'ดิว ไปด้วยกันนะ' หนังโอมากาเสะของ ‘มะเดี่ยว-ชูเกียรติ’

November 6, 2019
by ทัศนีย์ สาลีโภชน์

หลากประเด็นพูดคุยกับ ‘มะเดี่ยว-ชูเกียรติ’ ทั้งการปรุงหนังเรื่องใหม่แบบโอมากาเสะ, ความรักของ LGBT จากยุค 90 ถึงปัจจุบัน, ความต่างของวัฒนธรรมหนังไทย-จีน-เกาหลี ไปจนถึงกระแสซีรีส์วายเกลื่อนเมือง และการปรับตัวในยุค digital disruption

ถึงแม้จะมีโปรเจคท์มากมายนับไม่ถ้วนผ่านมือของเขาในช่วงเวลาสิบกว่าปีที่ผ่านมา ทว่า ภาพจำที่คนยังนึกถึงเสมอเวลาเอ่ยชื่อ มะเดี่ยว ชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุล ออกมาก็ยังคงเป็น ผู้กำกับหนังเกย์ในตำนานแห่งสยามประเทศเรื่อง ‘รักแห่งสยาม’ อยู่ดี

ตอนนี้ มะเดี่ยว กำลังมีผลงานเรื่อง ‘ดิว ไปด้วยกันนะ’ เข้าฉายอยู่ในโรงภาพยนตร์ เราเลยสบโอกาสไปพูดคุยกับเขาถึงที่มาที่ไปของโปรเจคท์นี้ แต่ปรากฎว่าพอนั่งคุยกันแล้วกลับแตกแขนงไปยังหลายประเด็นที่น่าสนใจ เพราะเขาคนนี้คือผู้กำกับตัวจริงเสียงจริงที่มีความสามารถ จับงานที่หลากหลายในวงการบันเทิงทั้งบ้านเรา และในต่างประเทศ

ทำให้บทสนทนาวันนั้นมีตั้งแต่เรื่องการกลับมาทำหนังเกย์อีกครั้งในรอบกว่า 10 ปี ด้วยความละเมียดละไมแบบหนังโอมากาเสะ, ความเปลี่ยนแปลงของวงการที่มีต่อหนังเกย์, การไปติดต่อนักแสดงชายให้มาเล่นหนังเกย์มันยากไหม, กระแสซีรีส์วายเกลื่อนเมือง, ความแตกต่างของวัฒนธรรมการทำหนังไทย จีน เกาหลี เรื่อยไปจนถึงเรื่องการปรับตัวของผู้ผลิตคอนเทนต์ในยุค ditital disruption ฯลฯ

PIXS8251

เราเริ่มต้นพูดคุยกันด้วยประเด็นที่ว่า ผ่านมา 13 ปีแล้ว ทำไมคนยังติดภาพว่าเขาเป็นผู้กำกับหนังเกย์เรื่อง รักแห่งสยาม อยู่อีก ซึ่งมะเดี่ยวบอกว่าอาจเป็นเพราะเขาทำหนังที่เป็น ‘หมุดหมายสำคัญ’ ของแนวนี้ พอกลับมาทำหนังเกย์ทีไรก็จะประมาณว่าเป็น ‘พ่อครัวต้นตำรับ’ มาทำ ก็เลยเป็นข่าว ทั้งที่จริงแล้วตัวเขาก็ทำหนังผีหรือหนังแอ็คชั่นด้วยเช่นกัน

ส่วนการกลับมากำกับภาพยนตร์เรื่อง ‘ดิว ไปด้วยกันนะ’ มะเดี่ยวบอกว่ารู้สึกดีที่ได้กลับมาทำหนังอีกครั้ง เพราะการทำหนังคอนเทนต์มันจะลึกกว่าทำละคร

เรามีเวลาคิดกับมันเยอะขึ้น เอาประสบการณ์ส่วนตัวมาตริตรอง เรื่องราวที่ละเอียดอ่อน ลึกซึ้งขึ้น ต่างจากวิธีการทำละครอยู่มาก เหมือนกับว่าสิ่งที่เราทำทุกอย่างลงไปในหนัง ทุกคนเห็นคุณค่าของมันหมด ไม่ว่าเราจะเลือกโลเคชั่นนี้ ใช้สีแบบนี้ ฯลฯ มันละเมียดละไมแล้วมีคนเห็น ถ้าคุณทำละครไม่มีใครเห็นหรอก”

