'Love at first sight'  5 เมืองสวยในเซาท์อิตาลี

November 9, 2019
by บิเบวา

ตามฝันสู่เมืองหลากสีทางตอนใต้ของอิตาลี (ตอน 2) แคว้นปุลยาและแคว้นบาซีลีคาตา

.........................................

ถนนสายนั้นทอดยาวไปตามแนวชายฝั่งทะเล บ้านเรือนหลากสีสันลดหลั่นไปตามแนวเขาโอบล้อมด้วยท้องฟ้าและผืนน้ำสีคราม ไม่ต้องขยี้ตา...เพราะว่านี่ไม่ใช่ความฝัน เรากำลังมุ่งหน้าลงใต้ไปสู่ดินแดนส้นรองเท้าบูทของอิตาลีในแคว้นปุลยา (Puglia ในภาษาอิตาลี) หรือ อะพิวเลีย (Apulia : อังกฤษ) และแคว้นบาซีลีคาตา (Basilicata : อิตาลี) ที่ตั้งของเมืองสวยสุดโรแมนติกทั้ง 5 แห่ง ที่ยังไร้เดียงสาสำหรับนักท่องเที่ยวชาวไทย ทว่าเปี่ยมเสน่ห์ด้วยกลิ่นอายทางวัฒนธรรม

ว่ากันว่า...หากคุณหลงรักในความเป็นธรรมชาติ พอๆ กับความยิ่งใหญ่ทางอารยธรรม ชื่นชอบอาหารท้องถิ่น พอๆ กับการผจญภัยในดินแดนแสนไกล เส้นทางที่ลากลงสู่ปลายคาบสมุทรอิตาลีมีคำตอบครบถ้วน

 

S__66388000

 

  • กระท่อมขาวพราวเสน่ห์ Alberobello

กระท่อมหินสีขาวหลังคาทรงกรวยตัดกับท้องฟ้าสีฟ้าจัด คือภาพโปสการ์ดที่อาจเคยผ่านตามาบ้าง แต่เมื่อถึง อัลเบอโรเบลโล (Alberobello) ในจังหวัดบารี เมืองหลักแห่งแคว้นปุลยา ความรู้สึกท่ามกลางเมืองกระท่อมหินสีขาวที่ได้รับการขนานนามว่า ‘หมู่บ้านฮอบบิทแห่งอิตาลี’ ชวนให้ตกหลุมรักตั้งแต่แรกเห็น

9771C654-C84A-46C8-95C0-4C23F7754663

บ้านแต่ละหลังมีขนาดไม่ใหญ่มากนัก สร้างจากหินปูนโดยมีหลังคาทรงกรวยเป็นเอกลักษณ์ เรียกว่า ทรูลี Trulli วิธีการก่อสร้างบ้านของที่นี่นับว่าเป็นเรื่องน่าตื่นตื่นใจสำหรับคนเมืองร้อนอย่างเรา เพราะเขาใช้รูปแบบโบราณที่เรียกว่า Dry stone โดยการเรียงหินแต่ละก้อนให้เข้าล็อกกันแบบไม่ต้องอาศัยปูนซีเมนต์เชื่อม ซึ่งไม่ใช่แค่ชั้นเดียวแต่จะก่อผนังเป็นสองชั้น แล้วเติมช่องว่างด้วยเศษหินที่แตกหักจนเต็ม ด้วยวิธีการแบบนี้นอกจากจะได้ความคงทนแข็งแรงแล้ว ยังช่วยป้องกันลมหนาวทำให้อุณหภูมิภายในตัวบ้านอุ่นขึ้น มากไปกว่านั้นบางหลังมีการฝังส่วนของที่ก่อกองไฟไว้ในผนังด้วย

S__66388002

ไกด์ท้องถิ่นพาเราเข้าไปดูภายในบ้านที่ดูเรียบง่าย มีการแบ่งสัดส่วนของห้องต่างๆ ตามประโยชน์ใช้สอย ที่น่าสนใจคือเขาสร้างที่เก็บน้ำไว้รองรับน้ำฝนที่ไหลมาตามชายคาด้วย เรียกว่าไม่ว่าจะร้อนหรือหนาวก็อยู่ได้สบายๆ แถมยังมีเรื่องเล่าจากไกด์ว่า ความมหัศจรรย์อีกอย่างหนึ่งของ Trulli คือหลังคาทรงกรวยที่เพียงดึงไม้ชิ้นเดียวหลังคาก็จะถล่มลงมาในพริบตา เป็นภูมิปัญญาในการหลีกเลี่ยงภาษี ทำนองว่าบ้านหลังนี้ไม่มีคนอยู่แล้วนะ จริงสักกี่เปอร์เซ็นต์คงต้องไปตรวจสอบกันอีกที

