นราฯ น่ารัก

October 19, 2019
by ปริญญา ชาวสมุน

ณ ปลายด้ามขวานที่บางคนมองในแง่ร้าย งานวิจัยได้เปิดเผยความงดงามของนราธิวาส

ความเรียบง่ายและแสนจะธรรมดากลายเป็นสิ่งที่คนยุคนี้โหยหาอย่างน่าประหลาดใจ อาจเพราะท่ามกลางเทคโนโลยีล้ำสมัย สิ่งที่พ่วงแถมมาด้วยคือความวุ่นวายและฉาบฉวยจนกระทั่งหลายคนเลือกละทิ้งความสูงส่งสู่สามัญ

ผมเป็นหนึ่งในนั้น แม้สิ่งล่อตาล่อใจจะมากมายรายรอบตัว และยังสนุกสนานกับวัตถุและความทันสมัยต่างๆ นานา แต่บ่อยครั้งที่ความสนุกสนานเหล่านั้นกำลังสะกิดบอกว่า “มันไม่จริงแท้และไม่ยั่งยืน” มีหลายหนที่ผมขวนขวายที่จะกลับไปสู่ความธรรมดา ซึ่งก็สมหวังบ้าง ผิดหวังบ้าง...เป็นธรรมดา

-1-

ไม่นานนี้ จังหวัดนราธิวาส ได้เข้ามาอยู่ในรายชื่อสถานที่ที่จะต้องเดินทางไป บางคนคงคิดว่าผมจะต้องตื่นตระหนก แต่บอกได้เลยว่ามีแต่ความตื่นเต้น เพราะนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่จะต้องลงไปยังสามจังหวัดชายแดนใต้ซึ่งหลายคนเชื่อว่าเต็มไปด้วยสถานการณ์ความรุนแรง แต่ไม่ว่าจะไปกี่ครั้งก็พบว่าที่นั่นอบอวลด้วยสันติสุข มิตรไมตรี และมีความง่ายงามอย่างที่ผมถวิลหาเมื่อต้องเผชิญกับความว้าวุ่นใจ

บวกกับเจ้าภาพอย่าง สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) ที่สนับสนุนงานวิจัย ‘การท่องเที่ยวโดยชุมชน’ ยิ่งการันตีว่าในความเรียบง่ายนั้นมีความลึกซึ้งอยู่ด้วย

สำหรับใครที่ยังไม่รู้ว่าจะไปสัมผัสวิถีชีวิตของคนในท้องถิ่นได้อย่างไร ง่ายที่สุดคงเป็นการไป ‘ตลาด’ ซึ่งห่างจากกลางเมืองนราธิวาสเพียง 4 กิโลเมตร มีตลาดชื่อดังอยู่แห่งหนึ่ง แต่เดิมที่นี่เป็นชุมชนเก่าแก่ชื่อว่า ชุมชนบ้านยะกัง เพราะย่านนี้คือท่าเทียบเรือขนสินค้า บรรดาพ่อค้าแม่ขายจากต่างถิ่นหรือแม้แต่ต่างประเทศก็ขนของเข้ามาขาย ทำให้บริเวณนี้มีเศรษฐกิจเฟื่องฟูมาก แต่เมื่อยุคสมัยเปลี่ยน ถนนหนทางสะดวกมากขึ้นย่านการค้าจึงย้ายจากริมน้ำไปสู่เมือง ที่นี่จึงซบเซาตามกาลเวลา

กระทั่งปี 2555 ผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาสขณะนั้นมีดำริว่าน่าจะฟื้นวิถีชีวิตริมน้ำและการค้าขายให้กลับมาคึกคักอีกครั้งด้วยการทำเป็น ตลาดน้ำยะกัง นั่นคือจุดเริ่มต้นของตลาดน้ำแห่งนี้ จากร้านค้าไม่กี่ร้าน ค่อยๆ ขยับขยาย จนเมื่อเดือนกรกฎาคม 2559 ที่นี่เปิดเป็นแหล่งท่องเที่ยวอย่างเป็นทางการ

