พักปอดไปพลอดรัก

February 9, 2019

5 เดสติเนชั่นสุดชิลที่จะทำให้วาเลนไทน์นี้ไม่ได้มีแค่ความรักดีๆ แต่ยังมีอากาศดีๆ ด้วย

แม้ฝุ่นบางๆ จะเริ่มจางลงไป ต้อนรับเทศกาลวาเลนไทน์ที่หลายคู่รักเตรียมเดินทางไปเติมความหวานให้กันและกัน แต่สำหรับใครที่ไม่ได้หวังแค่ให้ท้องฟ้าเป็นสีชมพู ‘เสาร์สวัสดี’ แนะนำเมืองสวยฟ้าใสให้จูงมือคนรู้ใจไปสูดอากาศสดชื่นแบบเต็มปอด รับรองว่ารักครั้งนี้แข็งแรงแน่นอน

51623565_2148136141911853_1789221154322382848_o

  • ‘เชียงกลาง’ ทางของเรา

ผืนนากว้างใหญ่ ท้องฟ้ากว้างไกล คือภาพที่คุณจะได้เห็นเมื่อมาถึงอำเภอเชียงกลาง จังหวัดน่าน เมืองกลางๆ ที่อยู่ห่างจากอำเภอเมืองไปเพียง 76 กิโลเมตร ทว่าอัดแน่นด้วยความสวยงามของธรรมชาติ วัฒนธรรม และสถาปัตยกรรมชิคๆ

เริ่มต้นกันที่ โรงบ่มใบยาสูบบ้านสบกอน ดูภายนอกเหมือนโลเคชั่นถ่ายพรีเวดดิ้ง ด้วยอาคารก่ออิฐสูงชลูดเรียงรายเป็นแถวเป็นแนว แต่แท้จริงแล้วอาคารเหล่านี้คือเตาสำหรับบ่มใบยาสูบ ที่ก่อสร้างมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2493 เดิมมีทั้งหมด 118 เตา ใช้บ่มใบยาเวอร์จิเนียสายพันธุ์ค็อกเกอร์ 347 ซึ่งเป็นสายพันธุ์ยาสูบจากอเมริกาที่ปลูกในพื้นที่เชียงราย เชียงใหม่ พะเยา แพร่ และน่าน

ว่ากันว่าการปลูกใบยาสูบอยู่ในวิถีชีวิตของชาวอำเภอเชียงกลางมานานควบคู่กับการเกษตรอย่างอื่น ในพื้นที่จึงมีโรงบ่มใบยาหลายแห่ง แต่ที่เหลือให้เห็นค่อนข้างสมบูรณ์ก็มีที่บ้านสบกอนแห่งนี้นี่เอง ซึ่งในอดีตใช้วิธีบ่มด้วยไอร้อน ตัวอาคารก่ออิฐมอญฉาบปูนสูงประมาณ 5 เมตร หลังคามุงด้วยสังกะสี มีราวไม้ทำด้วยไม้เนื้อแข็ง มีช่องระบายอากาศเป็นจั่วบนยอดหลังคาและเป็นช่องหน้าต่าง ด้วยความที่ถูกทิ้งร้างไปนานนับสิบปี ทำให้รอบๆ บริเวณมีต้นไม้ใบหญ้าขึ้นเต็มไปหมด กลายเป็นแลนด์มาร์คเก๋ๆ สำหรับนักท่องเที่ยวสายฮิป

อีกแห่งหนึ่งที่หลายคนกดไลค์ ถูกใจในความเก๋า ก็คือ สนามบินเหล็ก สนามบินเก่าที่สร้างขึ้นเมื่อกว่า 50 ปีมาแล้ว เพื่อใช้ลำเลียงยุทธปัจจัยในภารกิจปราบปรามผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ในพื้นที่ตอนบนของจังหวัดน่าน ตั้งแต่ พ.ศ.2506

