกิจการค้าของตัวเอง เราได้เดินเล่นดูสินค้าพื้นเมืองอย่างเครื่องเงิน ผ้าปักไหมแสนสวย และเดินเล่นชิมอาหารข้างถนนไปเรื่อยๆ หลังอาหารค่ำก็ได้ไปชมการแสดงซึ่งสะท้อนวัฒนธรรมของชาวเผ่าเหมียว การแสดงถึงธรรมชาติ การต่อสู้ของเผ่าเหมียว วัฒนธรรม การแต่งงาน และการแต่งกายในวาระต่างๆ

20190226_194844

ชุดแต่งกายเต็มยศของผู้หญิงนั้นอลังการมาก ปักกันเต็มที่ใช้สีหลักอย่างดำ (สำหรับผู้หญิงแต่งงานแล้ว) น้ำเงิน (สำหรับผู้หญิงยังไม่แต่งงาน) แซมสีสันต่างๆ พร้อมเครื่องประดับเงินทั้งสร้อยและหมวกที่หนักรวมกัน 15 กก. นิยมใส่ในงานปีใหม่ แต่งงาน หรือต้อนรับแขก

20190226_210451

เราสงสัยว่าเขาโค้งบนเครื่องประดับศีรษะนั้นมีที่มาจากไหน ไกด์เฉลยว่า มาจากเขาควาย เพราะควายเป็นสัตว์ที่มีความสำคัญกับการใช้ชีวิตของชนเผ่าเหมียวมาก ชีวิตบนเขาที่ยากเย็นในอดีต ความเป็นทุกอย่างของเขา ตั้งแต่ใช้ในการเกษตร เป็นอาหาร เขาควายก็นำมาทำของใช้ เขาจึงนำควายมาใส่เป็นสัญลักษณ์ในเครื่องประดับด้วย

เกาซานหลิวสุ่ยที่หมู่บ้านหนานฮัว

มาถึงหมู่บ้านหนานฮัว (Nanhua) บนเขาเหริยซาน ปลายทางของการสัมผัสวัฒนธรรมเผ่าเหมียว หมู่บ้านนี้เป็นบ้านชนเผ่าเหมียวแท้ๆ ยังไม่เป็นแหล่งท่องเที่ยว (แต่กำลังเริ่ม) จึงสัมผัสถึงความธรรมดาธรรมชาติกว่าทุกแห่งที่ผ่านมา โครงสร้างของบ้านที่นี่คล้ายกับบ้านชาวเผ่าเหมียวอื่นๆ แต่เรียบง่ายกว่ามาก ยังไม่ได้รับการปรับปรุงให้สวยงามขึ้น เหมือนอย่างที่ซีเจียง ซึ่งให้รับการบูรณะ เช่น การปรับกรุงถนนหินให้สวยงาม

20190227_105840

บ้านเรียงตัวขึ้นไปตามภูเขา จากลานกลางหมู่บ้านขึ้นไปสู่ลานพิธีด้านยอดเขา ระหว่างทางมีโบสถ์คริสเตียนเล็กๆ ที่หญิงสาวกำลังเล่นเปียโนเพลง Silent Night ต้อนรับ

20190227_112442

ก่อนจะขึ้นไปยังลานพิธีเราได้เจอกับการต้อนรับแบบ ‘เกาซานหลิวสุ่ย’ ก็การต้อนรับด้วยเหล้าขาวเช่นเดียวกับที่หน้าหมู่บ้านนั่นแหละ แต่เป็นวิธีที่ต่างกว่า สนุกกว่า

'เกาซานหลิวสุ่ย - เขาสูงน้ำไหล' คือการเทเหล้าต่อๆ จากกาหลายใบให้เป็นเหมือนน้ำไหล (หลิวสุ่ย) รินจากเขาสูง (เกาซาน) ตามลักษณะภูมิประเทศของมณฑลนี้ เกาซานหลิวสุ่ย มาพร้อมเพลงประจำที่มีคำร้องและการเป่าเครื่องดนตรีไม้ไผ่ เป็นประเพณีต้อนรับประหนึ่งสัญลักษณ์ ซึ่งนำไปใช้ในร้านอาหารด้วย

20190227_112943

เราได้ลองดื่มเหล้าแบบเกาซานหลิวสุ่ย ต่อกา 5 ใบที่หมู่บ้านหนานฮัว ป้อนให้โดยสาวสวยที่คัดมาแล้ว สนุกดีนะ เราเห็นต่อกันมากที่สุดก็คือในการแสดงที่เมืองซีเจียง ซึ่งรินเหล้าจาก 2 ฝั่ง ฝั่งละ 9 กา แทบไม่ต้องหายใจกันเลย

20190227_115011

ความเดิมๆ ที่หมู่บ้านหนานฮัว ทำให้เราได้ไปเห็นถึงหลังบ้านที่กำลังต้มเหล้าขาว ได้ลองตำข้าวเหนียวที่จะกลายเป็นอาหารแป้งข้าวเหนียวหวานๆ เค็มๆ ที่ได้เจอเกือบทุกมื้อ ได้เห็นนาขั้นบันไดจากทางเดินเลียบเขาขึ้นหมู่บ้าน สลับกับแหล่งท่องเที่ยวซึ่งพัฒนาเต็มตัว วิถีธรรมดาแบบนี้ก็น่าคิดถึงอยู่เหมือนกัน

20190227_112026

“ประเทศจีนเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากในช่วง 15 ปีมานี้” อาเป่า ไกด์เราเปรยอีกครั้ง เมืองใหญ่ที่เจริญถึงขีดสุด มาถึงการขยายเมืองออกมาตามชานเมืองและชนบท โครงสร้างพื้นฐานทั้งถนน และระบบรางเดินทางไปถึงเมืองโบราณ และหมู่บ้านชนกลุ่มน้อย

อาเป่าอยู่ที่เฉิงตู เมืองใหญ่ที่เจริญกว่ามาก นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้มาเที่ยวกุ้ยโจวเต็มๆ เหมือนกัน เขาพูดเองว่า “จีนเปลี่ยนตัวเองจากประเทศก๊อปปี้ เป็นประเทศเจ้าของเทคโนโลยีและนวัตกรรม เปลี่ยนถนนหนทางอันกันดาร เป็นความสะดวกทันสมัย” ระหว่างวัฒนธรรมเก่าแก่ของชาวเผ่าเหมียว เราก็ได้สัมผัสถึงระบบการท่องเที่ยวที่ทันโลกและเป็นสากล

ประเทศจีนให้ความสำคัญทั้งเรื่องโครงสร้างและการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมอย่างมาก การไปเปิดมุมมองในกุ้ยโจว ไม่เพียงจะได้ค้นพบเสน่ห์ในมุมต่างของจีน แต่ยังเป็นการสร้างเส้นทางการท่องเที่ยวระหว่างกันให้เกิดขึ้น บทสนทนาและกิจกรรมต่างๆ ปักหมุดหมายในใจ ให้เราไปเยือนเขา เขามาเยือนเรา คาราวานนี้ไม่สิ้นสุดอยู่ที่ 2,000 กิโลเมตรแน่

เปิดอ่าน 1,044