เซนไดในสายลมหนาว

April 6, 2019
by เรื่องและภาพ : ชาธร โชคภัทระ

ฝ่าความหนาวเย็นของภูมิภาคโทโฮคุ ตามรอยโอชินแล้วออกตามหาปีศาจหิมะ สุนัขจิ้งจอก และแมงกะพรุนเรืองแสง

ขึ้นชื่อว่าความหนาว ขึ้นชื่อว่า'หิมะ' คนไทยเราอาจไม่ชอบ เพราะเป็นสิ่งที่คนเมืองร้อนอย่างเราไม่คุ้นเคยเอาซะเลย แต่เชื่อผมเถอะว่าถ้าเราสามารถรับมืออย่างถูกวิธี หรือปรับตัวเข้ากับอากาศหนาวเย็นได้ เมื่อนั้นเราก็สามารถจะเก็บเกี่ยวความสุขจากการออกไปเดินทางสัมผัสโลกกว้างใหญ่ไพศาลใบนี้ได้สบายๆ เช่นเดียวกับการเดินทางของผมที่ได้พาตัวและหัวใจไปสัมผัส ภูมิภาคโทโฮคุ (Tohoku) ของแดนปลาดิบ ซึ่งถ้าจะเรียกง่ายๆ ก็คือภาคอีสานของญี่ปุ่นนั่นเอง

ภูมิภาคนี้ตั้งอยู่ด้านเหนือสุดของเกาะฮอนชู ที่เป็นเกาะหลักของญี่ปุ่น ด้วยเหตุนี้เองความหนาวเย็นจัดจ้านจากประเทศรัสเซียและเกาะฮอกไกโด จึงพัดพรูเข้ามาสู่โทโฮคุโดยตรง ทำให้ภูมิภาคนี้มีหิมะตกหนักที่สุดในญี่ปุ่น และก็แน่นอนว่า ต้องเป็นแหล่งท่องเที่ยวประเภทสกีรีสอร์ทที่มีชื่อเสียงมากด้วย ทริปนี้ผมจึงจะพาทุกท่านไปเล่นหิมะกันครับ

snow activity 2

จากไทยผมบินตรงสู่โตเกียว แล้วนั่งรถไฟหัวจรวดความเร็วสูงชิงกังเซนต่อไปยัง เมืองเซนได (Sendai) เมืองเอกที่มีขนาดใหญ่สุดของภูมิภาคโทโฮคุ คนไทยเราอาจจะไม่คุ้นกับการเที่ยวในแถบนี้ เพราะเป็นเขตที่เงียบสงบ มีแต่ธรรมชาติป่าเขาลำเนาไพร และเป็นเขตเกษตรกรรมปลูกข้าวได้มากที่สุดในญี่ปุ่น จนได้รับการขนานนามว่า ‘ยุ้งฉางของประเทศญี่ปุ่น’ เลยล่ะครับ ถ้าเราไปเที่ยวในฤดูร้อน ก็จะได้ชมภูเขาที่มีป่าไม้เขียวๆ และมีทุ่งนากว้างสุดลูกหูลูกตา แต่คราวนี้ผมมาเยือนเซนไดในปลายฤดูหนาว อุณหภูมิบางวันจึงยังต่ำแบบเลขตัวเดียว และมีหิมะโปรยบางๆ ส่วนบนยอดเขาสูงก็ยังมีหิมะขาวโพลนอยู่เลย

ผมใช้วิธีขับรถเที่ยวไปตามเส้นทางที่วางแผนไว้ หมุดหมายแรกคือ ภูเขาซาโอะ (Mt. Zao) สูง 1,841 เมตร จริงๆ แล้วเป็นกลุ่มของปล่องภูเขาไฟโบราณที่บ้างก็ดับสนิทแล้ว จนกลายเป็นแอ่งทะเลสาบสีเขียวมรกต และบ้างก็ยังคุกรุ่นอยู่ ในฤดูหนาวอย่างนี้ภูเขาซาโอะช่างงดงามราวกับภาพวาดของศิลปินเอก เพราะแสงแดดที่ตกต้องหิมะขาวได้ทอประกายระยิบและสร้างริ้วลายของเงาทอดทาบอย่างน่าหลงใหล วิธีการขึ้นไปเที่ยวก็ต้องนั่งรถกระเช้า หรือ Zao Rope Way ครับ ช่วงแรกเป็นกระเช้าใหญ่จุได้ 50 คน ค่อยๆ นำเราสูงขึ้นๆ จากเชิงเขาไปจนถึงกระเช้าช่วงที่สอง จุได้คันละ 10 คน จนถึงยอดเขา

