รักเล็กๆ ณ พิจิตร

August 24, 2019
by กนกพร โชคจรัสกุล

เมืองรองกับเสน่ห์ความเรียบง่าย กลิ่นอายอดีตที่รอให้นักเดินทางไปสัมผัสด้วยตนเอง

ภาพจำของจังหวัด ‘พิจิตร’ นั้น คือเมืองแห่งนิทานพื้นบ้านที่มีชาละวันกับไกรทองต่อสู้ฟาดฟัน เป็นเมืองแห่งวิถีชุมชน วัฒนธรรม ประเพณี ประวัติศาสตร์ เต็มไปด้วยโบราณสถาน โบราณวัตถุ แล้วยังเป็นจุดซ่อนความลับระดับประเทศเอาไว้อีกด้วย

แต่ถ้าใครได้มาเยือนเมืองนี้ด้วยตัวเองจะรู้ว่า เมืองเล็กๆ ที่ถูกมองเป็นเมืองผ่านแห่งนี้ มีแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจซ่อนอยู่มากมายท่ามกลางวิถีอันเรียบง่าย ลองไปใช้ชีวิตสโลว์ไลฟ์ เที่ยวชมความเป็นไปของพิจิตรดูสักครั้ง แล้วคุณอาจจะค้นพบบางสิ่งที่เฝ้ารอมานาน...

 1 

เยี่ยมเยืยนเรือนลุงโฮ

ก่อนหน้านี้ ไม่เคยมีใครรู้มาก่อนว่าที่ดินแห่งหนึ่งในจังหวัดพิจิตร ที่ติดป้ายว่าป่าช้าฝังศพชาวเวียดนาม พ.ศ.2464 จะเป็นสถานที่สำคัญ ที่ชาวเวียดนามพยายามค้นหาว่า 'บ้านดง' นั้นอยู่ที่ไหน เป็นที่ๆ ลุงโฮ หรือ 'โฮจิมินห์' วีรบุรุษกู้ชาติชาวเวียดนามได้มาพักอาศัยอยู่ในเมืองไทยในช่วงที่รวบรวมชาวเวียดนามที่อพยพมาจากนครสวรรค์กลับไปกอบกู้บ้านเมืองจากฝรั่งเศส

เหตุที่ไม่รู้และไม่มีใครหาเจอเพราะสารบบทะเบียนราษฎร์เมืองไทยไม่มีคำว่า บ้านดง แต่หลักฐานทั้งหมดก็บ่งชี้มาว่าที่ป่าช้านี้คือ บ้านดง ที่ๆ ชาวเวียดนามอพยพมา

ลมพัดอ่อน ท่ามกลางแสงแดดจ้า เรายืนบนสนามหญ้ามองเรือนไทยยกพื้นสูง มีชานบ้านหลังหนึ่ง เป็นบ้านจำลองของลุงโฮ ใกล้ๆ กันเป็น พิพิธภัณฑ์โฮจิมินห์ โดดเด่นอยู่ท่ามกลางธรรมชาติ รายล้อมด้วยต้นไม้ บรรยากาศร่มรื่น ภูริ หงส์ทอง นักวิชาการประชาสัมพันธ์ อบต.ป่ามะคาบ ผู้ดูแลพิพิธภัณฑ์บ้านดงโฮจิมินห์ ให้ข้อมูลว่า

“ที่นี่เป็นแหล่งเรียนรู้ ดำเนินการสร้างเมื่อปี พ.ศ.2555 ต่อมาก็เป็นพิพิธภัณฑ์ รูปฉลุเหล็กกัดสีสนิมตรงทางเข้าเป็นรูปลุงโฮตอนอายุ 38 ปีเพิ่งเข้ามาเมืองไทย เราจำลองบ้านของลุงโฮมาให้เห็น เป็นที่เดียวที่มีข้าวของเครื่องใช้ของลุงโฮ มีจดหมายลายมือ หินทับกระดาษ ดินสอสองสี หมวก เสื้อผ้าชุดทำงาน รองเท้า ไม้เท้า และเป็นบ้านดงที่หลายคนค้นหา ซึ่งเอกอัครราชทูตเวียดนาม เคยมาที่นี่ถึงสองคนแล้ว”

