‘เบตง’ เมืองต้องมนตร์

March 23, 2019
by ปริญญา ชาวสมุน

ลืมภาพจำร้ายๆ เพราะที่ปลายด้ามขวานมีอะไรมากกว่าหลายคนรู้ แค่เปิดหูเปิดตาและเปิดใจ ที่ปลายทาง ‘เบตง’ จะทำให้หลงรัก

เข้าทางเดียว-ออกทางเดียว เป็นคุณลักษณะพิเศษของอำเภอเบตง จังหวัดยะลา ที่ทำให้ปลอดภัยกว่าที่คิด เพราะไม่ว่าคนในจะออกหรือคนนอกจะเข้าก็ต้องผ่านสายตาเจ้าหน้าที่เสมอ

ตลอดหลายปีมานี้เบตงกลายเป็นซูเปอร์สตาร์แดนใต้ ของดีของเด่นถูกเข็นออกมาขายผ่านสื่อมากมายจนได้เป็นหมุดหมายในฝันของนักท่องเที่ยวหลายคน ชื่อเสียงด้านการท่องเที่ยวอย่างหาที่ไหนไม่ได้กำลังขับเคลื่อนอำเภอนี้รวมถึงจังหวัดยะลา

ทางหลวงสายยะลา-เบตง ทำหน้าที่เป็นทางสายหลักพาผู้คนเข้ามาสัมผัสเสน่ห์ที่ใครต่อมิใครก็ว่า “โอเค...เบตง” แต่ระหว่างทาง ณ กิโลเมตรที่ 46+600 แทบจะไม่มีใครไม่แวะพักยืดเส้นยืดสายพร้อมพักสายตาไปกับวิวของ เขื่อนบางลาง เขื่อนอเนกประสงค์แห่งแรกของภาคใต้

จะขาเข้าหรือขาออกก็มองเห็นวิวสวยไม่แพ้กัน ด้วยความที่เขื่อนนี้กั้นแม่น้ำปัตตานี ทำให้มีเวิ้งน้ำกว้างใหญ่ มีภูเขาน้อยใหญ่เป็นทั้งฉากหลังและองค์ประกอบ ยามฟ้าหม่นก็สวยแต่ให้ความรู้สึกชวนเหงา ยามฟ้าสดใสนี่คือภาพที่ทุกคนต้องประทับใจ

54522402_2205185989540201_5575744509515399168_o

หลังจากได้รับการต้อนรับจากเขื่อนบางลาง การเดินทางก็ดำเนินต่อ ไม่นานหลังจากนั้นจะเข้าสู่อำเภอเบตงอย่างเป็นทางการ หากไม่นับพื้นที่รอบๆ เฉพาะตัวเมืองเบตงอย่างเดียวถือว่าค่อนข้างเล็กทว่าน่ารัก แถมยังมีสาธารณูปโภคครบครัน จะเดินหรือขับรถก็ใช้เวลาไม่นานเพื่อจะเที่ยวให้รอบ แต่จะใช้เวลามากหน่อยหากจะเก็บรายละเอียดตามตรอกซอกซอยเพราะมีของดีซ่อนเร้นอยู่ในนั้นค่อนข้างเยอะ

แต่ที่ไม่ต้องลัดเลาะเสาะหา เพราะมองไปอย่างไรก็เจอคือ อุโมงค์เบตงมงคลฤทธิ์ อุโมงค์รถยนต์ซึ่งเจาะลอดภูเขาเป็นแห่งแรกของประเทศไทย นับตั้งแต่ปี 2544 ที่เปิดอย่างเป็นทางการ อุโมงค์นี้ก็กลายเป็นอีกหนึ่งแลนด์มาร์คสำคัญของเบตงไปแล้ว ด้วยพิกัดตั้งอยู่บริเวณถนนอมฤทธิ์ ตัดกับถนนภักดีดำรงผ่านสวนสาธารณะออกสู่ถนนบริเวณหน้าสวนนก ทั้งยังเชื่อมกับถนนมงคลประจักษ์ออกไปชุมชนใหม่ และต่อกับถนนอัยเยอร์เบอร์จังไปสู่ชุมชนธารน้ำทิพย์ อุโมงค์นี้จึงเป็นเส้นทางสำคัญที่ชาวเบตงใช้สัญจรไปมาประจำ

