‘ท่องเที่ยวฮาลาล’ เปิดโลกมุสลิม

July 24, 2019
by มาริสา

มาตรฐานการท่องเที่ยวตามหลักศาสนา ที่รองรับนักท่องเที่ยวชาวมุสลิม

‘ท่องเที่ยววิถีอิสลาม’ หรือบางทีก็เรียก ‘ท่องเที่ยวแบบฮาลาล’ มีระเบียบวิธีปฏิบัติและลักษณะเฉพาะที่เป็นเอกลักษณ์โดยอิงจากหลักศาสนาอิสลามที่เคร่งครัด อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวลักษณะนี้ไม่ค่อยแพร่หลายเป็นที่รู้จักและจะรู้จักกันเฉพาะกลุ่มเท่านั้น

แต่ในระยะหลัง การท่องเที่ยวแบบนี้เริ่มเป็นที่สนใจเพราะลูกค้านั้นมาจากประเทศทั่วโลก แต่เรื่องนี้ยังถือว่า เป็นเรื่องใหม่สำหรับประเทศปลายทางที่ต้องจัดโรงแรม ร้านอาหารและอื่นๆ ให้ถูกต้องตามหลักศาสนา เช่นการให้ความบันเทิงก็ต้องไม่ขัดกับหลักหรือกฎศาสนาอิสลาม ต้องละเว้นจากการให้บริการเครื่องดื่มที่มีสารแอลกอฮอล์เป็นส่วนผสม สระว่ายน้ำในโรงแรมต้องแยกบริเวณชาย-หญิงออกจากกัน เป็นต้น 

นอกจากนี้ ยังต้องมีการจัดเตรียมสถานที่เพื่อปฏิบัติภารกิจทางศาสนา เช่น ห้องละหมาด ไว้ทุกที่ที่เดินทางไปและถูกหลักศาสนาอีกด้วย มัคคุเทศก์และคนที่เกี่ยวข้อง ต้องได้รับการฝึกอบรม เคารพและรักษาระเบียบวินัยตามหลักศาสนาอิสลาม

 

1

 

รายงานจากทอมป์สัน รอยเตอร์ส กล่าวว่า ในปี 2014 ชาวมุสลิมจากทั่วโลกจ่ายเงินสำหรับการท่องเที่ยวกว่า 142 พันล้านเหรียญสหรัฐ ในขณะที่นักท่องเที่ยวจีนใช้จ่ายเงินในเรื่องนี้ 160 พันล้านเหรียญ ชาวอเมริกันใช้จ่าย 143 พันล้านเหรียญ จะเห็นได้ว่า เงินที่ได้จากชาวมุสลิมมากเป็นอันดับ 3 หรือ 11 เปอร์เซ็นต์ของทั้งโลก ดรรชนีการท่องเที่ยววิถีมุสลิมโลกรายงานว่า ในปี 2016 การท่องเที่ยวของชาวมุสลิมนี้เพิ่มขึ้นเป็น 156 พันล้านเหรียญ และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 220 พันล้านเหรียญในปีหน้า

ก่อนหน้านี้ ประเทศที่เป็นประเทศมุสลิมเองก็ไม่ค่อยให้ความสำคัญกับการท่องเที่ยวประเภทนี้ แต่เมื่อเร็วๆ นี้ นายกรัฐมนตรีบังคลาเทศ ชี้ก ฮาสินา ได้ประกาศนโยบายที่เน้นความจำเป็นรีบด่วนที่จะต้องเพิ่มการท่องเที่ยวระหว่างประเทศมุสลิมที่เป็นสมาชิกขององค์กรความร่วมมือมุสลิม (โอไอซี) ด้วยกัน รวมกันแล้ว ประชากรจากกลุ่มประเทศนี้รวมกันมากกว่า 1.8 พันล้านคน ฮาสินาคาดหมายว่า ในปี 2021 การท่องเที่ยวระหว่างกันจะมีประมาณ 243 พันล้านเหรียญสหรัฐโดยมีอัตราการเจริญเติบโตอยู่ที่ 8.3 เปอร์เซ็นต์ต่อปี

“การท่องเที่ยวของชาวมุสลิมระหว่างประเทศโอไอซีด้วยกัน เป็นส่วนที่เป็นไปได้ที่พวกเราทั้งหมดมีโอกาสทำงานด้วยกันเพื่อความสำเร็จในเป้าหมายของเรา” สำนักข่าวบังคลาเทศแห่งหนึ่งรายงานว่า “ประชากรมุสลิมของโลกนี้ใช้จ่ายเงินเพื่อการท่องเที่ยวเป็นจำนวนเงินกว่า 151 พันล้านเหรียญในปี 2015 โดยไม่รวมการแสวงบุญที่เมกกะ ในจำนวนนี้ ประเทศสมาชิกของโอไอซีมีส่วนอยู่ประมาณ 109 ล้านเหรียญ”