เราเดินชมพิพิธภัณฑ์ทั้งชั้นล่างและชั้นบนพบว่ามี 9 โซน 1 สายสัมพันธ์ไทย-เวียดนาม พ.ศ.2376-2497 2 บ้านดงในอดีต ภาชนะอุปกรณ์เครื่องใช้ 3 ประธานโฮจิมินห์ผู้กอบกู้เอกราชเวียดนาม เล่าผ่านบันทึกส่วนตัว ภาพถ่าย ข้าวของเครื่องใช้ 4 ภูมิศาสตร์บ้านดง 5 ชุมชนบ้านดง ประวัติศาสตร์พิจิตรและภูมิหลังชาวเวียดนามในอดีต 6 ความลับที่บ้านดง ภารกิจของท่านประธานโฮ 7 การเคลื่อนไหวของประธานโฮจิมินห์ในสยาม 8 บากบั่นปลดแอก 9 วีรบุรุษ

ความยากลำบากของคนในสมัยก่อนนั้น คนในสมัยนี้อาจจะนึกไม่ออก ต้องเล่าเท้าความว่า เหตุที่ลุงโฮต้องมาประเทศไทยก็เพื่อตามหาชาวเวียดนาม ที่ไม่ยอมจำนนต่อฝรั่งเศสที่เข้ามายึดบ้านเมือง คนไหนไม่ยอมจะถูกฆ่าตาย พวกเขาจึงหนีมาอยู่ที่นครสวรรค์ ลุงโฮจึงต้องมาตามหาผู้คนแถวนี้เมื่อปี พ.ศ.2471

2 

ตึกโบราณ ตำนานรถไฟ

ไม่ไกลกันนัก จากชุมชนบ้านดง เราก็ได้พบกับ สถานีรถไฟพิจิตร สร้างในสมัยรัชกาลที่ 5 พ.ศ.2450 ที่สวยงามด้วยสถาปัตยกรรมนีโอคลาสสิค สี่เหลี่ยมผืนผ้า ก่ออิฐถือปูน 2 ชั้น หลังคาทรงจั่ว เหนือบานประตู หน้าต่าง ชายคา หน้าจั่ว ตกแต่งด้วยลวดบัวปูนโค้ง ชั้นล่างเป็นที่ทำการห้องนายสถานี ห้องจำหน่ายตั๋ว ห้องอาณัติสัญญาณ ชั้นบนเป็นที่พักของเจ้าหน้าที่ ความโดดเด่นของอาคารรูปทรงตะวันตกที่สวยงาม โทนสีครีมน้ำตาล ทำให้ตึกหลังนี้ติดอันดับ 1 ใน 10 สถานีรถไฟสวยที่สุดในประเทศไทย

 

9

คนที่ชอบความวินเทจไม่ควรพลาด เหมาะมากที่จะมาท่องเที่ยว เช็คอิน ถ่ายรูป บริเวณโดยรอบมีโครงเหล็กสองชั้นให้ขึ้นไปถ่ายภาพในมุมสูงด้วย และถ้าเดินทางมาในวันเสาร์ เวลา 16.00-21.00 น. จะมีงานถนนคนเดิน จำหน่ายสินค้า อาหาร และผลิตภัณฑ์ชุมชน

 4

 

โรงไม้บ้านเก่าเสาปั้นจั่น

ความงามของอดีต เป็นสิ่งที่สมัยนี้หลงเหลือน้อยมาก ภาพที่เราเห็นหลังจากเดินทางออกมาจากตัวเมืองประมาณ 20 กิโลเมตรที่ ชุมชนตะพานหิน ก็คือ อาคารไม้สองชั้น มีประตูสองชั้น ชั้นในเป็นตะเกียบ ชั้นนอกเป็นไม้สัก อายุ 66 ปี แต่ยังคงใช้งานได้อยู่ ในบ้านเต็มไปด้วยของเก่ามากมาย เป็นที่รู้จักกันในชื่อ บ้านเก่าเสาปั้นจั่น

พื้นที่แถวนี้เดิมเป็นชุมชนเก่าแก่ใต้สะพาน มีการสร้างท่าเรือเพื่อขนส่งสัมภาระลงต่อรถยนต์ไปยังจังหวัดเพชรบูรณ์ ตามดำริของจอมพล ป.พิบูลสงคราม ที่จะย้ายเมืองหลวงจากกรุงเทพฯมาอยู่ที่เพชรบูรณ์ในสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง ภายหลังสงครามสงบ และสภาผู้แทนไม่อนุมัติ จึงไม่ได้มีการย้ายเมืองหลวงเกิดขึ้น ที่นี่จึงถูกทิ้งร้าง เรือบรรทุกข้าวเลยมาจอดลงแถวนี้ ทำให้กลายเป็นย่านที่เจริญที่สุดของชุมชนตะพานหิน5