54432831_2205186152873518_6497838988278104064_o

ระยะทางของอุโมงค์จากด้านหนึ่งถึงอีกด้านประมาณ 268 เมตร กว้าง 9 เมตร สูง 7 เมตร มีช่องทางจราจรคู่รถยนต์ขับสวนกันได้ ส่วนนักท่องเที่ยวที่อยากเดินชมภายในอุโมงค์ก็มีทางเท้าทั้งสองข้าง กว้างขวางเดินสะดวก เพราะหลายเทศกาลอุโมงค์จะถูกประดับประดาด้วยไฟสีสันสวยงาม ทั้งด้านนอกและด้านใน พอตะวันลับฟ้าจะได้เห็นนักท่องเที่ยวมากมายทั้งชาวไทยและต่างชาติมาเดินเที่ยวถ่ายรูปกับอุโมงค์หลากสี แต่ถึงอย่างไรก็ต้องระวังรถ แม้จะจำกัดความเร็วที่ 60 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แต่ก็เกิดอันตรายได้หากประมาท

54348314_2205186179540182_8325345803199578112_o

อีกแลนด์มาร์คหากมองไปยังจุดตัดระหว่างถนนสุขยางค์กับถนนรัตนกิจ ถนนสองสายหลักใจกลางเมืองเบตง ที่นั่นคือ หอนาฬิกาเบตง อยู่คู่บ้านคู่เมืองเบตงมาช้านาน สถาปัตยกรรมหินอ่อนสีขาวนวลดูนุ่มนวลแต่แข็งแกร่งถูกสร้างขึ้นแบบจีนปนไทย นอกจากเป็นหอนาฬิกาบอกเวลาตั้งแต่สมัยก่อน ยังทำหน้าที่เป็นวงเวียนด้วย

บริเวณวงเวียน (หอนาฬิกา) อาจขัดหูขัดตาช่างภาพที่ต้องการภาพหอนาฬิกาสวยงามตั้งตระหง่านโดยไม่มีสายไฟรกรุงรัง แต่อีกมุมหนึ่งสายไฟเหล่านี้คือองค์ประกอบของภาพที่ไม่เคยจางหาย และยามเย็นสายไฟที่อาจรกสายตาจะกลายเป็นรังนอนของนกนางแอ่นที่หนีหนาวจากไซบีเรียในช่วงเดือนกันยายนถึงเดือนมีนาคม

จำนวนนกบนสายไฟไม่ใช่แค่หลักสิบหรือหลักร้อย แต่มากถึงพันหรืออาจจะหลักหมื่นก็ได้เพราะหากแหงนมองแทบจะไม่มีพื้นที่ว่าง มีแต่นกจับจองพื้นที่กันเป็นแถวเป็นแนว

ทว่าแหงนหน้าขึ้นไปก็ระวังนกน้อยจะปล่อยของดีเข้าตาเข้าปากล่ะ เชื่อกันว่าถ้าใครถูกนกนางแอ่นที่นี่ขี้ใส่จะได้กลับมาเบตงอีก แต่ความเชื่อก็คือความเชื่อ ขนาดคนที่ไม่โดนก็ยังต้องกลับมาเพราะว่าติดใจเบตง

54419057_2205187362873397_7790085327841918976_o

นอกจากหอนาฬิกาและนกนางแอ่น บริเวณเดียวกันยังมีแลนด์มาร์คที่เป็นดั่งสัญลักษณ์ของเบตงไปแล้ว คือ ตู้ไปรษณีย์ใหญ่ที่สุดในโลก เห็นตู้ใหญ่แบบนี้ไม่ได้ทำเอาเท่ แต่ในปี 2467 สมัยที่ ‘สงวน จารุจินดา’ อดีตนายไปรษณีย์โทรเลขอำเภอเบตง หลังจากเกษียณราชการได้ลงสมัครสมาชิกสภาเทศบาลแล้วได้รับเลือกเป็นนายกเทศมนตรี ยุคนั้นการติดต่อสื่อสารยังยากลำบาก ที่เบตงมีเพียงจดหมายเท่านั้น ตู้ไปรษณีย์ยักษ์จึงถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นสัญลักษณ์ถึงการติดต่อสื่อสาร โดยสร้างจากคอนกรีตเสริมเหล็ก เส้นรอบวงของตู้ประมาณ 1.4 เมตร สูง 2.9 เมตร หากนับจากฐานจะสูง 3.2 เมตร