เสน่ห์ของตลาดน้ำยะกังคือบรรยากาศริมคลองที่ร้านรวงกว่า 50 ร้านทอดยาวไปหลายร้อยเมตร แต่แทบจะทุกตารางนิ้วมีวิถีชีวิตของชาวชุมชนยะกังซ่อนอยู่ ไม่ว่าจะในอาหารการกินที่วางขาย หลายอย่างผมไม่เคยเห็น ไม่เคยได้ยินชื่อ และแน่นอนว่าไม่เคยได้ชิม เช่น ขนมปูตูฮาลือบอ ขนมบาตาบูโระ ขนมเจ๊ะแมะ นาซิดาแฆ นาซิกายอ ขนมจูโจ เป็นต้น แต่หลังจากได้ลองชิมแล้วก็ไม่สงสัยเลยว่าทำไมขนมพื้นบ้านเหล่านี้ถึงยังขายดี เพราะอร่อยและมีรสชาติเป็นเอกลักษณ์มาก

72532129_2568935173165279_2777022276162289664_o

74591193_2568935139831949_3000370307950182400_o

74790421_2568935326498597_3177266868272496640_o

ทุกวันศุกร์และเสาร์ซึ่งเป็นวันตลาดเปิดจะมีนักท่องเที่ยวและชาวบ้านในชุมชนนั้นรวมทั้งชาวบ้านจากย่านอื่นมาเดินซื้อหาของกินกันขวักไขว่ หลังจากชอปปิงอาหารอร่อยที่ราคาถูกแสนถูกก็จะจับจองที่นั่งริมคลองยะกัง สังสรรค์กันไปดื่มด่ำบรรยากาศกันไป นอกจากนี้ยังมีการแสดงจากเยาวชนในท้องถิ่นให้ได้ชมกันด้วย

ส่วนใครมาเป็นครอบครัวและอยากทำกิจกรรมร่วมกัน ที่นี่มีเรือถีบให้บริการราคาเที่ยวละ 40 บาท หรือจะเป็นเรือท่องเที่ยวพาชมวิถีชุมชนริมสองฝั่งคลองยะกัง ก็ราคาเหมาลำ 300 บาทเท่านั้น

เท่าที่ผมเดินสำรวจจนทั่วตลาด สังเกตได้ว่าแต่ละร้านขายอาหารและขนมไม่ซ้ำกันเลย พอสอบถามกับคณะกรรมการของตลาดจึงได้ความว่าเป็นกฎระเบียบการค้าขายของตลาดน้ำแห่งนี้ว่าไม่ให้ขายอาหารซ้ำกัน ในกรณีที่มีการขายซ้ำกันจะถือว่าผู้ที่มาลงทะเบียนก่อนมีสิทธิ์ในการขาย และไม่อนุญาตให้ร้านค้าอื่นขายอาหารหรือขนมชนิดนั้นอีก และมีกฎควบคุมราคาอาหารว่าห้ามเกินอย่างละ 20 บาท ยกเว้นบางรายการอาหารที่คณะกรรมการพิจารณาเห็นสมควร

สำหรับคนที่สนใจ ตลาดน้ำแห่งนี้เปิดให้บริการทุกวันศุกร์ - เสาร์ เวลา 12.00 น. - 20.00 น. หากมีข้อสงสัยสอบถามได้ที่ 08 2263 2923

73034211_2568935219831941_1303802254016380928_o

72482292_2568935433165253_4852744347860336640_o

การเดินตลาดน้ำอาจทำให้เห็นวิถีชีวิตได้พอสมควร แต่ก็ยอมรับว่าอีกด้านคือการจัดรูปแบบเพื่อการท่องเที่ยว สำหรับคนที่ยังต้องการเรียนรู้วิถีชีวิตเรียบง่ายและสมถะ แต่น่ารักและมีความสุขดี แนะนำให้ไปที่ สวนลุงจันทร์ ชาญแท้ สวนเกษตรผสมผสานของ จันทร์ ชาญแท้ ชาวบ้านโคกกระท่อม ตำบลพร่อน อำเภอตากใบ ที่พลิกผืนดินอันผุพังให้กลายเป็นผืนดินอันสมบูรณ์ด้วยการน้อนำพระราชดำริของในหลวงรัชกาลที่ 9 มาปฏิบัติ

ตั้งแต่เข้ามาถึงสวนลุงจันทร์สิ่งที่สัมผัสได้ทันทีคือความเขียวขจีของต้นไม้ใบหญ้า ผมเผลอสูดกลิ่นดินและกลิ่นอากาศบริสุทธิ์ไปจนชุ่มปอดอย่างคนหิวกระหาย คงไม่แปลกใช่ไหม ก็ต้องอยู่กับอากาศเสียมาเกือบทั้งชีวิตนี่นา

ขณะที่กำลังกอบโกยอากาศดีเข้าร่างกาย ชายสูงวัยคนหนึ่งเดินมาทักทายต้อนรับ เขาคือลุงจันทร์เจ้าของสวน ไม่เพียงเท่านั้นเขายังมาพร้อมกับเงาะและมังคุดเอามาต้อนรับแขกเหรื่ออย่างเราด้วย ซึ่งต้องบอกว่า “อร่อยมาก!”