“สะพานนี้สร้างสมัยจอมพลถนอม ปี 2512 ผมกลับมาจากกรุงเทพฯมารีโนเวทรื้อฟื้นชุมชนเก่าให้เด็กๆ ว่าเห็นเมื่อก่อนเป็นตะพานหินที่รุ่งเรือง เอารูปภาพเก่ามาตกแต่ง ทำเป็นแหล่งเรียนรู้ อยากให้ชุมชนมีแหล่งท่องเที่ยวเป็นรากเหง้าให้เด็กๆ มาศึกษาศิลปวัฒนธรรม ที่นี่เปิดกว้างเป็นที่สาธารณะใครจะมาจัดงานที่นี่จัดได้ฟรี เป็นแหล่งเรียนรู้ด้านศิลปวัฒนธรรม เพราะเรายังมีบ้านเก่าประตูเก่าสไตล์จีนหลงเหลือให้ได้ชมกัน”  สมบัติ อิสรากำพต เจ้าของบ้านเล่าความเป็นมาของบ้านเก่าเสาปั้นจั่นให้ฟัง

3

เราเดินชมของเก่านานาชนิดในบ้านหลังนี้ มาสะดุดที่หนังสือเก่าทรงคุณค่า พิมพ์ที่เมืองนอกเมื่อ 300 ปีที่แล้ว เป็นหนังสือรวบรวมลายรดน้ำทั่วทุกวัดในประเทศไทย ต้นฉบับอยู่ในพิพิธภัณฑ์เยอรมัน สยามสมาคมเอาต้นฉบับไปพิมพ์ใหม่ เล่มที่เห็นนี้พิมพ์มาจากเมืองนอก เพราะสมัยนั้นเมืองไทยยังไม่มีโรงพิมพ์ รูปในเล่มสวยงามมาก อยากรู้ว่าสวยแค่ไหนต้องมาดูเอง

6

ลิ้มรสเข้มกาแฟโกยี

ร่างกายต้องการกาแฟ เมื่อมาเห็นบรรยากาศเก่าๆ ของเก่าๆ ทำให้อยากลิ้มรสของกินในตำนานแถบนี้บ้าง ไม่ไกลจาก บ้านเก่าเสาปั้นจั่น เราก็ได้พบกับสิ่งที่เราค้นหา

มุมถนน มีต้นไม้ขึ้นปกคลุมมองไม่รู้ว่าเป็นร้านกาแฟ เดินเข้าไป ถึงเห็นว่าเป็นร้านที่ขายของกินขนมขบเคี้ยวมากมาย และมีเคาน์เตอร์ทำกาแฟอยู่ด้านหลัง ที่นี่คือ ร้านกาแฟโกยี

“ร้านนี้ตั้งมาก่อน พ.ศ. 2500 ตอนแรกขายในตลาด พอตลาดไฟไหม้ เลยมาตั้งร้านเป็นของตัวเอง ตอนนี้พ่อทำไม่ไหวให้พี่ชายทำต่อ ส่วนที่นี่เป็นสาขาสอง เปิดมา 20 กว่าปีแล้ว ทั้งสองสาขาเอากาแฟมาจากแหล่งเดียวกัน คั่วที่เดียวกัน เดิมร้านชื่อ ท่งหลี พ่อชื่อยี แต่เขาเรียกกันโกยีๆ ก็เลยเป็นกาแฟโกยี”  สิริรัตน์ มัทวัง เจ้าของร้านกาแฟโกยีเล่าความเป็นมาของร้านให้ฟัง

ลูกค้าเดินเข้าเดินออก ซื้อโอเลี้ยงใส่ถุง ใส่ขวดไปไม่หยุด แรกทีเดียวเราสั่งชาเย็น แต่รู้สึกว่าไม่ได้การ ต้องสั่งโอเลี้ยงที่เขาซื้อกันมาชิมสักหน่อย... ทันทีที่น้ำสีดำผ่านเข้าสู่ลำคอ นอกจากรสหวาน เข้มข้น ยังมีกลิ่นหอมน้ำตาลไหม้ จิบแรกก็พบว่ารสสัมผัสแตกต่างจากโอเลี้ยงที่เคยชิมมา รสชาติเข้มข้นมากๆ