ความโด่งดังของตู้ไปรษณีย์ยักษ์ทำให้เกิดตู้ที่สองขึ้นซึ่งใหญ่กว่าถึง 3 เท่า ตั้งอยู่หน้าอาคารเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา เรียกได้ว่าแม้สตอรี่จะไม่เท่าแต่เอาขนาดเข้าสู้

หากเดินลัดเลาะไปในซอยต่างๆ อาจเจอร้านอาหารอร่อยที่คนท้องถิ่นกินกัน หรืออาจเจอมุมเก๋ๆ ให้ถ่ายภาพเป็นที่ระลึก แต่ที่จะได้เจอแน่ๆ คือ สตรีตอาร์ตเมืองเบตง ซึ่งกระจายตัวอยู่ประมาณ 11 ภาพ

อย่างที่ใกล้กับหอนาฬิกาก็มีภาพเด่นๆ เช่น ‘ภาพไก่เบตง’ หนึ่งในอาหารขึ้นชื่อของเบตงที่ไม่ว่าใครได้ลองก็จะติดใจในความเนื้อแน่น นุ่มลิ้น แต่หนังเหลืองกรอบเคี้ยวกรุบ ถัดมาหน่อยคือ ‘ภาพเด็กอ้วนถือชาม’ มีภาพของดีเบตงทั้งปลาจีน ไก่เบตง และกบภูเขา สะท้อนถึงวัฒนธรรมอาหารของเบตงที่อุดมสมบูรณ์และมีเอกลักษณ์

53911508_2205186219540178_2394424472015732736_o

หรือภาพที่ไม่ต้องเดินเข้าซอยลึก อยู่เยื้องกับหอนาฬิกาค่อนมาทางอุโมงค์ฯ คือ ‘ภาพเจ๊ขายติ่มซำ’ อาหารเช้าขึ้นชื่อของที่นี่ แทบทุกครั้งที่ไปจะมีร้านค้าตั้งขายอยู่หน้าภาพนี้ คล้ายจะบดบังแต่กลับกลมกลืน เจ๊ขายติ่มซำยังคงแทรกตัวขึ้นมาชูสองนิ้วทักทายนักท่องเที่ยวได้เสมอ

ผลงานสตรีตอาร์ตเหล่านี้สร้างสรรค์ขึ้นจากการที่อำเภอเบตงจัดงาน 111 ปี เล่าขานตำนานเมืองเบตง เพื่อสร้างความประทับใจให้นักท่องเที่ยวและได้ถ่ายทอดเรื่องราวความเป็นเบตงผ่านศิลปะบนกำแพงทั้งร่วมสมัยและสวยงาม วาดโดยทีมนักศึกษาและอาจารย์ มหาวิทยาลัยศิลปากร นำทีมโดยอาจารย์อํามฤทธิ์ ชูสุวรรณ คณบดีคณะจิตรกรรมประติมากรรมและภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร

54368139_2205187379540062_831798482195972096_o

ย้อนกลับไปใกล้อุโมงค์เบตงมงคลฤทธิ์ บนเนินเขาคือที่ตั้งของ พิพิธภัณฑ์เมืองเบตง สร้างขึ้นในปี 2548 เพื่อให้ท้องถิ่นได้ตระหนักถึงการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อมของคนในพื้นที่มากขึ้น