74582979_2568935829831880_8831286267699265536_o

72816497_2568935956498534_837366434848833536_o

ขณะเดินชมสวนที่กว้างกว่า 16 ไร่ ลุงจันทร์เล่าว่าเดิมทีที่นราธิวาสประสบปัญหาดินเปรี้ยวจนทำเกษตรกรรมไม่ได้ จนกระทั่งในหลวงรัชกาลที่ 9 ได้เสด็จมายังพื้นที่นี้และมีพระราชดำริให้ตั้งศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทอง อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ทำโครงการแกล้งดินจนชาวบ้านพลิกฟื้นที่ดินของตัวเองให้อุดมสมบูรณ์ได้

และหนึ่งในบุคคลที่มีส่วนทำให้เกิดการแก้ปัญหานี้ก็คือลุงจันทร์ เมื่อประมาณ 40 กว่าปีก่อน เขาได้เข้าไปกราบบังคมทูลในหลวงรัชกาลที่ 9 ถึงปัญหาดินเปรี้ยว เมื่อครั้งเสด็จพระราชดำเนินในหมู่บ้าน ถึงแม้จะน้ำตารื้นและเสียงสั่นเครือเมื่อพูดถึงพระองค์ท่าน แต่ลุงจันทร์ยังกัดฟันเล่าต่อว่า อดีตที่ดินราว 4 แสนไร่ของนราธิวาสประสบปัญหาดินเปรี้ยวจนเพาะปลูกอะไรไม่ได้ แต่หลังจากพระองค์ทรงมีพระราชดำริให้จัดตั้งศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทอง อันเนื่องมาจากพระราชดำริขึ้น ทำให้จะมีโครงการทดลองแกล้งดิน ซึ่งเป็นการเร่งทำให้ดินเปรี้ยวเป็นกรดจัดรุนแรงที่สุด จากนั้นหาวิธีการปรับปรุงดินเปรี้ยวจัดให้เพาะปลูกได้

ลุงจันทร์เป็นเกษตรกรคนแรกในจังหวัดนราธิวาส ที่ได้นำองค์ความรู้การแกล้งดินมาใช้พลิกฟื้นดินของตัวเองจนสำเร็จ แล้วต่อยอดเป็นสวนเกษตรแบบผสมผสานต่อไป

73349294_2568935879831875_8693571624571502592_o

“พื้นที่บางส่วนผมขุดบ่อเพื่อเลี้ยงปลาไว้ขายให้กับผู้รับซื้อและเป็นอาหารในครัวเรือน ที่นี่มีปลามากกว่า 3 หมื่นตัว นอกจากปลาแล้วผมยังเลี้ยงกบไว้เกือบ 500 ตัว แล้วก็เลี้ยงเป็ดเป็นเหมือนพนักงานตัดหญ้า เพราะเป็ดจะกินใบอ่อนของหญ้าตามคันคลอง เลี้ยงหมูเพื่อนำมูลของมันไปทำปุ๋ยคอก” ลุงจันทร์เล่า

ต้นไม้ขึ้นรกครึ้ม พืชพรรณนานาชนิดเต็มพื้นที่สวนเกษตรทฤษฎีใหม่ของลุงจันทร์ น่าจะเป็นสิ่งยืนยันได้ว่าโครงการแกล้งดิน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ช่วยให้ชาวนราธิวาสลืมตาอ้าปากได้