ในเวลานั้น อิฐ หิน ปูน ทราย เป็นของหายากขาดแคลน จึงต้องนำเอาตะแกรงเหล็กแผ่นนำเข้าจากไต้หวันมาสร้างเป็นรันย์เวย์ ความยาว 620 เมตร กว้าง 18 เมตร สนามบินเหล็กแห่งนี้สามารถรองรับเครื่องบินลำเลียงขนาดเล็กและเครื่องบินปีกหมุน ปัจจุบันเจ้าหน้าที่บอกว่ายังสามารถใช้งานได้อยู่ แต่ไม่ค่อยได้ใช้ เพราะเริ่มผุพังไปตามกาลเวลา

51765930_2148136095245191_7038835474063949824_o

ความคลาสสิกของรันเวย์เหล็กนอกจากจะบันทึกหน้าประวัติศาสตร์การต่อสู้ทางความคิดและนวัตกรรมของคนยุคก่อนไว้อย่างน่าทึ่งแล้ว ยังชวนให้แวะมาเก็บภาพเท่ๆ ที่ไม่บอกก็อาจไม่รู้ว่า นี่คือชนบทของจังหวัดน่าน

มาถึงเมืองอากาศดีแบบนี้ อีกหนึ่งกิจกรรม ที่อยากแนะนำคือ การปั่นจักรยานชมนกชมไม้ ระยะทางใกล้ไกลเลือกได้ตามกำลังขาของแต่ละคน ปั่นชิลๆ ไปตามคันนา ลัดเลาะถนนในชุมชน ระหว่างทางมีจุดชมวิวสะพานแสงตะวัน อุโมงค์ต้นไผ่ และไฮไลท์ สะพานสายรุ้ง ที่ซึ่ง ‘เรา’ จะได้ยืนมองแม่น้ำสองสายไหลมาบรรจบกัน สายหนึ่งเป็นน้ำเย็นอีกสายเป็นน้ำอุ่น ฉากหลังเป็นแมกไม้และทิวเขา ...แค่คิดก็ฟินแล้ว

52320330_2148137141911753_5821950859763777536_o

  • ‘สงขลา’ เมืองโรแมนติสต์

ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่รู้สึกเบื่อๆ กับการนั่งมองตา จิบไวน์ชมวิวภูเขา หรือนั่งดูดาวริมชายหาด อยากเปลี่ยนบรรยากาศไปเดินจูงมือชมสตรีทอาร์ทเก๋ๆ จิบกาแฟในร้านสวยมีสไตล์ ชิมอาหารที่มีให้เลือกหลากหลายทั้งรสชาติแบบดั้งเดิมและสตรีทฟู้ดส์ แนะนำ ย่านเมืองเก่าสงขลา ที่มาพร้อมกับอดีตอันยาวนานกว่า 200 ปี

เมืองเก่าแห่งนี้มีถนนเส้นหลักอยู่ 3 เส้นขนานกัน นั่นคือ ถนนนครนอก ถนนนครใน และถนนนางงาม เชื่อมถึงกันด้วยตรอกเล็กๆ เหมาะสำหรับการเดินชมสถาปัตยกรรมเก่าๆ ที่ยังคงหลงเหลือ สัมผัสกลิ่นอายความหลากหลายวัฒนธรรม ทั้งจีน มลายูหรือมุสลิม ซึ่งบางคนเรียกอาคารที่เรียงรายอยู่ในเมืองเก่าแห่งนี้ว่า ‘ศิลปะสไตล์ชิโนโปรตุกีส’

หนึ่งในบ้านหลังใหญ่ที่โดดเด่นสะดุดตาและควรค่าแก่การแวะเข้าไปชมก็คือ บ้านนครใน ผนังอาคารด้านนอกตกแต่งด้วยเครื่องเซรามิกส์ ขณะที่ด้านในมีของเก่าอีกนับร้อยนับพันชิ้นซึ่งเป็นของสะสมของเจ้าของบ้านจัดแสดงอยู่ นอกจากจะดูได้เพลินๆ ยังรับรู้ได้ถึงความตั้งใจของผู้เป็นเจ้าของที่อยากให้คนต่างถิ่นได้เห็นคุณค่าและร่วมภาคภูมิใจไปกับอดีตอันรุ่งเรืองของสงขลาในฐานะเมืองท่าสำคัญของสยามประเทศ