พิพิธภัณฑ์นี้มี 3 ชั้น ส่วนจัดแสดงมี 2 ชั้น ซึ่งชั้นล่างเป็นพื้นที่จัดแสดงนิทรรศการโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ ข้าวของเครื่องใช้ในสมัยเก่า เช่น ถ้วยชาม เครื่องเคลือบ ตู้ เตียง ตะเกียงเก่า โดยนำมาจัดแสดงไว้ในตู้ไม้กระจกใส ตั้งอยู่หน้าบันไดทางขึ้น ส่วนชั้นที่ 2 จัดแสดงรูปเก่าๆ หนังสือพิมพ์ประวัติความเป็นมา โดยแขวนไว้บนฝาผนังของห้อง และมีบอร์ดแสดงแหล่งข้อมูลสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจของอำเภอเบตง นอกจากนี้ชั้นที่ 3 ยังเป็นหอคอยชมวิวที่มองเห็นเมืองเบตงได้ทั้งเมือง

แม้แค่ในเมืองก็เพลิดเพลินแล้ว แต่เบตงยังมีอะไรมากกว่านี้ หลายคนเคยได้ยินชื่อ ส้มโชกุน แต่ไม่ใช่ทุกคนที่รู้ว่าสมโชกุนอันเลื่องชื่อนั้นมาจากเบตง ส้มโชกุนมีรสชาติเด่นคือหวานอมเปรี้ยว เนื้อนุ่มไม่มีกาก ผลใหญ่ เปลือกมีกลิ่นหอมล่อนง่าย ครั้งหนึ่งเกือบจะสูญพันธุ์เพราะเกษตรกรหันไปปลูกยางพารา จากพื้นที่ปลูกส้มนับหมื่นไร่ เหลือไม่ถึง 2 พันไร่

54435046_2205186052873528_4487267666335105024_o

สวนส้มหลายแห่งกระจายตัวอยู่บนเขาด้วยเหตุผลเรื่องอุณหภูมิและความชื้นที่เหมาะสมต่อการปลูกส้มพันธุ์นี้ ผลพลอยได้นอกจากส้มคุณภาพดีคือทิวทัศน์ที่ทอดสายตาไปทางไหนก็มีภูเขา ท้องฟ้า และสวนส้มอื่นๆ

ไปถึงสวนส้มแล้วบางคนคิดว่าเด็ดกินสดๆ จากต้นคงอร่อย แต่ขอเตือนสักหน่อยว่าสวนส้มส่วนมากใช้สารเคมีค่อนข้างเยอะ หากสังเกตคนเก็บส้มมักจะสวมถุงมือ และไม่สัมผัสผลส้มโดยตรง ไม่ใช่แค่เรื่องคุณภาพผลผลิตแต่เป็นเรื่องคุณภาพชีวิตพวกเขาด้วย ทว่าก็มีบางสวนที่ปลูกแบบอินทรีย์ แบบนี้ไม่ค่อยน่าเป็นห่วงเท่าไร

ออกมานอกเมืองทั้งที จะพลาดสถานที่สำคัญของเบตงได้อย่างไร เพราะสำคัญทั้งประวัติศาสตร์และความสวยงามของธรรมชาติ แถมยังเป็นอีกแห่งที่เดินเที่ยวได้ไม่เบื่อ แต่อาจจะเหนื่อยหน่อย...

ที่นี่คือ อุโมงค์ปิยะมิตร หรือ ‘อุโมงค์เบตง’ เป็นอุโมงค์ดินที่อดีตขบวนการโจรคอมมิวนิสต์มลายา (จคม.) สร้างขึ้นเป็นฐานปฏิบัติการต่อสู้ทางการเมือง ใช้เป็นฐานหลบซ่อนตัวและเป็นแหล่งสะสมเสบียงของกลุ่ม จคม. แต่ต่อมาหลังจากถูกปราบปรามและการต่อสู้สิ้นสุดลงก็ได้กลับมาร่วมพัฒนาชาติไทย อุโมงค์ตั้งอยู่ในพื้นที่ของบ้านปิยะมิตร ต.ตาเนาะแมเราะ อ.เบตง ปัจจุบันห้องหับและร่องรอยที่พวกเขาทิ้งไว้ยังคงถูกจารึกไว้ให้คนรุ่นหลังได้ใช้ประโยชน์จากการรำลึกถึงอดีตแห่งการต่อสู้แสนเจ็บปวด เมื่อเดินขึ้นบันไดผ่านป่าไปจะเจออุโมงค์ ซึ่งแบ่งออกเป็นห้องหรือช่องต่างๆ ตามการใช้งาน เช่น เตาสำหรับทำอาหาร ห้องนอน ห้องเก็บเสบียง ภายในอุโมงค์นั้นเย็นสบายทีเดียว