ในฐานะของคนชอบกินกาแฟ จึงต้องไปกระซิบถามความลับที่มาของความอร่อยที่มีมานานสักหน่อย ซึ่งเจ้าของร้านใจดีมาก บอกว่า

“เราจะทำให้น้ำตาลมีกลิ่นไหม้ พอได้ที่เริ่มเหนียวๆ เริ่มมีกลิ่นไหม้ๆ ก็จะเอาไปตากให้แห้งสนิท แห้งกรอบจนแข็งแล้วเอาไปบด ไม่ต้องละเอียดมาก แพ็คไว้อย่างดี ไม่ให้มีความชื้น เพราะถ้าเกิดความชื้นก็จะไม่หอม แล้วก็คั่ววันต่อวัน ถ้าทิ้งไว้นานหน่อยก็จะไม่หอมแล้วค่ะ ส่วนกาแฟโรบัสต้าเอามาจากชุมพร คนซื้อเดี๋ยวนี้ไม่นิยมซื้อเป็นแก้วแล้ว จะซื้อเป็นขวดไปเลย หรือซื้อใส่ถุงแล้วไปใส่กระป๋องใหญ่ๆ นั่งกินนานๆ กินเยอะๆ แก้วหนึ่งไม่พอกิน จะนั่งคุยกันไปกินไป ที่นี่เราเปิดทุกวันไม่มีวันหยุดค่ะ”

ใครอยากชิมโอเลี้ยงสูตรดั้งเดิมต้องเดินทางมาลิ้มลองกันที่ร้านโกยีแห่งนี้ รับประกันความอร่อย

7

 

โบสถ์เก่า ตะเคียนโบราณ

ถ้าเป็นคนที่ชอบเมืองเก่าวัดเก่าจะต้องชอบที่นี่ วัดโพธิ์ประทับช้าง บรรยากาศเหมือนที่อยุธยา สุโขทัย ไม่ผิดเพี้ยน เดินทางออกจากตัวเมืองไปเพียง 27 กิโลเมตร

วัดนี้สร้างขึ้น พ.ศ.2242-2244 สมัยสมเด็จพระสุริเยนทราธิบดี (พระพุทธเจ้าเสือ) แห่งกรุงศรีอยุธยา เป็นอนุสรณ์สถานเนื่องจากเป็นที่ประสูติของพระองค์ ตั้งอยู่ทิศตะวันออกของแม่น้ำพิจิตร หน้าวัดมีต้นตะเคียนอายุกว่า 200 ปี 7 คนโอบ ภายในมีวิหารสูงใหญ่ มีกำแพงล้อมรอบ 2 ชั้น ศิลปะแบบอยุธยา กรมศิลปากรขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานปี พ.ศ.2478 เสียดายที่ไม่ทันได้เห็นความใหญ่โตของต้นตะเคียนที่อยู่หน้าวัด เพราะเพิ่งถูกพายุพัดหักโค่นไปไม่นาน

8

“วัดสมเด็จพระเจ้าเสือแห่งนี้ ยังคงใช้โบสถ์ประกอบพิธีทางศาสนา บวชที่นี่ เวียนเทียนที่นี่ มีสวดมีอะไรทำที่นี่หมด เป็นโบสถ์ที่ยังมีชีวิตอยู่ ใช้อยู่ตลอด ด้านในมีพระจำพรรษา มีศาลาใหญ่ มีกุฏิ มีเมรุ เหมือนวัดทั่วๆ ไป ตอนต้นตะเคียนล้ม มีรุกขกรจาก ม.เกษตร มีป่าไม้มาดูแล มาหุ้มกระสอบ รักษาความสะอาดด้านใน ใส่ยาฆ่าเชื้อ ยาฆ่าแมลง ติดสปริงเกอร์ให้ความชุ่มชื้น โอกาสที่จะแตกใหม่ 60-70 เปอร์เซ็นต์ เพราะระบบรากยังดีอยู่ 