มะเดี่ยวบอกว่า ‘ดิวฯ’ เป็นหนังที่ว่าด้วยความทรงจำของคน มีความโหยหาอดีตอยู่ในนั้นเพราะเนื้อหาครึ่งหนึ่งของหนังจะย้อนกลับไปในปี พ.. 2538 ซึ่งเป็นยุคที่เาเติบโตขึ้นมา ยุคที่ดนตรี ศิลปะมันเบ่งบาน ทำให้การเป็นวัยรุ่นในยุคนั้นมันสนุกมาก

ตัวละครเค้ามีความทรงจำอะไรบางอย่างในยุคนั้นแล้วเราใส่เสน่ห์ความเป็น 90 ลงไป จริงๆ แล้วดูเหมือนยุคนั้นจะเปิดรับทุกอย่าง แต่ว่าความเป็น LGBT มันไม่ได้เหมือนยุคนี้นะ เด็กสมัยนี้บางคนได้ดูหนังแล้วถึงกับเกิดคำถามว่า มันขนาดนั้นเลยเหรอพี่ เพราะเขาไม่เคยเจออะไรแบบที่คนรุ่นก่อน ๆ เจอมา”

08

ตอนเขียนบทภาพยนตร์เรื่อง แสงกระสือ มะเดี่ยวใช้คีย์เวิร์ดของหนังเรื่องนั้นว่า..เคยรู้สึกเหมือนเป็นตัวประหลาดกันบ้างไหม….แล้วคีย์เวิร์ดสำหรับ ‘ดิว ไปด้วยกันนะ’ คืออะไร

มะเดี่ยวครุ่นคิดอยู่ครู่นึงก่อนตอบมาว่า…เราต่างมีอดีตที่สวยงาม แล้วเราก็มีความผิดพลาดในชีวิต แต่อย่าให้มันมาฉุดรั้งเราไว้ ชีวิตมันต้องเดินไปข้างหน้า….

DSC00183

ได้มาคุยกับผู้กำกับหนังเกย์แห่งสยามประเทศทั้งที เราเลยสบโอกาสขอความรู้เกี่ยวกับข้อสงสัยในหลาย ๆ เรื่อง อาทิ เวลาติดต่อนักแสดงชายมาเล่นหนังเกย์ มีความลำบากกว่าเวลาติดต่อไปเล่นหนังแนวอื่นไหม

มะเดี่ยวตอบว่าไม่มีปัญหา ก็แค่บอกไปตรง ๆ เลย คนที่เขาไม่โอเคก็จะปฏิเสธเลย ส่วนคนที่บอกว่ามาคุยกันก่อนก็แสดงว่าเขาเปิดใจระดับนึ่่่่งแล้ว เราก็แค่ไปคุยกับเขา เล่าว่าหนังเป็นยังไง พอนักแสดงถามถึงขอบเขตการแสดงมาก็ต้องให้ข้อมูลที่ชัดเจนไป

16_1

ดิว ไปด้วยกันนะ’ เป็นภาพยนตร์จากค่าย CJ MAJOR ENTERTAINMENT ซึ่งเกิดจากความร่วมมือกันระหว่าง เมเจอร์ กรุ๊ป ของไทย กับบริษัท ซีเจ อีแอนด์เอ็ม (CJ ENM) ผู้ผลิตคอนเทนต์รายใหญ่สุดของเกาหลีใต้ เราเลยเกิดความกังขาว่า แล้วการทำงานกับทางเกาหลีจะมีเงื่อนไขอะไรที่แตกต่างจากของไทยบ้างไหม

มะเดี่ยวบอกว่ามีนิดหน่อย เป็นเรื่องมุมมอง เพราะทางนั้นจะดูด้วยสายตาแบบเกาหลี

คนเกาหลีจะทำหนังอีกแบบนึง เขาจะชอบแบบน้อย ๆ ให้คิด แต่คนไทยไม่ใช่ ต้องแสดงให้ชัด แล้วต้องพูดออกมาด้วย ถ้าทำสไตล์เกาหลีคนไทยดูแล้วจะรู้สึกอั้น”

นอกจากทำงานกับค่ายหนังเกาหลีใต้แล้ว มะเดี่ยวยังมีโปรเจคท์ทั้งที่จีน และอีกหลายประเทศ เราเลยขอให้เขาเปรียบเทียบการทำงานให้ฟัง