53881463_2205186129540187_8673481292274204672_o

เมื่อออกไปนอกอุโมงค์ ผืนป่ายังช่วยให้รู้สึกว่าอยากดื่มด่ำกับที่นี่ต่อ ทั้งอากาศดีและที่สำคัญคือไฮไลท์ ‘ต้นไม้พันปี’ (แต่ป้ายเขียนว่า Millennium Tree) ขนาดมหึมา พอถามเจ้าหน้าที่ที่พาเข้าชมก็ยังตอบไม่ได้ว่าขนาดกี่คนโอบ

ความอุดมสมบูรณ์ทางธรรมชาติของเบตงสะท้อนผ่านทรัพยากรต่างๆ หนึ่งในนั้นคือผืนป่าที่ยังมีมากและค่อนข้างสมบูรณ์ สิ่งเหล่านี้ทำให้เกิดแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติหลายแห่ง เช่น ทะเลหมอกชื่อดังอย่างทะเลหมอกอัยเยอร์เวงซึ่งติดตลาดไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่คราวนี้จะพาไปรู้จักทะเลหมอกแห่งใหม่ที่สวยไม่แพ้กัน

54524307_2205194119539388_2357170088898985984_o

ในตำบลธารน้ำทิพย์ อาจอ่อนด้อยเรื่องแหล่งท่องเที่ยว แต่ด้วยความเอาจริงเอาจังของผู้นำชุมชนและคนในพื้นที่พยายามค้นหาสถานที่ที่น่าจะพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวได้ จนพบกับ ไต้ต๋ง จุดชมทะเลหมอกแห่งใหม่

ไต้ต๋ง เป็นชื่อเนินเขาที่ชาวบ้านปลูกยางเหมือนเนินเขาลูกอื่นๆ จึงไม่เคยถูกจัดเป็นจุดท่องเที่ยว แต่ชาวบ้านเห็นความงามของทะเลหมอกบนเนินเขานี้มาตั้งแต่ไหนแต่ไร กระทั่งนักวิจัยของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ได้มีโครงการหาแหล่งท่องเที่ยวใหม่ๆ ชาวบ้านจึงพาขึ้นมาดู วิวสวยอลังการทำให้ไม่ต้องคิดอะไรมากกว่าขอใช้พื้นที่เพื่อพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยว

54518132_2205194092872724_909606303003836416_o

การเดินทางขึ้นไปยังไต้ต๋งเข้าทางซ้ายมือของป้อมจาเราะซูซู ขึ้นเขาไปจากป้อมจาเราะซูซูประมาณ 9 กิโลเมตร ซึ่งเส้นทางที่แนะนำให้ใช้รถโฟร์วิลเท่านั้น รวมระยะทางแล้ว ไต้ต๋งอยู่ห่างจากเมืองเบตง 18 กิโลเมตร แล้วจะได้เจอกับมวลหมอกหนาปกคลุมเหนือผืนป่าด้านล่าง มีเพียงยอดเขาบางลูกที่แทงยอดขึ้นมา

แม้ยามที่หมอกจางหายแล้ว วิวก็ยังสวยอยู่ บนไต้ต๋งจะมองเห็นเมืองเบตงได้ทั้งเมืองท่ามกลางหุบเขาเขียวขจี

  ขณะที่สูดอากาศบริสุทธิ์กับไอเย็นบนเนินเขา มองลงไปเห็นเมืองเบตงขนาดเล็กเพียงฝ่ามือ แต่น่าประหลาดใจเหลือเกินที่จะเที่ยวอย่างไรให้หมด จะมากี่ครั้งก็ยังเที่ยวไม่ครบ หรือบางทีนี่อาจเป็นแผนการที่แอบสร้างขึ้นโดยไม่รู้ตัวให้ต้องกลับมาอีกซ้ำแล้วซ้ำแล้ว เหมือนกำลังต้องมนตร์