เราอยากจะทำให้แม่ตะเคียนแตกยอดขึ้นมาใหม่ ต้นตะเคียนอายุ 305 ปี มีผลต่อจิตใจคนที่นี่มาก วันที่แม่ตะเคียนหักลงมามีคนแก่หิ้วตระกร้าหมากมานั่งร้องไห้บอกว่าใจไม่ดี เหมือนเสียญาติผู้ใหญ่ไป วันรุ่งขึ้นก็มาทำบุญให้แม่ย่า กิ่งที่หักไม่มีใครกล้าเอาไป เพราะเคยมีคนเอากิ่งไป ขากลับต้องแห่เอากลับมาส่งเลย แม้แต่กิ่งเล็กๆ ก็ไม่มีใครเอา เพราะที่นี่คนเขาเชื่อกันอยู่” สำเนียง นาป้อม คณะกรรมการท่องเที่ยวของหมู่บ้านโพธิ์ประทับช้าง เล่าเหตุการณ์ที่เกิดกับต้นตะเคียนโบราณหน้าวัดให้ฟัง

 

10

คลองคาง ลางดี

จะมีอะไรดีไปกว่าการได้กินอิ่มนอนหลับ ความสุขยิ่งใหญ่อันดับหนึ่งของบางคนคือการได้กินของอร่อยๆ และนั่นคือจุดมุ่งหมายที่เราเดินทางต่อไปยัง ชุมชนบึงเสนา ที่มีสถานที่ท่องเที่ยวแห่งใหม่สุดชิคอย่าง ตลาดท่าเรือคลองคาง ท่าเรือเก่าที่เพิ่งเปิดเป็นตลาดมาได้ไม่นาน

“ตลาดแห่งนี้เกิดจากความคิดริเริ่มของท่านพระปลัดสุทัศนธรรมทีโป ปรึกษากับสถาบันวิจัยพัฒนาราชภัฎว่าจะสร้างตลาดชุมชนเข้มแข็งตามรอยพระราชดำริ ก็เลยจัดสร้างตลาดนี้ขึ้น เดิมเป็นท่าเรือเก่า พอมีสะพานตัดข้าม พื้นที่นี้ก็เลยว่างไม่ได้ใช้ประโยชน์ ท่านพระปลัดก็เลยทำตลาดเพื่อฟื้นฟูบรรยากาศเก่าๆ ให้กลับคืนมา ทำให้ชุมชนมีพื้นที่หากินอย่างยั่งยืน” พนมกร โชติมาก ประธานตลาดท่าเรือคลองคาง กล่าว11

แม้จะเปิดมาได้เพียง 3-4 เดือน แต่เท่าที่ได้เดินสำรวจเห็นคนมาเที่ยวเยอะมาก ผู้จัดบอกว่ายอดเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ได้รับการตอบรับอย่างดีจากคนปากน้ำโพ และพื้นที่ใกล้เคียง ซึ่งสิ่งสำคัญของที่นี่นอกจากความซื่อสัตย์ของพ่อค้าแม่ค้าแล้ว ก็คือ การไม่ใช้พลาสติก ไม่ใช้โฟม แต่ใช้วัสดุธรรมชาติ ใบตอง เครื่องจักสาน ไม้ไผ่ เครื่องปั้นดินเผาแทน 

12

ใครที่เป็นสายชิม แนะนำเลยเพราะมีอาหารเยอะมาก ของที่มาขายส่วนใหญ่ไม่ซ้ำกัน ทั้งหมดมีถึง 143 ร้าน ตลาดเปิดทุกวันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ เริ่มขายตั้งแต่บ่ายสามจนถึงสามทุ่ม เมนูที่ควรลอง คือ น้ำตาลสด น้ำพริกท่าเรือ ไอศกรีมโอ่ง ผลไม้ชาววัง ยำแหนมข้าวทอด

มาพิจิตรคราวนี้นอกจากจะอิ่มใจแล้วยังอิ่มท้องกลับไป ใครที่หลงรักสิ่งใหม่แต่ไม่ลืมเรื่องเก่า อย่าลืมเมืองเล็กๆ ไม่ใกล้ไม่ไกล 300 กว่ากิโลเมตรจากกรุงเทพฯ รับรองว่าจะประทับใจ

 

13

พาสาน นครสวรรค์

ระหว่างทางจากกรุงเทพฯสู่พิจิตร นอกจากทิวทัศน์ท่ี่คุ้นตา อาคารหน้าตาทันสมัยริมแม่น้ำช่างโดดเด่นสะดุดตา จนอดไม่ได้ที่จะต้องเก็บรูปและเรื่องราวมาฝากกัน