A0135395-81E6-4662-BFDB-02A391052905

แต่ที่แน่ๆ เพราะความโดดเด่นของกระท่อมน้อยสีขาวเหล่านี้ที่ผ่านยุคผ่านสมัยมาได้ถึงกว่า 600 ปี ทำให้ อัลเบโรเบลโล ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกของยูเนสโกตั้งแต่ปี 1996 ปัจจุบันมีคนอาศัยอยู่กว่า 10,000 คน เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ชวนให้ใช้เวลาเดินเล่นชิลล์ๆ แค่ถ่ายรูปก็เพลินไปได้ครึ่งค่อนวันแล้ว แต่อย่าลืมเผื่อเวลาชิมไวน์และเลือกซื้อน้ำมันมะกอกที่เป็นของขึ้นชื่อด้วย บางร้านเขารับจัดไวน์เทสติ้ง พร้อมเสิร์ฟอาหารพื้นเมือง รับประกันความฟินสำหรับพิกัดสุดน่ารักแห่งนี้

 

  • มนต์ขลังอันเคร่งขรึม Lecce 

ไม่ได้มีแต่ความสดใสหรอกที่ทำให้หัวใจใครบางคนสั่นไหว บางครั้งมนตราก็มาพร้อมกับความเคร่งขรึมที่แฝงไว้ด้วยอารมณ์อบอุ่นอ่อนโยน เลกเซ (Lecce) ...ก็เช่นกัน

S__66388009

อีกหนึ่งเมืองสำคัญของภูมิภาคปุลยาแห่งนี้เต็มไปด้วยอาคารบ้านเรือนสไตล์บาโรก จนได้รับฉายาว่า Florence of the South เราเดินผ่านซุ้มประตูโบราณเข้าในหมู่สถาปัตยกรรมที่ทำจากหินปูนสีเหลือง หินธรรมชาติที่หาได้ในพื้นที่นี้ มีคุณลักษณะพิเศษคือความอ่อนนุ่ม ง่ายต่อการนำมาแกะสลักเป็นลวดลายอันอ่อนช้อย

มาถึงเลกเซ จุดหลักๆ ที่ต้องไปชมคือ ดูโอโม (Piazza del Duomo) หรือ จัตุรัส Cathedral จัตุรัสที่รายล้อมด้วยอาคารหรูหรา ทว่าขรึมขลังด้วย Duomo Cathedral of the Madonna Assunta วิหารที่สร้างขึ้นครั้งแรกเมื่อปีค.ศ.1144 และได้รับการบูรณะอย่างสมบูรณ์ในปี 1659-70 โดดเด่นด้วยหอระฆังสูงขนาด 70 เมตร ท่ามกลางตัวอาคารที่ดูเรียบง่ายสง่างาม

S__66388012

จาก Piazza del Duomo เดินไปตามถนนสายหลักที่เรียงรายไปด้วยร้านค้าและคาเฟ่ ยามสายอากาศเย็นสบายเราแวะดื่มกาแฟเต็มความสดชื่นกันเล็กน้อย ก่อนจะไปชมความอลังการของมหาวิหาร Santa Croce โบสถ์สไตล์บาโรกที่สร้างขึ้นในช่วงศตวรรษที่ 16-17 งดงามด้วยรายละเอียดการแกะสลักหินและซุ้มอันหรูหรา ใกล้ๆ กันเป็นที่ตั้งของ Palazzo Celestini ศาสนสถานเก่าแก่ที่ตอนนี้เป็นอาคารของรัฐบาล