-2-

ข้าว เป็นอีกหนึ่งมรดกทางภูมิปัญญาของแต่ละท้องถิ่น ข้าวไม่ได้เป็นเพียงอาหารเท่านั้น แต่ยังมีเรื่องราวที่สอดคล้องเชื่อมโยงกับวิถีชีวิตของผู้คนด้วย รูปแบบการท่องเที่ยวแนวใหม่ที่กำลังได้รับความสนใจจากทั้งคนไทยและต่างชาติ คือ ท่องเที่ยววิถีชาวนา เพราะท้องนา ชาวนา ข้าว และอีกหลายเรื่องราวเกี่ยวพันกันล้วนเป็นรากเหง้าที่น่าเรียนรู้ และที่นราธิวาสก็มีข้าวพันธุ์หนึ่งชื่อว่า หอมกระดังงา ขึ้นชื่อลือชาว่าทั้งหอม อร่อย และมีคุณค่าทางอาหารมาก ด้วยเหตุนี้ผมจึงเดินทางไปที่บ้านโคกอิฐ-โคกใน แหล่งผลิตข้าวรายใหญ่ของเมืองนรา

ประธานกลุ่มแม่บ้านผลิตข้าวซ้อมมือบ้านโคกอิฐ-โคกใน เล่าให้ฟังว่าชาวบ้านที่นี่มีอาชีพหลักคือทำนา พันธุ์ข้าวที่นิยมปลูกส่วนมากคือหอมกระดังงา ซึ่งเป็นข้าวพันธุ์พื้นเมืองดั้งเดิมของ นราธิวาส อีกพันธุ์คือพันทะนาน ภาษามาเลเรียกว่าซีบูกาแต เป็นข้าวที่ให้ผลผลิตมาก นอกนั้นจะเป็นข้าว กข ที่เจ้าหน้าที่รัฐเข้ามาส่งเสริม แต่ผลผลิตก็สู้ข้าวพันธุ์พื้นเมืองไม่ได้ อาจเพราะสภาพพื้นที่ส่วนมากยังเป็นดินเปรี้ยวเหมาะกับข้าวพันธุ์พื้นเมือง ซึ่งเดิมทีชาวนาผลิตข้าวหอมกระดังงาได้ประมาณไร่ละ 300-450 กิโลกรัม แต่หลังจากศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทอง อันเนื่องมาจากพระราชดำริ เข้ามาร่วมแก้ปัญหาดินเปรี้ยว ทำให้ปัจจุบันผลผลิตข้าวหอมกระดังเพิ่มขึ้นเป็นไร่ละ 650-700 กิโลกรัม

และเพื่อเพิ่มมูลค่าให้ข้าวพันธุ์พื้นเมือง ชาวบ้านจึงช่วยกันคิดหาทางเพิ่มมูลค่าด้วยการจัดตั้ง โรงผลิตข้าวซ้อมมือ เพื่อแปรรูปเป็นข้าวซ้อมมือบรรจุถุง นอกจากเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มแล้ว สมาชิกไม่ต้องหาตลาดเองด้วย โดยผลผลิตข้าวทั้งหมดจะจำหน่ายให้แก่กลุ่มในราคาตามที่สมาชิกได้ตกลงกันเพื่อนำมาแปรรูปเป็นข้าวซ้อมมือบรรจุถุงเพื่อจำหน่ายต่อไป และนำมาแปรรูปเป็นอาหารชนิดอื่นๆ ที่หากินที่อื่นไม่ได้นอกจากที่นี่

74431793_2568934773165319_458193072551886848_o

72569475_2568934819831981_9049386472221704192_o

72435854_2568934896498640_3784741029664522240_o

สำหรับข้าวหอมกระดังงาเองแม้จะไม่แปรรูป แต่ก็มีจุดเด่นเฉพาะตัวตั้งแต่ลักษณะคล้ายกับข้าวสังข์หยด สีน้ำตาลเข้ม เม็ดยาวรี แต่กลิ่นหอมกว่า กลิ่นคล้ายกับข้าวขาวดอกมะลิ นอกจากนี้ยังมีสารอาหารมากโดยเฉพาะวิตามินบี 1 ที่ช่วยเรื่องอาการเหน็บชา

ไม่ว่าจะอยากไปสัมผัสวิถีข้าววิถีชาวนาหรือต้องการสั่งซื้อข้าวคุณภาพเยี่ยม ก็ติดต่อไปได้ที่กลุ่มแม่บ้านเกษตรกรบ้านโคกอิฐ – โคกใน โทร. 0 7367 1482

และอย่างที่บอกไปว่าวิถีชาวนาไม่ได้มีแค่ข้าวกับชาวนา แต่ยังมีสารพัดสิ่งที่เป็นวิถีชีวิตของผู้คน นับตั้งแต่โบราณการทำเครื่องใช้ไม้สอยจากวัสดุธรรมชาติคือเรื่องธรรมดาสามัญ ภูมิปัญญาด้านการทำเครื่องจักสานจึงติดตัวคนที่นี่มาตลอด แล้วตกทอดจากรุ่นสู่รุ่นจนถึงปัจจุบันนี้ การทำเสวียนหม้อก็เช่นกัน