อีกหลังที่โดดเด้งที่สุดบนถนนนครนอก คืออาคารสีแดงจัดที่รู้จักกันในนาม โรงสีแดง ที่แห่งนี้เป็นโรงสีข้าวเก่า ชื่อ ‘หับ โห้ หิ้น’ ก่อตั้งโดยขุนราชกิจจารี (จุ่นเลี่ยง ลิ้มเสาวพฤกษ์) ในปี พ.ศ. 2457 ต่อมาอีก 14 ปี หลานของท่านได้ซื้อกิจการต่อทั้งหมด และพัฒนาโรงสีข้าวโดยเปลี่ยนมาใช้เครื่องยนต์พลังไอน้ำ ใช้แกลบเป็นเชื้อเพลิง

ตามข้อมูลบอกว่า ชื่อโรงสี หับ โห้หิ้น เป็นภาษาฮกเกี้ยน หมายถึง สามัคคี กลมเกลียวและเจริญรุ่งเรือง ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ญี่ปุ่นยึดครองสงขลา และใช้โรงสีแดงเป็นคลังเก็บเวชภัณฑ์ หลังสงครามได้เลิกกิจการโรงสีข้าว เปลี่ยนเป็นโกดังเก็บยางพาราเพื่อส่งออก และท่าเทียบเรือประมง ปัจจุบันเป็นที่ตั้งของภาคีคนรักเมืองสงขลาสมาคม

ทว่าไม่ใช่แค่ตัวอาคารบ้านเรือนเท่านั้นที่ชวนให้เดินทอดน่องไปตามซอกซอยต่างๆ แต่สีสันของ Wall Street Art ที่ตกแต่งอยู่ตามกำแพง-ผนังต่างๆ ยังถือเป็น Signature ที่ชวนให้อ้อยอิ่งกับความสวยงามและเรื่องราวที่ซ่อนอยู่ในแต่ละภาพ

52100127_2148137155245085_3731621501212819456_o

อย่างภาพชายชรา 3 คนในร้านน้ำชาฟุเจา ซึ่งเป็นศิลปะบนกำแพงชิ้นแรกๆ ของเมืองเก่าสงขลา บุคคลในภาพนอกจากจะมีตัวตนอยู่จริง ยังสะท้อนความผสมผสานทางวัฒนธรรมและการอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขของคนจีนซึ่งส่วนใหญ่เป็นฮกเกี้ยน กับชาวมุสลิมที่มีอยู่ไม่น้อยเช่นกัน

ความสนุกขอการชมสตรีทอาร์ตนอกจากการเดินตามหาว่าซ่อนอยู่มุมไหนผนังใดบ้าง ก็คือการค้นหาความหมายที่ศิลปินตั้งใจจะสื่อสารกับผู้ชม ใครที่ชอบงานศิลป์รับรองว่าเดินได้ไม่เบื่อ แต่ถ้าเริ่มรู้สึกล้าๆ ร้านกาแฟหลากสไตล์ตลอดสองข้างทาง คือทางเลือกที่รับประกันความพอใจ บางร้านเน้นสีสันจัดจ้าน บางร้านตกแต่งสไตล์วินเทจ ส่วนบางร้านก็ได้บรรยากาศแบบวิวทะเล ใครชอบแนวไหนแวะไปนั่งพักนั่งโพสต์กันได้ชิลๆ

51565977_2148135718578562_2820597365080064000_o

‘ยาวน้อย’ ค่อยๆ รัก

จะมีอะไรโรแมนติกไปกว่าการนอนฟังเสียงคลื่น มองดาวยามค่ำคืน แล้วตื่นมาชมดวงตะวันโผล่พ้นน้ำ ก่อนชวนกันไปแหวกว่ายในทะเลกว้าง... และหากคุณกำลังมองหาชายหาดอากาศดีที่จะสูดออกซิเจนได้เต็มปอด เกาะไร้มลพิษแห่งนี้คือคำตอบ