อีกหนึ่งจัตุรัสสำคัญ Piazza Sant'Oronzo มีรูปปั้นของนักบุญอุปถัมภ์ของเมือง Saint Oronzo เป็นสัญลักษณ์ทางทิศใต้จะเป็นที่ตั้งของ อัฒจันทร์โรมัน ซึ่งถูกค้นพบในปี ค.ศ. 1929 สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในช่วงศตวรรษที่ 2 สำหรับชมการแสดงต่างๆ สามารถจุผู้ชมได้มากกว่า 25,000 คน ระหว่างการขุดค้นยังพบรูปปั้นหินอ่อนที่เคยตกแต่งเวที, คอลัมน์ และพื้นกระเบื้องโมเสกหินอ่อน

S__66388011

เหมือนร่องรอยของยุคสมัยที่ซ้อนทับกัน ลึกลงไปใต้ดินซ่อนเรื่องราวของอาณาจักรโรมัน ทว่าด้านบนคือเมืองแห่งศิลปะยุคบาโรก นอกจากจะชื่นชมอยู่ภายนอกแล้ว มีหลายแห่งที่น่าจะผ่านเข้าไปด้านใน หนึ่งในนั้นคือ Santa Chiara ความพิเศษที่ซ่อนอยู่ก็คือเพดานและของตกแต่งที่ทำด้วยกระดาษ หรือ paper-mache ที่หาชมได้ยาก

ขณะที่อีกแห่ง โบสถ์ซานมัตเตโอ San Matteo สไตล์บาโรกตอนปลาย ดึงดูดสายตาด้วยประตูอันสง่างาม แต่เมื่อผ่านเข้าไปด้านในโบสถ์รูปไข่จะได้พบกับรูปปั้นของอัครสาวกผลงานของ Placido Buffelli และแท่นบูชาที่สวยงามซึ่งออกแบบโดย Giuseppe Chino รวมไปถึงภาพวาด ‘The Martyrdom of Saint Agatha’ ที่วาดโดย Pasquale Grassi ถือเป็นแหล่งรวมศิลปะที่จะทำให้คุณหลงใหลเมืองนี้มากขึ้น

 

2

แต่ถ้าจะให้สมบูรณ์แบบ จากย่านเมืองเก่าเดินทางต่อไปอีกไม่ไกล จะพบกับเมืองบนเกาะหินปะการัง Gallipoli อดีตหมู่บ้านชาวประมงเก่าแก่ของเมืองเลกเซ ที่นี่จะเติมเต็มความสุขด้วยสายลมแสงแดดและอาหารทะเลสดๆ ครบทุกรสของการเดินทาง

 

  • เมืองสีขาวแห่งขุนเขา Ostuni 

ในแคว้นปุลยายังมีอีกหนึ่งเมืองสวยที่เราไม่อาจผ่านไปเฉยๆ ออสตูนี (Ostuni) ตัวเมืองตั้งอยู่ในเขตจังหวัดบรินดีซี (Brindisi) ด้วยภูมิทัศน์ที่สวยงามของชายหาด ไร่องุ่นและไร่มะกอก ทำให้เมืองนี้เป็นแม่เหล็กทางการท่องเที่ยวของอิตาลีตอนใต้ปลายรองเท้าบูท

ออสตูนี นอกจากจะถือเป็นอัญมณีด้านสถาปัตยกรรมที่มีชื่อเสียง ยังได้รับการยกย่องให้เป็น ‘เมืองสีขาว’ แห่งอิตาลี โดยจุดรวมพลของนักท่องเที่ยวจากทุกมุมโลก แน่นอนว่าคือลานกว้างของ จัตุรัสออสตูนี (Ostuni square) หรือ Piazza della liberta ที่ตั้งของอาคารสิ่งก่อสร้างที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์มากมาย โดดเด่นด้วย อนุสาวรีย์เซนต์ โอรอนโซ (Saint Oronzo 's column) นักบุญที่มีชื่อเสียงของคริสตจักรนิกายโรมันคาทอลิก

3

จากจุดนี้จะเห็นอาคารใหญ่น้อยเรียงรายลดหลั่นไปตามเนินเขา มีซอยเล็กซอยน้อยที่สามารถเดินซอกแซกเข้าไปได้ ในนั้นจะมีร้านรวงต่างๆ มากมายทั้งร้านอาหารและร้านขายของที่ระลึก แต่ปลายทางที่เป็นจุดหมายของนักท่องเที่ยวก็คือ ‘ย่านเมืองเก่าออสตูนี’ (Old Town) ที่มีลักษณะเป็นเมืองป้อมปราการขนาดใหญ่สร้างขึ้นบนเนินเขาและถูกล้อมรอบไปด้วยกำแพงโบราณสูงตระหง่าน