เราจะยึดคนดูเป็นหลัก ดูว่าลูกค้าเป็นใคร เหมือนเค้ามาจ้างเราทำกับข้าว เราก็ต้องรู้ว่าคนกินเป็นใคร เรารู้ว่าคนกินเค้ารู้จักร้านเรา รู้จักพ่อครัวคนนี้ แต่เราเปลี่ยนร้านแค่นั้นเอง อาจจะเปลี่ยนร้านไปทำเกาหลี เราก็ต้องพยายามบอกเค้าว่าคนไทยชอบกินแบบนี้ เผ็ดคือเผ็ด หวานคือหวาน เปรี้ยวคือเปรี้ยว ในอาหารหนึ่งจานจะมี 5 รสชาติ นี่แหละคือคนไทย แต่เกาหลีจะเป็นสีพาสเทล มันกลมกล่อม ก็ต้องอธิบายไป มันอาจจะไม่ถูกกับรสนิยมของเค้าเท่าไร แต่เราก็ต้องไฟท์ อธิบายว่า ถ้ายูทำแบบนี้ ไม่รอด เชื่อเรา”

ทำหนังแมสมาก ๆ มันจะเป็นแบบนี้แหละ เราทดลองมาแล้วว่าคนเค้าชอบกินแบบนี้ ถ้าคุณไม่แสดงออก คุณอั้น คุณไม่ expressed ว่านี่เรากำลังจะตลกนะ นี่เรากำลังจะเสียใจนะ คนไทยไม่ตาม จริง ๆ มันเป็นแบบนั้น ในขณะที่คนเกาหลีจะพยายามเอาตัวไปใส่ในหนัง พยายามคิดไปกับหนัง เนเจอร์คนไทยคือนั่งแล้วรอการป้อนเลย

อย่างจีนก็จะโฉ่งฉ่าง ก็จะเต็มที่เหมือนกัน คูณสองจากของเราไปอีก เกาหลีกับญี่ปุ่นจะคล้าย ๆ กัน มีความพาสเทลอ่อนบาง แต่ญี่ปุ่นเล่นใหญ่ก็มี แต่เกาหลีสำหรับเรา ถ้าเราเล่าแบบนั้น คนไทยจะเรียกเล่นแข็ง เล่นเก๊ก จะมายืนนิ่ง ๆ ให้เค้ารับรู้ความเจ็บปวดไม่ได้ คนไทยต้องฮือ ๆๆๆ ร้องไห้ออกมาเลย”

05

มะเดี่ยวบอกด้วยว่า เวลาทำหนัง ทุกเรื่องต้องมีประสบการณ์ส่วนตัวเข้าไปด้วย เช่นเดียวกับเรื่อง ดิวฯ

เราว่าผู้กำกับทุกคนเป็นอย่างงี้อยู่แล้ว ยุคนั้นเราผ่านอะไรมา เรามีความสุขกับมันแค่ไหน เคยทุกข์กับมันแค่ไหน เราเชื่อว่าไม่ใช่เราคนเดียวที่เป็นแบบนี้ ที่อินกับยุคนั้น วัยรุ่นทั้งประเทศ ไม่ใช่เฉพาะ LGBT นะ คนวัยเดียวกัน 30 กว่า ๆ 40 น่าจะอิน ต่อให้คุณไม่ใช่เกย์ คุณไปเห็นดีเทลของสมัยนั้นคุณก็อาจจะยิ้มแล้วคิดถึงเพื่อน”

หากพิจารณาจากผลงานที่ผ่านมา เรารู้สึกว่ามะเดียวดูเป็นคนที่เชื่อมั่นในความรัก แล้วสิ่งที่เราคิดมันถูกไหม เขาตอบมาว่า

เราเชื่อในความรัก เคยพูดหลายครั้งว่า ความรักมันก็เหมือนผี คุณอาจจะไม่เจอมันก็ได้ แต่ถ้าคุณเคยเจอคุณก็จะเชื่อว่ามันมี

เรามีครอบครัวที่อบอุ่น พ่อแม่เราอยู่ด้วยกันแล้วช่วยเหลือเกื้อกูลกันมาตลอด โอเค มันไม่ได้เพอร์เฟคต์ เค้าก็มีการทะเลาะเบาะแว้งกันตามประสา แต่ว่าเราก็ไม่เคยเห็นเค้าทิ้งกัน พี่น้องเราก็ไม่ทิ้งกัน แล้วเราก็มีแฟน”