เกาะยาวน้อย จังหวัดพังงา เป็นเกาะกลางทะเลที่สามารถเดินทางมาได้ทั้งจากท่าเรือในจังหวัดพังงา กระบี่ และภูเก็ต ที่นี่ชาวบ้านช่วยกันดูแลสภาพแวดล้อมอย่างดี จนทำให้ธรรมชาติรอบๆ ยังคงอุดมสมบูรณ์ ฟ้าสวยทะเลใส แหงนหน้ามองฟ้าคุณอาจจะได้เห็นนกเงือกบินโฉบไปมา ก้มมองในทะเลสีครามคือภาพของฝูงปลาแหวกว่ายอย่างมีความสุข

โดยทั่วไปนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่มักใช้เวลาพักผ่อนสบายๆ นั่งเล่นนอนเล่นในที่พักที่มีให้เลือกหลายระดับราคา แต่ถ้าใครอยากสัมผัสบรรยากาศท้องถิ่นอินกับวิถีชุมชน สามารถใช้บริการรถนำเที่ยวรอบเกาะ ซึ่งมีชาวบ้านเป็นคนนำทางด้วยตัวเอง

เส้นทางนี้จะผ่านทั้งชุมชน สวนยาง สวนผลไม้ และผืนนากว้างที่กินพื้นที่รวมๆ กันแล้วนับร้อยไร่ ตามปกติรถจะมาแวะพักที่สวนมะพร้าวของป๊ะป่าว ให้นักท่องเที่ยวได้ชิมน้ำมะพร้าวหวานชื่นใจก่อนจะเดินทางไปยังจุดท่องเที่ยวอื่นๆ เช่น อ่าวเคียน อ่าวเล็กๆ ที่มีพื้นที่ชายหาดไม่เกิน 60 เมตร แต่ลึกเข้าไปข้างในมีทรัพยากรธรรมชาติที่ค่อนข้างสมบูรณ์ โดยมีหมุดหมายสำคัญอยู่ที่ ‘โพทะเล’ ต้นไม้ขนาดใหญ่ วัดรอบโคนต้นได้ถึง 32 เมตร

อีกจุดที่เมื่อมาถึงเกาะยาวน้อยแล้วไม่ควรพลาด ก็คือ ท่าเรือแหลมไทร นั่งเรือออกไปเล็กน้อยก็จะเจอกับกะชังปลาบังหนีด มีสัตว์ทะเลหายากให้ได้ชมแบบตัวเป็นๆ ไม่ว่าจะเป็น กุ้งมังกร ปลาปักเป้า ฉลาม ดาวทะเล หรืออื่นๆ แต่ถ้าอยากมีของฝากติดไม้ติดมือกลับบ้าน แนะนำเวิร์คช็อปเพ้นท์ผ้าบาติกที่ ศูนย์หัตถกรรมกลุ่มแม่บ้านท่าเขา นอกจากจะสามารถเลือกซื้อผ้าบาติกสีสันสดใสแล้ว ยังลองเพ้นท์ผ้าด้วยตัวเองสร้างชิ้นงานหนึ่งเดียวในโลกกลับไปเป็นของที่ระลึกได้ด้วย

51548874_2148135688578565_5313644473874382848_o

เย็นย่ำค่ำแล้วหลังอิ่มอร่อยกับอาหารทะเลสดๆ ปูเนื้อหวาน ปลาหมึกหนึบหนับ อย่าลืมไปชิม ‘โรตีชาวเกาะ’ ที่่มีให้เลือกมากมายถึง 80 รายการ แตกต่างกันไปตามชนิดของแป้งและท็อปปิง กินคู่กับน้ำชาไม่ว่าร้อนหรือเย็นก็ฟินไม่แพ้กัน