เธ เธนเน€เธ‚เธฒ เธ‹เธฒเน‚เธญเธฐ 1

บนยอดเขานั้นปรากฏสิ่งที่เรียกว่า ปีศาจหิมะ หรือ Snow Monster นับพันๆ หมื่นๆ ตัว ยืนผุดขึ้นจากพรมหิมะสีขาวโพลน นี่คือสิ่งที่ผมตามหา เพราะมันคือปรากฏการณ์ธรรมชาติอันมีชื่อเสียง ที่ชาวญี่ปุ่นรู้จักกันในชื่อว่า ‘จูเฮียว’ แปลว่า ‘ปีศาจหิมะ’ นั่นเอง เจ้านี่เกิดจากการที่ลมเย็นจัดจากรัสเซีย พัดข้ามทะเลญี่ปุ่นเข้ามาสู่ภูมิภาคโทโฮคุ ต้นสนบนยอดเขาสูงจึงถูกละอองหิมะเย็นจัดจับตัวปกคลุมหนาทึบ จนมีรูปร่างคล้ายปีศาจหิมะอันใหญ่โต และกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวโด่งดังของโทโฮคุมาเนิ่นนานแล้ว บนยอดเขาซาโอะมีลานสกีให้เล่น นอกจากนี้ยังมีเส้นทางเดิน Snow Trekking ไปถ่ายภาพคู่กับ Snow Monster อย่างสนุกสนาน โชคดีแดดจ้าฟ้าเปิด อากาศบนภูเขาจึงอุ่นพอให้ผมเที่ยวชมได้หลายชั่วโมง

ในฤดูหนาวอย่างนี้ที่หมู่บ้านตามเชิงเขาก็เปิดเป็นลานกิจกรรมฤดูหนาว หรือ Snow Activities หลากหลายต้อนรับนักท่องเที่ยว กิจกรรมน่าสนุกมีตั้งแต่การนั่งรถ Snow Mobile ที่เป็นเหมือนมอเตอร์ไซค์หิมะ แล่นได้เร็วจี๋ด้วยล้อสายพานอย่างเจ๋ง น่าตื่นเต้นดีครับ หรือถ้าอยากให้อะดรีนาลีนหลั่งมากขึ้นอีก ต้องไปลองเล่นนั่งในห่วงยางไถลลงมาจากเนินลาดหิมะสูง รับรองต้องร้องเสียงลั่นทุกคน เพราะตื่นเต้นมากๆ ความสนุกอยู่ที่เราไม่สามารถควบคุมทิศทางอะไรได้เลย เพียงแต่ปล่อยตัวให้ไถลลงมาจากเนินอย่างเร็วจี๋ ตามแรงดึงดูดโลก

snow activity 1

กิจกรรมนี้ทำให้รู้สึกเหมือนได้กลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง และที่ห้ามพลาดเด็ดขาดอีกอย่างคือ การนั่งเรือยางบานาน่าโบ๊ทให้รถ Snow Mobile ลากไปบนหิมะ โดยเขาจะพาเราแล่นเข้าไปในป่า ขึ้นเนินลงเนินหิมะ ทำให้เรือบานาน่าโบ๊ทที่เป็นยางเด้งขึ้นเด้งลง มันสุดๆ เลย!

เที่ยวกันต่อที่เมืองซาโอะ ไปชมความน่ารักของสุนัขจิ้งจอกแดงที่ หมู่บ้านสุนัขจิ้งจอก (Fox Village) ซึ่งได้นำพันธุ์จากธรรมชาติมาเพาะเลี้ยงเปิดเป็นฟาร์มอย่างถูกต้อง ให้นักท่องเที่ยวได้เข้าชมอย่างใกล้ชิด โดยส่วนหนึ่งไม่ได้เลี้ยงในกรง แต่ปล่อยให้พวกมันเดินไปมาอย่างเสรีและเป็นมิตรกับนักท่องเที่ยว เพียงแต่ว่ามันยังคงมีสัญชาติญาณของสัตว์ป่าอยู่ เราจึงไม่ควรเข้าใกล้มากเกินไป และห้ามให้อาหาร หรือแตะต้องตัวพวกมันครับ

fox village 1

ชาวญี่ปุ่นเชื่อว่าสุนุขจิ้งจอกแดงเป็นสัตว์คล่องแคล่วว่องไว ฉลาด น่ารัก จึงได้รับการยกย่องให้เป็นตัวแทนของเทพอินาริโอคามิ หรือเทพแห่งความอุดมสมบูรณ์ทางการเกษตร ชาวในญี่ปุ่นจึงรักพวกมันมาก ที่นี่เราสามารถเดินชมและถ่ายภาพในโซนที่เขาปล่อยสุนัขจิ้งจอกแดงเดินไปมา ลักษณะเป็นเนินลูกเล็กๆ ที่มีพวกมันเกือบร้อยตัวอาศัยอยู่ ทั้งพันธุ์ขนสีส้มแดง ขนสีขาว และขนสีดำสนิท เจ้าหน้าที่เล่าว่าช่วงเวลาดีที่สุดในการมาชมคือในฤดูหนาวอย่างนี้นี่ล่ะ เพราะขนของมันจะหนา สีสด และฟูฟ่อง คล้ายมันใส่เสื้อขนสัตว์กันหนาวยังไงยังงั้นเลย จากนั้นเมื่อชมเสร็จก่อนกลับออกไป เราก็ต้องผ่านส่วนขายของที่ระลึก ซึ่งบอกเลยว่าน่ารัก น่าเสียตังค์ซื้อทั้งนั้น