สถาปัตยกรรมสไตล์นีโอคลาสสิกที่สะดุดตาจนเราต้องพาตัวเองมายืนชื่นชมใกล้ๆ โบสถ์เซนต์ วิโต มาร์ตีร์ (San Vito Martire) เป็นหนึ่งในอนุสรณ์สถานทางศาสนาที่มีความสำคัญของเมือง โบสถ์แห่งนี้สร้างขึ้นในช่วงระหว่างปี 1750 - 1752 แม้จะมีอายุกว่า 200 ปีแล้วแต่ยังคงความงามสง่าสมเป็นแลนด์มาร์กสำคัญ

4

เดินสูงขึ้นบนด้านบนสุดของเนินเขาจะพบกับศาสนสถานเก่าแก่ มหาวิหารแห่งออสตูนี (Ostuni Cathedral) สถาปัตยกรรมสไตล์โกธิคนี้สร้างตั้งแต่ปี 1435 กว่าจะแล้วเสร็จก็ในปี 1495 เพื่ออุทิศถวายแด่ เซนต์แมรี อัสสัมชัญ (Santa Maria dell'Assunzione) ความงดงามของวิหารนอกจากจะอยู่ในรูปทรงสถาปัตยกรรมอันเป็นเอกลักษณ์ ยังต้องโฟกัสไปที่ลวดลายแกะสลักบนประตูหน้าต่างที่ตกแต่งด้วยดอกกุหลาบอย่างวิจิตร

ความน่าประทับใจของเมืองนี้นอกจากจะแทรกอยู่ในรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ของศิลปะต่างยุคสมัยที่ผสมผสานกันอย่างลงตัว ยังรวมไปถึงฉากหลังของท้องทะเลที่แต่งเติมแต่ละช่วงเวลาให้มี Mood and Tone ต่างกันไป

 1

 

  • นครถ้ำสุดขอบฟ้า Matera 

แม้จะไม่ใช่ปลายสุดของคาบสมุทรอิตาลี แต่ที่นี่คือที่สุดของอารยธรรมเก่าแก่ เป็นเมืองอายุกว่า 9,000 ปีที่ยังมีลมหายใจ และเป็นหมุดหมายที่ฉันขีดเส้นใต้ไว้ว่า...ต้องมาเห็นด้วยตาสักครั้งในชีวิต

S__66388006

บ้านเรือนสีขาวที่สร้างลดหลั่นลึกลงไปจากพื้นดิน คือเอกลักษณ์ที่ทำให้ เมืองมาเทรา (MATERA) ได้รับการขนานนามว่าเป็นเมืองใต้ดิน หรือ ‘เมืองมนุษย์ถ้ำ’ สถานที่แห่งนี้ตั้งอยู่ในแคว้นบาซีลีกาตา (Basilicata) ทางตอนใต้ของอิตาลี

จากการศึกษาทางโบราณคดีระบุว่า ซาสซี (Sassi) หรือตัวเมืองเก่าของ Matera มีการตั้งถิ่นฐานตั้งแต่สมัยยุคหิน บ้านเรือนเหล่านี้สร้างโดยขุดเข้าไปในหินปูนของหุบเขาลึก (canyon) ที่เกิดจากแม่น้ำกัดเซาะ นานนับพันปีที่เมืองนี้ยังมีผู้คนอยู่อาศัยต่อเนื่องกันมา โดยมีการปรับปรุงและขยายเมืองออกไป แม้จะต้องใช้ชีวิตอย่างยากลำบากเนื่องจากมีปัญหาด้านสาธารณูปโภคก็ตาม

ในปี 1980 รัฐบาลอิตาลีเคยบังคับให้ผู้คนย้ายออกจาก Sassi ไปยังพื้นที่ที่สะดวกสบายมากกว่า แต่ชาวเมืองส่วนใหญ่ก็ยังเลือกที่จะอยู่ในบ้านเดิมของพวกเขา กระทั่งปี 1993 ยูเนสโกได้ประกาศให้ Matera เป็นเมืองมรดกโลก และหลังจากนั้นสถานที่นี้ได้ถูกใช้ถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง The Passion of the Christ ทำให้ Matera เริ่มเป็นที่รู้จักในฐานะแหล่งท่องเที่ยวอันทรงคุณค่า

