ซาอุฯโชว์วิวสุดว้าว! พร้อมแจกวีซ่าท่องเที่ยวครั้งแรก

October 12, 2019
by มาริสา

เมื่อประเทศมุสลิมอนุรักษ์นิยมอย่างซาอุดิอาระเบีย เปิดบ้านต้อนรับนักท่องเที่ยว งานนี้มีกฎเหล็กที่พึงระวัง 19 ข้อ

ผู้ที่รักการเดินทางทั่วโลกกำลังตื่นเต้นกับข่าวที่ซาอุดิอาระเบีย ประเทศที่ได้ชื่อว่าเป็นมุสลิมหัวอนุรักษ์นิยมแบบสุดโต่งออกมาประกาศว่า จะออกวีซ่าท่องเที่ยวให้นักท่องเที่ยวต่างชาติเป็นครั้งแรก เพราะไม่ต้องการพึ่งพารายได้จากน้ำมันแต่เพียงอย่างเดียว ข่าวนี้ถูกรายงานไปทั่วโลกและมีปฏิกิริยาทั้งทางบวกและทางลบ หลายคนไม่เชื่อว่า ซาอุดิอาระเบียจะพร้อมรับการหลั่งไหลของนักท่องเที่ยวในทุกๆ ด้าน

วีซ่านักท่องเที่ยวนี้จะออกให้แก่พลเมืองจาก 49 ประเทศ (ไม่รวมไทย) โดยสมัครได้ทางออนไลน์ มีค่าใช้จ่าย 80 เหรียญสหรัฐ ก่อนหน้านี้ ซาอุฯ ออกวีซ่าให้กับแรงงานต่างชาติ ผู้ติดตาม และนักแสวงบุญชาวมุสลิมที่เดินทางมานครเมกกะและเมดินะเท่านั้น มกุฎราชกุมารโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน แห่งซาอุดีอาระเบียกล่าวว่า เรื่องนี้อยู่ภายใต้นโยบาย ‘วิสัยทัศน์ 2030’ เพื่อเตรียมซาอุฯ ที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่สุดในโลกอาหรับเข้าสู่ยุคหลังน้ำมัน โดยมีการท่องเที่ยวเป็นจุดขายหลัก

หลังการประกาศเรื่องนี้ กระทรวงมหาดไทยของซาอุฯ ก็ออกประกาศข้อห้าม 19 ข้อสำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ เช่น ห้ามทิ้งขยะไม่เป็นที่ ห้ามถ่ายรูปหรือวิดีโอผู้อื่นโดยไม่ได้รับอนุญาต ห้ามเล่นดนตรีในช่วงที่ผู้อื่นสวดมนต์และห้ามแซงคิว นอกจากนี้ นักท่องเที่ยวต้องแต่งตัวสุภาพ ไม่โป๊ ไม่โชว์ไหล่หรือเข่า และต้องไม่แสดงความรักในที่สาธารณะอีกด้วย นักท่องเที่ยวยังถูกห้ามใส่เสื้อที่มีข้อความ ภาพหรือสัญลักษณ์ที่ส่งเสริมการกีดกันเชื้อชาติ การแบ่งแยก การสร้างความเกลียดชัง การใช้ยาเสพติดและเรื่องลามก ผู้ที่ฝ่าฝืนจะถูกปรับตั้งแต่ 13-1,600 เหรียญสหรัฐ ค่าปรับสำหรับการเล่นดนตรีเสียงดังในที่พักโดยไม่ได้รับอนุญาตคือ 133 เหรียญ ค่าปรับจะเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าเมื่อทำผิดเป็นครั้งที่ 2 

ทางการกล่าวว่า “จุดประสงค์ของการออกข้อห้ามนี้เพื่อให้แน่ใจว่า ผู้มาเยือนและนักท่องเที่ยวต่างชาติทราบถึงกฎระเบียบและกฎหมายที่เกี่ยวกับวิธีปฏิบัติตัวเพื่อจะได้ทำตาม เราหวังว่า เพื่อนๆ และแขกของพวกเราจะเคารพวัฒนธรรมและระเบียบของเรา”

1 (6)

รัฐบาลซาอุฯ เตรียมตัวเรื่องนี้มาเป็นระยะเวลาหนึ่งแล้ว วิดีโอโปรโมทการท่องเที่ยวซาอุก็ทำความฮือฮาในโลกโซเชียลมีเดียได้เป็นอย่างดี วิดีโดชุดนี้แสดงให้เห็นสถานที่ท่องเที่ยวหลายแห่งที่จะเปิดให้นักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าไปชมได้โดยเปรียบเทียบกับสถานที่ท่องเที่ยวที่เป็นที่รู้จักกันในโลก เช่น อัล อูลา (Al Ula) เมืองโบราณอายุกว่า 2,000 ปีของซาอุฯ กับเพตรา นครศิลาสีกุหลาบของจอร์แดน ทะเลทรายทาบักกับรัฐยูทาห์ของสหรัฐอเมริกาและภูเขาขั้นบันไดเหมือนที่บาหลี อินโดนีเซีย 