เปลี่ยนบรรยากาศไปล่องเรือในฤดูหนาวกันบ้างที่ แม่น้ำโมกามิ (Mogami River) 1 ใน 3 แม่น้ำไหลเชี่ยวที่สุดในญี่ปุ่น และเป็น 1 ใน 7 แม่น้ำที่ยาวที่สุดในประเทศนี้ด้วย ในอดีตเมื่อประมาณ 400 ปีก่อน แม่น้ำโมกามิคือเส้นทางคมนาคมสำคัญในการขนส่งข้าวสารจากภูมิภาคโทโฮคุไปเอโดะที่เป็นเมืองหลวง

เธฅเนˆเธญเธ‡เน€เธฃเธทเธญ เนเธกเนˆเธ™เน‰เธณเน‚เธญเธŠเธดเธ™ 1

ทว่าปัจจุบันแม่น้ำโมกามิได้เปลี่ยนบทบาทเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางน้ำที่วิวสวยสุดๆ บวกกับละครโทรทัศน์เรื่อง ‘สงครามชีวิตโอชิน’ (ออกอากาศเมื่อปี พ.ศ. 2526) ที่โด่งดังไปทั่วโลก ได้มาใช้แม่น้ำสายนี้เป็นโลเกชั่นถ่ายทำ ตอนที่เด็กหญิงโอชินถูกขายให้ไปทำงานในเมืองด้วยความยากจน ถูกส่งตัวผ่านการล่องเรือในแม่น้ำสายนี้ นักท่องเที่ยวมากมายจึงตามรอยโอชินมาครับ เช่นเดียวกับผมที่ได้ล่องเรือชมสายหมอกคลอเคลียหิมะ พร้อมกับกินปลาอายุ (Ayu Fish) ซึ่งเป็นปลาน้ำจืดในแม่น้ำสายนี้ และได้รับฉายาว่าเป็น The Queen of the Freshwater Fish เขานำมาย่างเกลือ เสียบไม้เสิร์ฟให้กินคู่กับน้ำชาและขนมหวาน รสชาตินุ่มนวลจริงๆ

ปิดท้ายทริปสั้นๆ แต่สุดแสนประทับใจในเซนไดกันที่ พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำคะโมะ (Kamo Aquarium) ซึ่งเป็นหนึ่งในพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำที่โด่งดังที่สุดในญี่ปุ่น ไปจนถึงระดับโลกทีเดียว ไม่ได้โม้นะครับ เพราะที่นี่ได้รับการบันทึกสติโลก โดย Guinness World Records ว่าเป็นแหล่งรวบรวมสายพันธุ์แมงกะพรุนไว้ได้มากที่สุดในโลกครับ! คือไม่น้อยกว่า 50 สายพันธุ์เลยทีเดียว

Aquarium เนเธกเธ‡เธเธฐเธžเธฃเธธเธ™ 1

ยิ่งกว่านั้นการจัดแสดงของเขาก็ไม่ธรรมดาด้วย เพราะนอกจากการเดินเข้าไปชมแมงกะพรุนในตู้เล็กๆ สองฝั่งทางเดินในช่วงแรกแล้ว ด้านในสุดยังมีแทงก์น้ำขนาดมหึมาที่จุน้ำได้หลายตัน บรรจุแมงกะพรุนตัวใสสีขาวนับหมื่นๆ ตัว พร้อมกับมีแสงไฟหลากสีเปิดประดับสลับไปมา ในขณะที่แมงกะพรุนในแทงก์น้ำนั้นก็ว่ายวนไปมาอย่างอิสระ คล้ายการโบยบินไปมาในอากาศ การไปยืนชมตรงจุดนี้จึงงดงามเหมือนได้ชมการแสดงคอนเสิร์ตอันเงียบเชียบ ทว่าน่าประทับใจจริงๆ ครับ ส่วนในแทงก์น้ำอื่นๆ ก็ยังมีแมงกะพรุนจิ๋ว แมงกะพรุนเรืองแสง แมงกะพรุนสาย และอีกมากมายให้ศึกษา นับว่าทั้งสนุกและได้ความรู้ไปพร้อมๆ กันครับ

ได้เวลากลับบ้านแล้วล่ะ แต่ความประทับใจในทริปนี้ยังเต็มเปี่ยมและชัดเจน ไม่ว่าจะหนาวแค่ไหน ไม่ว่าจะต้องใส่เสื้อกันหนาวกี่ชั้นผมก็ยอมครับ และสัญญากับตัวเองเลยว่า ต้องกลับมาเที่ยวที่เซนไดอีกแน่นอน

เปิดอ่าน 444