14

สถาปัตยกรรมนี้มีชื่อว่า ‘พาสาน’ เป็นสัญลักษณ์ของต้นแม่น้ำเจ้าพระยา ณ บริเวณแหลมเกาะยม จังหวัดนครสวรรค์ นับเป็นแลนด์มาร์คแห่งใหม่ของเมืองปากน้ำโพ ที่กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวใหม่ จุดเช็คอินที่ไม่ควรพลาดอีกแห่งหนึ่ง

หลายคนอาจสงสัยว่า พาสาน คืออะไร ฟังไม่ค่อยเข้าใจ

พาสาน มาจากคำว่า ผสาน (ผะ) ก.ประสาน (ข.ผสาร=บัดกรี) หมายถึง ประสาน เชื่อมเข้าด้วยกัน

แต่คำว่า พาสาน ในที่นี้หมายถึง การพาคนเข้าไปสานให้เกิดการผสมผสานกัน ระหว่าง คน สถานที่ และสภาพแวดล้อม

พาสาน จึงสื่อสารความหมายให้คนทั่วไปได้ทราบว่า อาคารแห่งนี้เป็นสถานที่ที่จะนำพาผู้คนเข้ามาผสานรวมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับวิถีชีวิตของชาวต้นแม่น้ำเจ้าพระยา

15

รูปทรงสวยงามแปลกตาของสถาปัตยกรรมแลนด์มาร์คแห่งใหม่ ณ จุดกำเนิดแม่น้ำเจ้าพระยานี้  ได้แรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์มาจากการศึกษาสภาพแวดล้อม วิถีชีวิต ขนบธรรมเนียม ประเพณีวัฒนธรรมชาวปากน้ำโพ เป็นการผสมผสานระหว่างธรรมชาติ ชุมชน สิ่งแวดล้อมไว้ด้วยกัน

นอกจากนี้ด้วยตำแหน่งที่ตั้งบริเวณปลายเกาะยม อันเป็นจุดบรรจบของแม่น้ำปิงและแม่น้ำน่าน ทำให้สามารถมองเห็นแม่น้ำสองสีบรรจบกันได้อย่างสวยงาม 

17

ลักษณะโครงสร้างตัวอาคารมีรูปทรงคล้ายเส้นสายที่สอดประสานมาบรรจบกันเป็นหนึ่งเดียวที่ส่วนปลาย เสมือนกับการรวมตัวของแม่น้ำสำคัญ 4 สายของไทย คือ ปิง วัง ยม น่าน ที่มารวมกันบริเวณนี้ เป็นจุดเริ่มต้นของแม่น้ำเจ้าพระยา

บริเวณโดยรอบของอาคารมีพื้นที่ทั้งหมด 3 ไร่ 48 ตารางวา พื้นที่ภายนอกแบ่งเป็น ลานประดิษฐานองค์เจ้าแม่กวนอิม ลานกิจกรรม สวนริมแม่น้ำ แพท่าน้ำ พื้นที่ภายใน ประกอบไปด้วย ส่วนแสดงนิทรรศการ ห้องประชุม สำนักงาน จุดชมทัศนียภาพ และอื่นๆ

16

สำหรับจุดเริ่มต้นของอาคารที่ชื่อว่า 'พาสาน' หลังนี้ เป็นโครงการที่เกิดมาจากแนวคิดของเทศบาลนครสวรรค์ ชมรมรักษ์เจ้าพระยา และประชาชนชาวนครสวรรค์ โดยได้รับการสนับสนุนที่ดินจากทั้งภาครัฐและเอกชน พร้อมทั้งเงินสนับสนุนหลักจากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

ใครสนใจสามารถเดินเที่ยวชมได้ในส่วนพื้นที่ภายนอกอาคาร ตั้งแต่เวลา 06.00-20.00 น.

การเดินทางก็ไม่ยาก สามารถมาได้ทั้งทางบกและทางน้ำ โดยทางบกให้ขับรถข้ามสะพานป้อมหนึ่ง (สะพานนิมมานรดี) แล้วเลี้ยวขวา ตรงไปตามทางเรื่อยๆ เจอสามแยกให้เลี้ยวขวา ก็จะเจอกับทางเข้า 'พาสาน' นครสวรรค์ ส่วนทางน้ำสามารถขึ้นเรือข้ามฟากได้ที่บริเวณต้นแม่น้ำเจ้าพระยา ที่ถนนริมเขื่อน อำเภอเมืองนครสวรรค์