‘เจษฎ์พิพัฒ’ ตามรอยการ์ตูนโปรดที่อลาสก้า

September 7, 2019
by ทัศนีย์ สาลีโภชน์

ความฝันวัยเด็กที่กลายเป็นความจริง กับการตามรอยสุนัขลากเลื่อน บัลโต ที่อลาสก้า ของ 'เจษฎ์พิพัฒ'

“ผมเป็นคนชอบเที่ยว แต่ก็ไม่ได้ need ขนาดว่าต้องไป เป็นคนไม่ได้เที่ยวเยอะครับ” คือคำตอบของ เจษฎ์พิพัฒ ติละพรพัฒน์ เมื่อเราถามว่าเป็นคนชอบการท่องเที่ยวแบบคนสมัยนี้ที่จะต้องมีรูปเช็คอินที่นั่นที่นี่อัพลงโซเชียลมีเดียอยู่เป็นประจำรึเปล่า

ถึงจะบอกแบบนั้น แต่ เจษ นักแสดงหนุ่มวัย 27 ปี ซึ่งละครเรื่อง สายลับจับกลิ่น ที่เขาแสดงเพิ่งจะลาจอไปทางช่อง ONE31 เมื่อปลายเดือนสิงหาคมที่ผ่านมานี้ ก็ยังมีทริปที่ตราตรึงอยู่ในความทรงจำ และทริปที่มีเรื่องไม่ประทับใจเกิดขึ้นมาเล่าสู่กันฟัง

20190716171527974 (1)

            สำหรับทริปที่ประทับใจนั้น เจษบอกว่ามันเกี่ยวพันไปถึงความทรงจำในวัยเด็กของเขาที่มีต่อการ์ตูนเกี่ยวกับเจ้า บัลโต สุนัขพันธุ์ไซบีเรียน ฮัสกี้ ที่ลากเลื่อนฝ่าพายุหิมะอันเกรี้ยวกราดและหนาวเหน็บเป็นระยะทางไกลถึง 674 ไมล์ เพื่อนำเซรุ่มไปรักษาเด็ก ๆ ในเมือง Nome อลาสก้า ที่ป่วยเป็นโรคคอตีบ จนได้รับการยกย่องให้เป็นวีรบุรุษของเมือง แล้วต่อมาถูกดิสนีย์ได้นำเอาเหตุการณ์อันน่าประทับใจนี้ไปสร้างเป็นภาพยนตร์การ์ตูนอนิเมชั่นออกฉายเมื่อปี 1995

“ตอนเด็ก ๆ ผมดูหนังการ์ตูนเรื่อง บัลโต หมาลากเลื่อนหิมะ แล้วพูดกับพี่ชายไว้...ตอนนั้นผมน่าจะอายุประมาณ 7 ขวบ...ว่าซักวันหนึ่งจะไปอลาสก้าให้ได้ แล้วพี่ผมขำ...แต่ในที่สุดผมก็ได้ไปมาเมื่อปีที่แล้ว มันเป็นครั้งแรกที่เรารู้สึกว่านี่เป็นความฝันวัยเด็กที่มันซัคเซส”

jed10

           นอกเหนือจากความรู้สึกว่าได้เติมเต็มความฝันในวัยเยาว์ของตัวเองแล้ว เจษยังประทับใจกับความสวยงาม เงียบสงบ และเป็นธรรมชาติของอลาสก้าด้วย

“ที่นู่นมันสวย มองไปทางไหนก็สวย เมืองก็เป็นแบบชาวบ้านจริง ๆ เรารู้สึกว่าทุกคนยิ้มให้กัน ทุกคนไนซ์ เหมือนมันได้อยู่กับธรรมชาติจริง ๆ ตึกสูงไม่มี ขับไปทางไหนก็สวย แล้วอาหารก็อร่อย ราคาก็ถูกครับ”

jed09

jed13

jed16

ทว่า การจะไปถึงแหล่งธรรมชาติที่เงียบสงบแบบนี้ย่อมแลกมากับ route ที่โหด การเข้าถึงที่ยาก ซึ่งเจษบอกว่าเขาต้องต่อเครื่องบินถึง 3 ต่อเพื่อไปอลาสก้า แล้วเครื่องของสายการบินอลาสก้าจะเป็นเครื่องบินลำเล็ก นั่งแล้วรู้สึกเหมือนจะตก ซึ่งในความเป็นจริงแล้วเครื่องไม่ได้จะตก แต่การที่เครื่องบินลำเล็กต้องบินฝ่ากระแสลมในดินแดนภูเขาน้ำแข็งแบบอลาสก้าจะทำให้เราพลอยรู้สึกแบบนั้นไปเอง

                                                            ............................