เสวียนหม้อ หรือภาษาพื้นบ้านเรียกว่า เตียวหม้อ เป็นเครื่องมือที่ใช้รองก้นหม้อกันเปื้อน เนื่องจากสมัยโบราณที่ใช้เตาถ่าน เตาฟืน ก้นหม้อที่ใช้ก็เลยดำ แต่ด้วยความคิดสร้างสรรค์และยุคสมัยเปลี่ยนไปทำให้จากเสวียนหม้อธรรมดาจึงพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์อื่นๆ เช่น ตะกร้า ผอบ จานรองแก้ว กระเช้า แจกัน ถาดใส่ผลไม้ เป็นต้น

เสวียนหม้อเป็นสินค้าหัตถกรรมที่ขึ้นชื่อของอำเภอตากใบ เมื่อนักท่องเที่ยวมาที่นี่จะมีโอกาสได้เรียนรู้วิธีการทำ และถ้าต้องการลงมือทำก็มีชาวบ้านผู้เชี่ยวชาญคอยสอนด้วย สำหรับขั้นตอนการก็ทำก็ (เหมือนจะ) ไม่ยาก อย่างแรกคือเลือกก้านมะพร้าวที่ไม่อ่อนหรือไม่แก่จนเกินไป นำไปตากแดดพอเหี่ยว, เหลาก้านมะพร้าวโดยเอาส่วนใบออก, เลือกขนาดที่ใกล้เคียงกัน นำมาแยกเป็นกองจับเป็น 9 หวี หวีละ 18 ตอก (จำนวนตอก 9, 12, 15, 18, 21 ขึ้นอยู่กับขนาดของเสวียนหม้อที่ต้องการ), นำก้านมะพร้าวแต่ละหวีมาเรียงขัดกัน เพื่อเริ่มต้นสานก้นเสวียน เริ่มต้นสานโดยการเสริมแกนก้นเสวียนให้แข็งแรงด้วยรัดเกล้า (ส่วนของหน้าทางมะพร้าวที่ถูกฉีกออกเป็นเส้นยาวแล้วนำมาบิดเป็นเกลียว ใช้ขัดเป็นวงตรงส่วนก้นเสวียน เป็นหลักในการสาน ช่วยเพิ่มความแข็งแรง)

74406647_2568935493165247_1406587341170016256_o

74374095_2568935653165231_1186051258830553088_o

แม้จะเหมือนไม่ยาก แต่ด้วยความที่เป็นงานฝีมือ ต้องใช้เวลาและสมาธิค่อนข้างมาก ผมจึงเลือกที่จะดูผู้เชี่ยวชาญทำอย่างทะมัดทะแมง แล้วซื้อกลับมาเป็นของฝาก

-3-

นอกจากวิถีเกษตรกรรมของเกษตรกรนราธิวาสแล้ว ยังมีอีกวิถีที่น่าสนใจ ห่างจากตัวอำเภอตากใบประมาณ 3 กิโลเมตร ที่ริมแม่น้ำตากใบ อีกฟากฝั่งคือ เกาะยาว ที่เป็นคนละเกาะยาวเดียวกันกับที่พังงา

แต่การจะข้ามไปยังเกาะยาวได้ต้องข้ามสะพาน สะพานที่พาผู้คนจากสองฝั่งไปมาหาสู่กันได้ถูกเรียกขานกันว่า สะพานคอย 100 ปี เพราะกว่าจะได้มาทอดตัวข้ามแม่น้ำตากใบจนกลายเป็นแลนด์มาร์คสำคัญของอำเภอนี้ ชาวบ้านต้องรอคอยให้สะพานนี้สร้างยาวนานจนต้องแซวว่าคอยถึง 100 ปี

สะพานนี้ยาว 345 เมตร เดิมเป็นสะพานไม้ที่ทอดยาวข้ามผ่านแม่น้ำตากใบจากแผ่นดินใหญ่ไปสู่เกาะยาว ปัจจุบันได้สร้างเป็นสะพานปูนแข็งแรงและสวยงามทอดยาวขนาบไปกับสะพานไม้อันเก่า กลายเป็นเส้นทางหลักในการสัญจรของชาวบ้าน

