อิสตันบูล รอยอดีตในโลกแห่งปัจจุบัน

September 7, 2019
by ชาธร โชคภัทระ

เสน่ห์น่าหลงใหลของเรื่องราวในอดีตแห่งนครโบราณยังคงมีลมหายใจ

เมื่อเอ่ยถึงชื่อ นครอิสตันบูล (Istanbul) บางคนคงเข้าใจว่าเป็นเมืองหลวงของตุรกี แต่ไม่ใช่ครับ เพราะเมืองหลวงที่แท้จริงคือ ‘อังคารา’ (Ankara) ต่างหากล่ะ แต่ที่เรารู้จักอิสตันบูลมากกว่า เพราะมันเคยทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางของอาณาจักรโรมันตะวันออก ซึ่งทริปนี้เราจะนั่งแคปซูลเวลา ย้อนกลับไปสู่รอยอดีตที่ซ้อนทับอยู่กับโลกปัจจุบันอย่างแยกกันไม่ออกทีเดียว

 

เธงเธดเธซเธฒเธฃเธฎเธฒเน€เธเธตเธขเน‚เธ‹เ_011

 

ในสมัยโบราณอิสตันบูลเคยทำหน้าที่เมืองหลวงของตุรกี (สมัยโรมัน) นานกว่า 1,123 ปี กระทั่งอาณาจักรโรมันตะวันตก (กรุงโรม) ล่มสลาย แต่อาณาจักรโรมันตะวันออกก็ยังยืนหยัดมาได้อีกพันกว่าปี ต่อมาถูกพวกออตโตมันเติร์กและมุสลิมผลัดกันรุกราน จนกลายเป็นรัฐที่ปกครองโดยมุสลิมในที่สุด ความเจ๋งของอิสตันบูลก็คือเป็นเมืองเดียวในโลกที่ตั้งอยู่บน 2 ทวีป ทั้งเอเชียและยุโรป คือพื้นที่เมืองส่วนใหญ่ 97 เปอร์เซนต์ อยู่บนฝั่งเอเชีย (บนคาบสมุทรอนาโตเลีย) และอีก 3 เปอร์เซนต์ อยู่บนฝั่งทวีปยุโรป (ภูมิภาคเทรซ : Thrace) โดยมีช่องแคบบอสฟอรัส (Bosphorus) กั้นสองฝั่งไว้ การไปมาหาสู่ใช้วิธีข้ามเรือเฟอร์รี่ หรือนั่งรถข้ามสะพาน หรือลอดอุโมงค์ใต้ช่องแคบยาว 5 กิโลเมตร จนทำให้รู้สึกว่าแผ่นดินสองทวีปนี้ผสานเป็นเนื้อเดียวกัน

ผมบินตรงจากไทยไปอิสตันบูล ตระเวนเยือน Landmark สำคัญๆ จากสนามบินอัลตาเติร์ก (Atatürk Airport) ถนนเคเนดี้อเวนิว (Kennedy Avenue) เลาะเลียบชายฝั่งไปตามแนวกำแพงเมืองเก่า พอหิวก็แวะร้านอาหาร สั่งปลาเทราต์ย่างเกลือมาชิมให้มีแรงก่อนออกเที่ยวต่อ

 

blue mosque 2

 วิหารฮาเกียโซเฟีย

จุดแรกคือ วิหารฮาเกียโซเฟีย (Hagia Sophia หรือฮายาโซเฟีย) ที่สุดแห่งศาสนสถานในอิสตันบูล เป็น 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ทางสถาปัตยกรรมของโลกยุคกลาง อีกทั้งยังเป็นต้นแบบของวิหารสไตล์ไบเซนไทน์ที่ดีที่สุดของโลก ด้วยขนาดอันมโหฬารจนต้องแหงนมองคอตั้งบ่า มีโดมครึ่งวงกลมสีเงินยวงอยู่สูงจากพื้นถึง 55.6 เมตร พร้อมด้วยหอขาน (เสามินาเร็ตยักษ์) อีก 4 ต้น ทำให้ฮาเกียโซเฟียน่าเกรงขาม ภายนอกวิหารอาจดูเรียบๆ แต่ภายในชวนให้ตะลึง เพราะแสงสลัวที่ลอดผ่านเข้ามาทำให้สีทองและสีน้ำเงินภายในโดมและฝาผนัง เรืองรองสุกปลั่ง อีกทั้งความสูงและโดมโค้งยิ่งช่วยเพิ่มความขรึมขลัง ผมเห็นภาพของศาสนาคริสต์และอักษรอิสลามอยู่คู่กัน เพราะเมื่อแรกสร้างเมื่อปี ค.ศ. 532 โดยกษัตริย์คอนสแตนติน ฮาเกียโซเฟียทำหน้าที่เป็นวิหารหลักในศาสนาคริสต์ของอาณาจักรไบเซนไทน์ แต่ภายหลังเมื่อออตโตมันเติร์กยึดเมืองได้ ก็เปลี่ยนฮาเกียโซเฟียเป็นสุเหร่ามาจนถึงปัจจุบัน