อิ่มท้องแล้วได้เวลานอนหลับฝันดี เพื่อที่จะตื่นแต่เช้าตรู่มาชมวิวที่ถือเป็นไฮไลท์ของเกาะยาวน้อย นั่นคือ ‘ป่าเกาะ’ ในยามพระอาทิตย์โผล่พ้นขอบฟ้าว่ากันว่างดงามราวกับภาพเขียน แสงทองขับเน้นเกาะน้อยใหญ่ที่เรียงรายในท้องทะเล สักพักก็เปลี่ยนเฉดสีเข้มอ่อนไปตามสภาพอากาศ และในบางวัน...ถ้าโชคดี คุณอาจจะได้เห็นท้องฟ้าสีชมพูโอบล้อมเงาขุนเขาและระลอกคลื่น ถือเป็นการเติมความทรงจำดีๆ ไม่ว่าทริปนี้จะมาคู่หรือมาเดี่ยว

51982040_2148147378577396_892192736059326464_o

  • โลกสีชมพูที่ภูลมโล

ว่ากันว่าเวลาคนมีความรักโลกมักจะเป็นสีชมพู แต่นั่นก็เป็นแค่การเปรียบเปรยเพราะในความจริงสิ่งต่างๆ ยังคงมีสีเดิม ที่เพิ่มเติมคือหัวใจของคนต่างหากที่กระชุ่มกระชวยสดใสจนเข้าใจได้ว่าเป็นสีชมพู

ทว่าโลกสีชมพูที่ว่านั้นมีอยู่จริง เพียงจูงมือคนรักไปที่ ภูลมโล จ.เลย ฤดูหนาวแบบนี้กำลังเป็นช่วงนาทีทองของดอกนางพญาเสือโคร่งซึ่งกำลังผลิบาน เนรมิตภูเขาทั้งลูกให้กลายเป็นสีชมพูงามไม่แพ้ช่วงเทศกาลดอกซากุระของประเทศญี่ปุ่น

หลังจากประกาศให้พื้นที่ภูลมโลและพื้นที่ใกล้เคียงเป็นอุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้าซึ่งครอบคลุมพื้นที่ราว 307 ตารางกิโลเมตร หรือ 191,875 ไร่ บนพื้นที่รอยต่อ 3 จังหวัดคือ อำเภอเขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์ อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย และอำเภอนครไทย จังหวัดพิษณุโลก เมื่อปี พ.ศ.2527 ทางอุทยานได้เข้าขอพื้นที่คืนจากชาวม้งที่เข้าไปครอบครองพื้นที่ดังกล่าว โดยได้ทำข้อตกลงให้ชาวม้งปลูกพืชไร่ควบคู่กับต้นนางพญาเสือโคร่งเป็นระยะเวลา 3 ปีก่อนออกจากพื้นที่ จนถึงปัจจุบันภูลมโลจึงถูกปกคลุมด้วยต้นนางพญาเสือโคร่ง

จากยอดภูลมโลลงมาไม่ไกลจะถึง Pink Zone แรก จุดนี้อาจไม่ใช่จุดที่มีจำนวนต้นนางพญาเสือโคร่งมากที่สุด แต่น่าจะเป็นจุดที่ถ่ายภาพคนคู่กับต้นไม้ได้สวยที่สุด นั่นเพราะพื้นที่ค่อนข้างราบ เดินเข้าไปใกล้ชิดดอกนางพญาเสือโคร่งได้ง่าย และมีหลายต้นอยู่ในมุมที่จัดองค์ประกอบง่ายแถมยังงามอีกด้วย

แต่ช่วงไหนหมอกหนาและมีน้ำค้างจัด พื้นดินชุ่มชื้นกับหญ้าชุ่มฉ่ำก็เรียกเจ้าถิ่นกระหายเลือดอย่าง ‘ทาก’ ให้ออกมาทักทายนักท่องเที่ยวเยอะน่าดู บางตัวไม่ใช่แค่ทักทาย แต่ยังฝากรอยดูดเลือดไว้เป็นที่ระลึก...จะได้ไม่ลืมกัน...จ๊วบๆ