S__66388003

ทุกวันนี้นักท่องเที่ยวกลายเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตในเมืองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ บ้านเรือนจำนวนไม่น้อยเปิดเป็นที่พัก ร้านค้า รวมไปถึงสปาสุดหรู ภายในตัวเมืองถ้ำแบ่งเป็น 2 เขต คือบริเวณที่ยังมีคนพักอาศัย ส่วนใหญ่เป็นอาคารสีขาว กับถ้ำโบราณซึ่งเป็นที่อยู่ในยุคแรกเริ่ม อนุรักษ์ไว้เป็นแหล่งโบราณคดี ส่วนจุดที่ถือเป็น ‘The must’ ของที่นี่ก็คือ วิหารมาเทรา (Matera Cathedral) โบสถ์นิกายโรมันคาทอลิก ที่ตั้งอยู่บนสันเขา ในจุดที่สูงที่สุดของเมือง

S__66388004

เราเดินไปตามถนนทางเดินและบันไดที่คดเคี้ยวในเมืองเก่าราวกับกำลังท่องไปในดินแดนลึกลับ หลายมุมเปิดกว้างให้เห็นภาพเมืองถ้ำอันสวยงามแปลกตา ยิ่งเวลาเคลื่อนผ่านมาถึงแสงสุดท้ายของวัน ความสวยงามโรแมนติกยิ่งเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ ท้องฟ้าทไวไลท์ขณะที่เมืองทั้งเมืองเปิดไฟสีส้ม ความรู้สึกขณะนั้นเหมือนกับว่า ค่ำคืนนี้จะมีงานเฉลิมฉฉลองท่ามกลางหุบเขาอันเงียบงัน ทว่าสว่างไสวไปด้วยความสุขความทรงจำ

 

  • บินสูงสู่เมืองสวย Castelmezzano

“หากฉันบิน บินไปได้ดั่งนก ฉันจะบิน บินไปในนภา หากฉันลอย ล่องลมเหนือฟากฟ้า ฉันจะมองลงมายังพื้นดิน...”

ไม่อยากจะเชื่อว่าเสียงเพลงเบาๆ ที่ได้ยินบนเครื่องของการบินไทยจะกลายมาเป็นความจริงเมื่อเราเดินทางมาถึงเมืองสวยเมืองสุดท้ายในทริปที่มี การท่องเที่ยวอิตาลี (National Italian Tourist Board) เป็นผู้ออกแบบการเดินทาง

หลังจากไต่ระดับความสูงไปตามเทือกเขาในจังหวัดโพเทนซา (Potenza) แคว้นบาซีลีคาตา ในที่สุดเราก็มาถึง หมู่บ้านที่ได้ชื่อว่าสวยที่สุดของอิตาลี คาสเตลเมซซาโน่ (Castelmezzano) 

EFFF13BE-E916-4F54-B50F-14CA4E55636E

 หมู่บ้านสีสันสดใสในหุบเขาที่รายล้อมด้วยภูมิทัศน์อันงดงามนี้ แรกเริ่มเดิมทีในราวศตวรรษที่ 5-6 เป็นถิ่นฐานของชาวกรีก จนถึงปัจจุบันก็ยังคงรักษาความเป็นเอกลักษณ์ไว้จนได้ชื่อว่าเป็นหมู่บ้านที่มีสถาปัตยกรรมโดดเด่น ทุกวันนี้แม้จะมีคนอาศัยอยู่ไม่มาก อาจไม่ถึง 1,000 คนด้วยซ้ำ แต่นักท่องเที่ยวนั้นเรียกว่าไม่ขาดสายเลยทีเดียว  

ความน่าตื่นเต้นของหมู่บ้านแห่งนี้ ไม่ใช่แค่วิวทิวทัศน์ให้เดินเล่นชิลล์ๆ ถ่ายรูปสวยๆ แต่เป็นกิจกรรม ‘volo dell'angelo’ ที่เขาให้คำจำกัดความว่า “การพุ่งทะยานระหว่างสวรรค์กับหัวใจ” เป็นการบินข้ามภูเขาด้วยซิปไลน์ ความยาวกว่า 1,500 เมตร สูงประมาณ 1,000 เมตร ที่ความเร็วสูงสุด 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