 

blue mosque 1

มัสยิดสีน้ำเงิน

เดินต่อจากฮาเกียโซเฟียไปแค่ไม่กี่อึดใจก็ถึง มัสยิดสีน้ำเงิน (Blue Mosque) หรือ ‘มัสยิดสุลต่านอาเหม็ด’ เป็น 1 ใน 3 มัสยิดที่มีหอขาน (เสามินาเร็ต : Minarets) มากถึง 6 ต้น เพราะทั่วไปมีแค่ 4 ต้น เล่ากันว่าตอนที่สุลต่านสั่งให้สร้างเมื่อปี ค.ศ. 1616 สถาปนิกฟังคำสั่งผิด เพราะสุลต่านรับสั่งว่า “altın minareler” (เสามินาเร็ตทองคำ) แต่สถาปนิกฟังเป็น “altı minaret” (เสามินาเร็ตหกต้น) เมื่อสร้างเสร็จจึงมีจำนวนหอขานเท่ากับมัสยิดกะบะห์ในนครเมกกะ สุลต่านร้อนใจ ต้องรับสั่งให้สร้างมัสยิดเพิ่มอีกแห่งที่เมกกะ โดยมีเสามินาเร็ตเพิ่มเป็น 7 ต้น

มัสยิดสีน้ำเงินในวันนี้มีชีวิตชีวามาก เพราะมีอิสลามิกชนนับหมื่นหลั่งไหลเข้ามาสวดมนต์ ส่วนด้านในก็อลังการด้วยโดมกลางสูงถึง 43 เมตร ล้อมด้วยโดมเล็กอีกนับสิบที่มีหลังคาสีฟ้าอ่อน ภายในวิจิตรด้วยกระเบื้องอิชนิค (Iznik) เพนท์สีฟ้าสไตล์อนาโตเลีย กว่า 20,000 แผ่น เป็นลายดอกทิวลิป และเถาไม้เลื้อยอ่อนช้อย โดยสถาปนิกรังสรรค์ลายดอกทิวลิปไว้มากกว่า 50 แบบ ไม่ซ้ำกันเลย

 

เธญเนˆเธฒเธ‡เน€เธเน‡เธšเธ™เน‰เธณเนƒเธ•เน‰

อ่างเก็บน้ำใต้ดินเยเรบาตัน 

ไม่ห่างจากมัสยิดสีน้ำเงินเป็นที่ตั้งของ อ่างเก็บน้ำใต้ดินเยเรบาตัน (Yerebatan Sarnici หรือ The Basilica Cistern) เก่าแก่กว่า 1,485 ปี อ่างเก็บน้ำใต้ดินเยเรบาตันอยู่ลึกใต้ดินหลายสิบเมตร เคยใช้เก็บน้ำมากถึง 100,000 ตัน โดยผันน้ำมาจากป่าเบลเกรด อ่างเก็บน้ำนี้ไม่ธรรมดา เพราะมีเสาโรมัน 336 ต้น สูงต้นละ 9 เมตร แกะสลักหัวเสาสไตล์คอรินเทียนใช้รับน้ำหนักหลังคาอุโมงค์ จุดที่ห้ามพลาดชม คือ เสาดวงตาปีศาจ (Evil Eyes) และเสาอีกสองต้นที่ส่วนในสุด คือ เสาเมดูซ่า ที่มีเส้นผมเป็นงู เสาต้นแรกสร้างเป็นเมดูซ่ากลับหัว อีกต้นหน้าเมดูซ่าตะแคงขวา เพื่อแก้เคล็ดไม่ให้คนที่พบเห็นกลายเป็นหินตามตำนานความเชื่อโบราณ

 