3

“เชิญมาเป็นคนแรกที่ได้มาเยือนแหล่งท่องเที่ยวที่น่าตื่นตาตื่นใจแห่งใหม่นี้ เตรียมตัวมาพบกับสิ่งที่พวกท่านไม่เคยเห็นและไม่เคยมีใครเห็นมาก่อน” วิดีโอกล่าวเชิญชวน ซาอุฯ วางแผนว่า จะสามารถเชิญชวนนักท่องเที่ยวให้มาเยือนได้ 100 ล้านคนภายในปี 2030

เมื่อปีที่แล้ว ซาอุฯ ประกาศโครงการหลายโครงการเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวเช่น การสร้างสวนสนุกที่เมืองริยาดซึ่งเป็นเมืองหลวงให้เป็นแบบเดียวกับ Six Flags ของสหรัฐอเมริกาในปี 2021 สวนสนุกนี้จะเครื่องเล่นรถไฟเหาะที่เร็วที่สุดในโลกด้วย ส่วนโครงการทะเลแดงสร้างความฮือฮาได้มากเพราะซาอุฯ เป็นประเทศทะเลทราย แต่ประกาศว่าจะสร้างทะเลแดงให้เหมือนมัลดีฟส์เลยทีเดียว โครงการนี้จะตั้งอยู่ระหว่างเมืองอุมลุต (Umluj) และ อัลวาจฮ์ (Al Wajh) ใช้พื้นที่ประมาณ 30,000 ตารางกิโลเมตรและประกอบด้วยทะเลทราย ภูเขาและภูเขาไฟพร้อมที่พัก 8,000 ห้อง

2

เพื่อการนี้ ซาอุฯ ได้คลายกฎระเบียบอันเคร่งครัดไปหลายข้อด้วยกันเช่น จะอนุญาตให้นักท่องเที่ยวหญิงที่มีอายุเกิน 24 ปีสามารถเข้าประเทศได้โดยไม่ต้องมีชายที่เป็นญาติหรือสามีเดินทางมาด้วย (แต่ถ้าอายุน้อยกว่า 24 ปีก็ยังต้องมีญาติเดินทางมาด้วย) รอยเตอร์รายงานด้วยว่า นอกจากนี้ จะอนุญาตให้นักท่องเที่ยวชายและหญิงสามารถสามารถเข้าพักโรงแรมห้องเดียวกันได้โดยไม่ต้องพิสูจน์ความเป็นญาติหรือความเป็นสามีภรรยาเหมือนแต่ก่อน และยังเปิดโอกาสให้ผู้หญิงสามารถจองโรงแรมด้วยตนเองได้ ไม่ว่าจะเป็นชาวต่างชาติหรือชาวซาอุฯ ก็ตาม นักท่องเที่ยวไม่จำเป็นต้องสวมชุดคลุมยาวสีดำ แต่ขอให้แต่งกายอย่างสุภาพ และไม่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

ซาอุฯ จะโปรโมทให้นักท่องเที่ยวไปเที่ยวในหลายๆ เมือง แต่แน่นอนว่า ผู้ที่ไม่ได้นับถือศาสนามุสลิมจะไม่ได้รับอนุญาตให้ไปเมืองเมกกะและเมดิน่า

เมืองที่ซาอุที่น่าสนใจมีหลายเมืองด้วยกัน เช่น อัล อูลา ซึ่งเป็นเมืองที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ ในอดีตเคยเป็นทางผ่านของกองทัพในสมัยที่เกิดสงครามศาสนาในประเทศ เมืองนี้ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของซาอุฯ เมืองนี้ได้รับอนุรักษ์ไว้อย่างดี มีบ้านสมัยโบราณ และไมเดน ซาเล่ห์ หรือที่อยู่อาศัยที่เกิดจากการเจาะช่องเขา

อีกเมืองคือ เมืองอัล ดิริยาห์ (Al diriyah) เป็นเขตอนุรักษ์ทางโบราณคดีและประวัติศาสตร์อยู่ติดกับริยาดทางตะวันตก มีการการบูรณะซ่อมแซมและพัฒนาให้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยว นอกจากนี้ ยังได้รับเลือกจากยูเนสโก้ให้เป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมในปี 2010 รอบๆ บริเวณเขตอนุรักษ์ก็มีสวยสาธารณะเพื่อพักผ่อนหย่อนใจด้วย