แม้จะไม่ใช่จุดใหญ่แต่ดอกพญาเสือโคร่งที่อยู่ตรงหน้าทำให้หลายคนตกอยู่ภวังค์ได้เหมือนกัน แม้ไม่เรียงรายเป็นระเบียบอย่างซากุระที่สวนสาธารณะคิตาคามิ เท็นโซจิ จังหวัดอิวาเตะ หรือริมแม่น้ำฮิโนคิไนกาว่า จังหวัดอาคิตะ แต่กลีบดอกสีชมพูหวานบานเต็มต้น กระจายอย่างไม่เป็นระเบียบทว่าเป็นธรรมชาติ ก็ทำให้นึกถึงสวนสาธารณะฮานามิยาม่า จังหวัดฟุคุชิมะ เลยทีเดียว แต่ก็แค่นึกถึงไม่ใช่คิดถึง เพราะที่ภูลมโลก็สวยสู้ได้สบายๆ

51579852_2148147365244064_8636277701440700416_o

ขึ้นรถแล้วไปยังจุดต่อไป รายทางมีต้นนางพญาเสือโคร่งให้เห็นเรื่อยๆ แต่จะกระจุกตัวอยู่เป็น Pink Zone ใหญ่ๆ อย่างที่จุดต่อไปนี้คือจุดใหญ่ที่สุดในแง่ปริมาณ อาจต้องใช้เวลามากทีเดียวเพื่อเดินลั้นลาในทุ่งดอกนางพญาเสือโคร่ง

นอกจากการชมดอกนางพญาเสือโคร่งแบบถึงเนื้อถึงตัว บาง Zone จะได้เห็นทุ่งดอกนางพญาเสือโคร่งจากมุมสูง คล้ายทิวเขาถูกทาด้วยสีชมพูพาสเทลในช่วงที่ดอกบานสะพรั่งเต็มที่ และในช่วงที่ยังบานไม่ 100 เปอร์เซ็นต์จะแซมด้วยสีเขียวของใบไม้ก็สวยไปอีกแบบ

51459835_2148136665245134_287460022227566592_o

รัก ณ ทะเลน้อย

ภาพยอยักษ์กับดวงอาทิตย์กลมโตโผล่ที่ริมขอบฟ้า มีผืนน้ำกว้างเป็นฉากหลัง อาจเป็นภาพที่หลายคนฝันใฝ่ว่าอยากจะไปยืนอยู่ตรงนั้นกับคนรัก มองวิวไปพร้อมกับเอ่ยคำหวานซึ้ง

ภาพที่ว่าบางคนเคยเห็นจากสื่อประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยว แต่ขอยืนยันว่าที่ ทะเลน้อย นั้นสวยไม่แพ้ภาพประชาสัมพันธ์ทีเดียว

แม้จังหวัดพัทลุงจะไม่มีอาณาเขตติดทะเล แต่ ‘ทะเลน้อย’ หรือ อุทยานนกน้ำทะเลน้อย กลับเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ชื่อเสียงลือลั่นไม่แพ้ทะเลของจังหวัดใดๆ ด้วยความที่เป็นทะเลสาบน้ำจืดกว้างใหญ่ เป็นแหล่งศึกษาข้อมูลพื้นที่ชุ่มน้ำ (แรมซาร์ไซต์) แหล่งสำคัญระดับโลก เพราะเป็นที่ตั้งของพื้นที่ชุ่มน้ำพรุควนขี้เสียนซึ่งเป็นแรมซาร์ไซต์ลำดับที่ 1 ของประเทศไทย และลำดับที่ 948 ในทะเบียนพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระหว่างประเทศ

ช่วงเวลาที่ฟ้ากำลังจะเป็นสีทองแบบทไวไลท์ แค่ยอมตื่นเช้ามากแข่งกับดวงตะวันที่กำลังจะออกมาเผยกายพร้อมแสงสว่าง ในห้วงเวลาที่ฟ้ายังมืดมิดบน สะพานปากประ เป็นจุดขวัญใจช่างภาพตั้งแต่มือใหม่ยันช่างภาพอาชีพ เพราะเบื้องหน้าคือน่านน้ำทะเลน้อย ที่มี ยอยักษ์ เครื่องมือจับปลาของชาวประมงพื้นบ้านที่นี่ เมื่อแสงรำไรบนเส้นขอบฟ้าค่อยๆ ทาให้มวลเมฆและผืนฟ้ากลายเป็นสีสันต่างๆ แล้วทวีความจัดจ้ามากขึ้นในทุกวินาที จนกระทั่งยอยักษ์และเรือลำน้อยค่อยๆ โชว์ตัว เป็นองค์ประกอบที่ขาดไม่ได้ของภาพทะเลน้อยจากมุมนี้