ส่วนทริปแย่ ๆ ที่ไม่ประทับใจ เกิดขึ้น ณ จุดหมายปลายทางยอดฮิตของคนทั่วโลกอย่าง โคลอสเซียม สนามกีฬากลางแจ้งแบบโบราณใจกลางกรุงโรม ประเทศอิตาลี ซึ่งเจษบอกว่าเจอคนมาหลอก

“เหมือนเค้ารู้ว่าเราเป็นคนไทย เค้าบอกว่าไทยแลนด์ แล้วก็เข้ามาพันข้อมือ พอพันเสร็จก็ขอตังค์ แต่ผมถอดคืนมันไป มันก็แบบ...ไม่ได้ ฉันพันให้แล้ว นายต้องให้เงินมา แล้วมันกลายเป็นเรื่องใหญ่มาก พ่อผมจะไปต่อยกับเค้า พ่อผมพูดไปประมาณว่า คุณจะมาทำแบบนี้กับนักท่องเที่ยวไม่ได้ ก็เลยเป็นประสบการณ์แย่ ๆ ที่เราจำครับ”

                                                  …………………

jed07

jed08

jed11

เห็นเป็นหนุ่มมาดขรึม พูดน้อยแบบนี้ (จนเจ้าตัวบอกว่า...คนเค้าชอบบอกว่าผมขี้เก๊ก) แต่รู้ไหมว่า เจษ เป็นคนใส่ใจปัญหาสิ่งแวดล้อม

“ผมไม่ได้รู้สึกว่ามันเป็นเรื่องวิเศษ แต่เป็นเรื่องที่เราอยากจะประชาสัมพันธ์ให้คนเข้าใจถึงโทษของมันกับสิ่งที่จริง ๆ แล้วอาจจะไม่ได้จำเป็นขนาดนั้นในเรื่องของพลาสติก เรื่องของขยะที่มันไม่สามารถรีไซเคิลได้ มันเป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม คือจริง ๆ แล้วมันก็ไม่ได้เยอะหรอก อันเดียว คนจะรู้สึกว่าไม่เยอะ แต่คนมันมีกี่คน แล้วเราไม่ได้รับเอฟเฟคต์ของมันจริง ๆ เราไม่รู้หรอกในช่วงระยะเวลาที่เราเกิดมาแล้วก็ตายไปซัก 70-80 ปี ลองคิดดูง่าย ๆ ถ้าย้อนไปซักร้อยปีที่แล้ว ทุกอย่างมันดีกว่านี้ แล้วถ้าเป็นอย่างนี้อีกร้อยปีมันก็จะแย่ลงถูกไหม แล้วผมรู้สึกว่ามันจะแย่ลงไปเรื่อย ๆ จนไม่รู้ว่ามันจะเป็นยังไง ถ้าเราไม่เริ่มหยุดแล้วกลับมาแก้ไขมัน และกลับมาดูแลมัน”

ส่วนสิ่งที่เจษทำนั้น เขาบอกว่าเป็นเรื่องง่าย ๆ ไม่ได้ใหญ่โตอะไรเลย อย่างการไม่ใช้หลอด ไม่ใช้ถุงพลาสติก ทิ้งขยะให้ถูกที่ถูกถัง

“ผมว่ามันเป็นเรื่องธรรมดามาก คนต่างประเทศเค้าทำกันเป็นกิจลักษณะเลย ผมไม่ได้ว่าคนไทยหรอก ไม่ใช่เค้ามักง่ายหรือว่าอะไร แค่ไม่มีความเข้าใจ ไม่มีการรับรู้ถึงโทษของมัน และไม่มีการรับรู้ถึงประโยชน์ของมัน แค่นั้นเอง”