หลังจากใส่อุปกรณ์เซฟตี้ครบชุด สาวไทยใจกล้าเดินมารอ ณ จุดปล่อยตัวด้วยอัตราการเต้นของหัวใจที่เพิ่มขึ้นจนรู้สึกได้ เมื่อได้รับสัญญาณเตรียมพร้อม เจ้าหน้าที่จัดแจงให้เราอยู่ในท่านอน มือสองข้างจับเชือกทางด้านหลัง ก่อนจะปลดล็อกปล่อยให้ร่างเล็กๆ พุ่งทะยานไปตามเชือกที่ขึงระหว่างยอดเขาทั้งสองฝั่ง

ความแรงและนิ่งของการบินขึ้นอยู่กับแรงลมที่มาปะทะ โชคดีที่วันนั้นลมสงบทำให้ลดความหวาดเสียวลงไปได้บ้าง แต่ภาพเบื้องล่างที่มีแต่ยอดไม้ กับพื้นดินและลำธารอยู่ไกลลิบ ขณะที่เบื้องบนมีเพียงแผ่นฟ้ากว้าง ก็ทำเอาโหวงๆ ไปเหมือนกัน

02_volodellangelo_coppiaภาพจากเว็บไซต์ www.volodellangelo.com

แต่ละวินาทีช่างยาวนานกว่าที่เคยรู้สึก บางจังหวะก็แอบหวั่นๆ เพราะไม่รู้ว่าจะมีอะไรไม่คาดคิดเกิดขึ้นระหว่างทางที่ร่างล่องลอยอยู่ในอากาศแบบโดดเดี่ยวหรือเปล่า แต่ในที่สุดก็มาถึงปลายทางที่หมู่บ้าน Pietrapertosa ที่อยู่ตรงกันข้าม เสียงในใจย้ำกับตัวเองว่า “I belive I can fly” 

จริงๆ แล้ว ตามโปรแกรมแบบเต็ม นอกจากบินไปแล้วยังมีเส้นทางบินกลับด้วย ซึ่งได้รับการบอกเล่าว่า ขากลับจะชันและเร็วกว่า เสียดายที่เราไม่มีเวลาพอ แต่แค่นี้ก็กรี๊ดสุดเสียงไปแล้ว ส่วนใครที่มาเป็นคู่ หรือไม่กล้าบินเดี่ยว เขาก็มีอุปกรณ์สำหรับบินคู่ ให้รู้กันไปเลยว่าจะรักกันมากขึ้น หรือจะแยกกันตอนขากลับ

เมื่อมาถึงหมู่บ้าน Pietrapertosa นอกจากจะมีบ้านน่ารักๆ ให้เดินชม มีร้านอาหารให้แวะพักหาอะไรรองท้องแล้ว เรายังสามารถชมความสวยงามของหมู่บ้านคาสเตลเมซซาโน่ได้อย่างเต็มตา และเดินต่อขึ้นเขาไปยังจุดชมวิวที่มองเห็นทิวทัศน์แบบพาโนรามาอีกด้วย

นี่เป็นประสบการณ์ครั้งหนึ่งในชีวิตที่ทำให้นกน้อยในไร่ส้มบินสูงกว่าที่เคย แถมยังสนุกกว่าที่คิด

ถึงตอนนี้ สำหรับเซาท์อิตาลีแล้ว...ไม่ใช่แค่รักแรกพบ แต่คงจะเก็บเธอไว้ในใจเสมอ...

7DD60629-2CDA-4A52-AE7E-95956A2533FB

 

การเดินทาง

การบินไทย บินตรงจากสนามบินสุวรรณภูมิ สู่กรุงโรม สนามสนามบิน ฟีอูมิชิโน (Fiumicino Airport) ทุกวันจันทร์, พุธ, ศุกร์, เสาร์, อาทิตย์ ***เที่ยวไป 00:01 Bangkok (BKK) - 06:00 Rome (FCO), เที่ยวกลับ13:30 Rome (FCO) - 06:05 +1 day Bangkok (BKK) ดูรายละเอียดได้ที่ www.thaiairways.com