ด้วยระบบนิเวศหลากหลายที่นี่จึงเป็นแหล่งอาศัยของปลาน้อยใหญ่ ทุกคืนชาวประมงจะมาวางเบ็ดราวและอุปกรณ์การประมงอื่นๆ รวมทั้งยอ เพื่อหาสัตว์ทะเลจากคุ้งน้ำนี้จนเป็นเรื่องปกติ ทว่าสำหรับคนนอก...เครื่องมือประมงและชาวประมงเป็นเสน่ห์ของทะเลน้อย โดยมี คลองปากประ เป็นฉากชีวิตที่ชวนหลงใหล

51767647_2148136718578462_1231726084244897792_o

นอกจากบนสะพาน ที่ผืนน้ำก็เป็นพื้นที่ที่ควรย่างกรายเข้าไปมากกว่าแค่ใช้สายตามองจากระยะไกล เพราะที่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวใกล้ที่ทำการเขตห้ามล่าสัตว์ป่าฯ มีจุดลงเรือชมบัวแดง อัตราค่าเรือคิดเหมาลำ มีหลายเส้นทาง ราคามาตรฐานตามระยะทางเริ่มต้นที่ลำละ 450 บาท หากไปไกลหน่อยก็ประมาณ 800 บาท เป็นเรือหางยาวนั่งได้มากสุด 8 คน

ดอกบัวแดง นั้นบานแค่ตอนเช้า เป็นอีกกิจกรรมชมวิวที่ต้องอาศัยความใจสู้ตื่นเช้าสักหน่อย ยิ่งเช้ายิ่งได้เห็นของดี ไล่เรียงตั้งแต่อาทิตย์ขึ้นกลางทะเลน้อย ไปจนถึงดอกบัวที่บานสะพรั่งรับอรุณ

และอย่างที่ชื่อบอกไว้ว่าเป็นอุทยานนกน้ำทะเลน้อย จึงมีนกน้ำนานาชนิดมากกว่า 287 ชนิด ทั้งนกประจำถิ่นและนกอพยพมาจากที่อื่นตามฤดูกาล เช่น นกยางกรอก นกอัญชันคิ้วขาว นกพริก หรือ นกอีแจว นกเหล่านี้ออกมาหากินในดงบัวและกอไม้น้ำต่างๆ เพราะมีแมลงและปลาน้อยใหญ่อุดมสมบูรณ์

นอกจากนี้ที่ทะเลน้อยยังมีดาราดังแห่งท้องนาริมน้ำ นั่นก็คือ ควายน้ำ ร่างกายกำยำ คอยโชว์ตัวให้นักท่องเที่ยวชื่นชมความน่ารักไม่ว่าจะมองจากบนสะพานเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา หรือจากบนเรือก็ตาม ควายตัวเล็กตัวใหญ่อยู่กันเป็นฝูง บางตัวปลีกวิเวกออกมาเดินเล็มหญ้าหรือนอนเล่นน้ำเล่นโคลนแบบไม่แคร์สื่อ ตลอดทางที่สะพานพาดผ่าน สองข้างทางมีฝูงควายกระจายอยู่ทั่ว

ยิ่งยามเย็นเห็นแสงสีทองสาดส่องอยู่เบื้องหลัง ทั้งบรรยากาศ ธรรมชาติ และสรรพชีวิต ฉากใหญ่ที่ดำเนินไปอย่างเนิบช้าดูยังไงก็โรแมนติก

44442769_1987753974616738_7423844932411981824_o

เปิดอ่าน 675