เธญเนˆเธฒเธ‡เน€เธเน‡เธšเธ™เน‰เธณเนƒเธ•เน‰_0222

เสาเมดูซ่า

เธฎเธดเธ›เน‚เธ›เน‚เธ”เธก 1

ฮิปโปโดม

จากเยเรบาตันเดินไปไม่ไกลก็ถึง ฮิปโปโดม (Hippodome of Constantinople) ซึ่งเคยใช้เป็นสนามแข่งรถม้าศึก เล่ากันว่าในการแข่งรถม้าศึกจะแบ่งเป็น 4 ทีมเหมือนเล่นกีฬาสี คือ สีน้ำเงิน เขียว แดง และขาว โดยทีมสีน้ำเงินและเขียวเก่งสุด (กษัตริย์จัสติเนียนที่ 1 สนับสนุนทีมสีน้ำเงิน) ต่อมาเมื่อปี ค.ศ. 532 การแข่งรถม้าศึกก็ถูกใช้เป็นเครื่องมือการเมือง เมื่อนักการเมืองผู้สนับสนุนทีมต่างๆ ยุแยงว่ากษัตริย์จัสติเนียนไม่ควรได้เป็นกษัตริย์ จึงเกิดจลาจลโดยนักแข่งทีมต่อต้านเรียกว่า ‘กบฐนิก้า’ (Nika Riots) จบลงด้วยการสังหารหมู่ผู้ลุกฮือกว่า 30,000 คน ในฮิปโปโดม!

 

เธ™เน‰เธณเธžเธธเน€เธขเธญเธฃเธกเธฑเธ™ เธฎเ

น้ำพุ

น้ำพุเยอรมัน

ฮิปโปโดมสร้างขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 203 ผังเดิมเป็นสนามกีฬารูปวงรียาวกว่า 1 กิโลเมตร รอบด้านเป็นอัฒจันทร์สูงใหญ่ แต่ปัจจุบันไม่เหลือสิ่งเหล่านี้แล้ว เพราะแปรสภาพเป็นสวนสาธารณะ สิ่งโบราณเดิมแท้ที่เหลืออยู่คือ เสา 3 ต้นกลางสนาม ต้นแรกถูกย้ายมาจากวิหารลักซอร์ที่เมืองคานัคในอียิปต์ ต้นที่สองย้ายมาจากวิหารอพอลโลในกรีซ และต้นสุดท้ายสร้างโดยกษัตริย์คอนสแตนตินที่ 7 นอกจากนี้ ปลายด้านทิศเหนือยังมี น้ำพุเยอรมัน (The German Fountain) สร้างเพื่อรำลึกถึงการเสด็จเยือนอิสตันบูลของกษัตริย์วิลเฮมที่ 1 แห่งเยอรมนี เมื่อปี ค.ศ. 1898 เป็นน้ำพุทรง 8 เหลี่ยมสไตล์นีโอ-ไบเซนไทน์ ถือเป็นหนึ่งใน Landmark สำคัญของอิสตันบูลเลยเชียว

 

เธžเธฃเธฐเธฃเธฒเธŠเธ‡เธฑเธ‡เธ—เธญเธ›เธเธ_0

พระราชวังทอปกาปึ

สถานที่สุดท้ายซึ่งผมไปเยือน คือ พระราชวังทอปกาปึ (Topkapi Palace) หลังจากอาณาจักรโรมันตะวันออกล่มสลาย เมื่อทหารออตโตมันเข้ายึดครองกรุงคอนสแตนติโนเปิลได้ เมื่อ ค.ศ. 1453 สุลต่านเมห์เมดก็มีดำรัสให้สร้างพระราชวังทอปกาปึ เพื่อใช้เป็นที่ประทับและออกว่าราชการ โดยสร้างด้วยสถาปัตยกรรมออตโตมันเติร์กและบาโรกของยุโรป เมื่อเดินเข้าไปส่วนแรกจะพบสวนกุหลาบ สนามหญ้าและทิวไม้ร่มรื่น เสน่ห์ของพระราชวังอยู่ที่หินอ่อนสีขาว กระเบื้องเคลือบอิชนิคที่ช่างท้องถิ่นชำนาญ ประดับเป็นลายทั้งบนพื้น ผนัง และเพดาน ทำให้พระราชวังดูวิจิตรทุกซอกมุม และเมื่อเดินเข้าไปถึงส่วนในสุดก็จะถึงหน้าผาชมวิวทะเลมามาร่า (Mamara Sea) มองเห็นผืนน้ำสีครามของช่องแคบบอสฟอรัสได้แบบพาโนรามา

เวลาแห่งความสุขในอิสตันบูลผ่านไปอย่างรวดเร็ว คล้ายผมถูกอดีตกลืนกินไปจนแยกตัวไม่ออก ในขณะที่โลกปัจจุบันยังคงหมุนไป เรื่องราวอดีตในนครโบราณแห่งนี้ก็ยังคงมีลมหายใจ เล่าขานตัวเองอย่างเงียบเชียบ และมีเสน่ห์น่าหลงใหลซะจริงๆ