74705024_2568934906498639_5299650572775849984_o

73375552_2568935049831958_9159111882928291840_o

72691680_2568934929831970_5644682943684149248_o

ถึงจะเป็นเช้ามืดที่ดวงตะวันยังไม่ทันโผล่พ้นขอบฟ้า ระหว่างเดินบนสะพานก็ยังได้เห็นวิถีชีวิตของชาวบ้าน ทั้งที่มาเหวี่ยงแหหาและพายเรือหางยาวหาปลา ภาพชาวบ้านขี่มอเตอร์ไซค์หรือเดินข้ามเกาะไปมาพร้อมรอยยิ้มทักทายผู้มาเยือนอย่างผม กว่าจะข้ามไปถึงอีกฝั่งจะได้ดื่มด่ำไปกับวิวของแม่น้ำตากใบและป่าชายเลนริมฝั่งจนอิ่มเอมใจ

เมื่อข้ามมาถึงเกาะยาว ด้วยลักษณะเกาะที่ค่อนข้างแคบ ทำให้มองเห็นทั้งสองฝั่งของเกาะ ฝั่งหนึ่งติดกับแม่น้ำตากใบ เป็นพื้นที่ของป่าชายเลน มีสะพานไม้ไผ่ลัดเลาะไปในป่าชายเลน ผ่านต้นโกงกางและต้นไม้อีกหลายชนิด อีกฝั่งหนึ่งของเกาะยาวติดกับทะเลอ่าวไทย บริเวณน่านน้ำนี้มีปลากุเลาชุกชุม

เสน่ห์ของเกาะยาวคงหนีไม่พ้นหาดทรายเรียบเนียน เป็นวิวแปลกตาที่ให้ความรู้สึกเวิ้งว้างกว้างไกล บางมุมเหมือนกำลังเดินอยู่ในทะเลทราย ซึ่งที่นี่มีชุมชนชาวมุสลิมที่อาศัยอยู่บนเกาะยาว แน่นอนว่าพวกเขามีอาชีพชาวประมงและทำสวนมะพร้าว

73504876_2568935023165294_2112560882369167360_o

72821936_2568935073165289_4058775834528317440_o

ด้วยความที่น่านน้ำทะเลตากใบอุดมสมบูรณ์มาก ทำให้มีปลากุเลาอาศัยชุกชุม ซึ่งปลากุเลาก็เป็นของขึ้นชื่ออันดับต้นๆ ของนราธิวาสเลยทีเดียว จนหลายคนขนานนามว่า ปลากุเลาตากใบ เป็นราชาแห่งปลาเค็ม ความสุดยอดที่ว่านี้ทำให้ปัจจุบันราคาอยู่ที่กิโลกรัมละไม่ต่ำกว่า 1,200 - 1,500 บาท

แม้ราคาจะแสนแพง แต่ยอดจำหน่ายยังไม่เคยลดลง ชาวบ้านที่ประกอบอาชีพทำปลากุเลาเค็มยังต้องผลิตกันมือเป็นระวิง ขายแทบไม่ทัน เพราะชื่อชั้นเรื่องความอร่อยเหนือกว่าปลาเค็มอื่นใด ทั้งเนื้อเนียนละเอียด รสเค็มกำลังดี มีกลิ่นหอมโชยเตะจมูก เมื่อทอดเสร็จแล้วจะมีเนื้อแน่นเนียน ฟู เค็ม มัน จะกินทั้งอย่างนั้นหรือนำมาบีบน้ำมะนาว ใส่หอมแดงนิดหน่อย เติมพริกเล็กน้อย ก็อร่อยอย่าบอกใคร (เพราะชิมมาแล้ว) ยิ่งถ้าเป็นช่วงปลายปีไปจนถึงต้นปีแบบนี้ ปลากุเลาจะมีมากเป็นพิเศษ

73155136_2568935749831888_8398339962101039104_o

74312463_2568935723165224_8968952094228742144_o

  บางคนอาจยังตั้งแง่ถึงสถานการณ์ต่างๆ ในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ แต่ถ้าลองเปิดใจมาสัมผัสสักครั้งจะรู้ว่าที่เคยคิดไว้ไม่ได้เป็นอย่างนั้นเสมอไป มิหนำซ้ำอาจหลงใหลในความน่ารัก เรียบง่าย แต่น่าประทับใจอย่างที่ไม่เคยได้รับจากที่ไหนมาก่อนก็ได้