ไต้หวันเป็นอีกที่หนึ่งที่เห็นความสำคัญของการท่องเที่ยวของมุสลิม เหตุผลที่สำคัญประการหนึ่งเพราะต้องการลดความสำคัญของนักท่องเที่ยวจีนที่ลดลงอย่างมากในช่วงที่ผ่านมาเพราะปัญหาการเมืองระหว่างไต้หวันและจีน ก่อนหน้านี้ ในแต่ละปีนักท่องเที่ยวจากจีนคิดเป็น 40 เปอร์เซ็นต์ของนักท่องเที่ยว 10 ล้านคนของไต้หวัน แต่เมื่อมีปัญหาระหว่างกันในปี 2016 และจีนสั่งไม่ให้คนจีนมาเที่ยว ตลาดท่องเที่ยวของไต้หวันได้รับผลกระทบอย่างมากในปีต่อมา นอกจากไต้หวันแล้ว ประเทศอื่นๆ ก็ปรับตัวกันเพื่อเชิญชวนนักเดินทางชาวมุสลิมให้มาเที่ยว เช่น อังกฤษ

เมื่อชาวมุสลิมวางแผนท่องเที่ยวหรือเดินทาง พวกเขาจะพิจารณาเลือกตามหลักฮาลาลก่อน เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา เว็บไซท์ฮอลลิเดย์รวบรวมรายชื่อประเทศที่ได้รับการจัดอันดับว่า ได้มาตรฐานเหมาะแก่การท่องเที่ยวของชาวมุสลิมในปีนี้ แต่ก็เป็นที่น่าสังเกตว่า ทั้งหมดเป็นประเทศมุสลิม ประเทศแรกคือ มาเลเซียที่มีประชากร 60 เปอร์เซ็นต์เป็นมุสลิม มาเลเซียเป็นประเทศที่ได้รับการยกย่องว่า มีวัฒนธรรมเชิงอาหารที่เป็นเอกลักษณ์ ผู้คนเป็นมิตรและเป็นสังคมที่มีหลายเชื้อชาติอยู่ด้วยกัน 

แน่นอนว่า นักท่องเที่ยวมุสลิมจะได้รับการต้อนรับที่ได้มาตรฐานถูกต้องตามหลักฮาลาล ส่วนสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) ที่คนมากกว่า 76 เปอร์เซ็นต์เป็นมุสลิม ก็เป็นประเทศที่เหมาะกับการท่องเที่ยววิถีมุสลิม ว่ากันว่า ยูเออี จะเป็นประเทศที่ได้รับความนิยมเพราะมีแพคเกจการท่องเที่ยวที่หลากหลายรวมทั้งแบบครอบครัว และรัฐบาลให้การสนับสนุน สถานที่ต้องไปคือ มัสยิดชี้ก ซาเอ็ด แกรนด์

 

3

 

ส่วนตุรกี โฆษณาตัวเองว่า เป็นประเทศเดียวของยุโรปที่เหมาะแก่การท่องเที่ยวของมุสลิมและมีสถานที่ท่องเที่ยวสวยงามมากมายเช่น มัสยิดสุลต่านอาเหม็ด ช่องแคบฟอสฟอรัส รวมทั้งเมืองอิสตันบูล

อินโดนีเซียเป็นประเทศที่มีชาวมุสลิมเกือบ 90 เปอร์เซ็นต์ ทำให้การท่องเที่ยวสำหรับชาวมุสลิมได้มาตรฐานฮาลาล สถานที่ท่องเที่ยว เช่น บาหลี ก็สวยงามและยังเป็นประเทศที่มีเกาะมากมายถึง 17,500 เกาะ ถึงแม้จะเป็นประเทศมุสลิม แต่อินโดนีเซียก็มีปัญหาในการปฏิบัติตามหลักศาสนาเหมือนกัน หลังจากทางการสั่งให้หน่วยงานท่องเที่ยวของภูเขารินจานีจัดเต๊นท์ที่พักของนักไต่เขาหญิงชายแยกจากกันให้เป็นไปตามหลักศาสนา แต่ก็ถูกปฏิเสธและได้รับการวิพากษ์วิจารณ์จากหลายฝ่าย ประเทศอื่นๆ ได้แก่ ซาอุดิอาระเบีย โมร็อคโค จอร์แดน การ์ต้า โอมานและอียิปต์

 

 2