อีกสิ่งหนึ่งที่เราสังเกตเห็นในผลงานของมะเดี่ยวคือ เขาจะทำหนังหรือละครออกมาด้วยท่าทีธรรมดา ไม่ได้เค้นปมปัญหาของเกย์เหมือนผู้กำกับหลาย ๆ คน

ก็ไม่ชอบวิธีการที่เรียกว่าอะไรล่ะ ไปตอกย้ำว่าคนเป็นเกย์คือคนที่มีปัญหาครอบครัว มันมีแหละคนที่มีปัญหาครอบครัว แต่ว่าการเป็นเกย์ไม่ได้เกิดจากการมีปัญหาครอบครัวรึเปล่า บางทีเค้าเกิดมาแล้วเค้าเป็นเลย พ่อแม่เค้าอาจจะไม่ยอมรับ มันมีปัญหาเกิดขึ้นตามมาทีหลังรึเปล่า มันแล้วแต่นะ แต่สำหรับเรามองประเด็นเหล่านี้ว่า มันธรรมดา มันคือมนุษย์ที่รักใครชอบใครเกิดขึ้นได้”

09

13 ปี จากรักแห่งสยาม มาถึง ดิว(จริง ๆ มี HOME มาคั่นกลางอีกนิดนึง) มันเปลี่ยนไปยังไงบ้าง ทั้งความคิดของเขาเอง สภาพสังคม การยอมรับหนังเกย์ของวงการหนังไทย

ในมุมมองของผม เปลี่ยนไปเยอะเหมือนพลิกฝ่ามือเลยแหละ ณ เวลาที่เราทำตอนนั้น เอาบทไปให้ใครแล้วบอกว่ามีประเด็นเรื่องเกย์อยู่ในนั้น ทุกคน turned down หมด ใครจะไปดู จะขายใคร สปอนเซอร์ที่ไหนจะซื้อ ผ่านมาตอนนี้กลายเป็นแบบว่ามีกลุ่มที่แน่นอน มี assignment ที่แน่นอน ไม่ใช่เรื่องนี้นะ สมมุติไปทำคอนเทนต์ที่อื่น จุดนี้ขายได้ มีทาร์เก็ตที่เราจะพูดคุยกับเขาได้ คนที่เป็น LGBT อาจจะมีเท่าเดิมแต่เปิดเผยมากกว่าในยุคนั้นก็ได้”

ในส่วนของชิ้นงาน ตอนนั้น (รักแห่งสยาม) เราทำในยุคที่สังคมยังแง้ม ๆ อยู่ จะปิดก็ไม่ได้ปิดขนาดนั้น เราทำหนังเหมือนเปิดประตูอีกบานนึง แต่เรื่องนี(ดิวฯ) มันเหมือนเราย้อนกลับไปก่อนหน้านู้นเพื่อบอกว่า ก่อนหน้าที่ประตูจะเปิด หลังประตูมันเป็นยังไง

ก็ไม่ได้จะบอกว่าให้ทุกคนมาระลึกถึง แต่บางสิ่งบางอย่างในอดีตที่มันเกิดขึ้นมันส่งผลมาถึงปัจจุบันที่คนบางชีวิตเปลี่ยนแปลงเส้นทางไปเลยเพราะว่าเค้าไม่สามรถ out of the closet เปิดตัวได้ แล้วสังคมทรีตเค้าในวิถีที่เขาต้องเปลี่ยนไปขนาดนั้น”

DSC01060

แล้วกระแสซีรีส์วายที่ออกมาเกลื่อนเมืองในตอนนี้ มะเดี่ยวมองยังไง

ทุกคนมีสิทธิ์ทำ แล้วคนดูก็มีสิทธิ์ดู สุดท้ายคนดูก็จะเลือกสิ่งที่เค้าอยากดู บางอย่างที่เรารู้สึกว่ามันไม่เหมาะสมแต่ถ้ามีกลุ่มคนดู ถ้ามองด้วยสายตาธุรกิจนะ แปลว่า มันก็มีเงินอยู่ตรงนั้น

ทุกวันนี้เราไม่สามารถจะไปตัดสินคอนเทนต์ไหนว่า ดี ไม่ดี ได้แล้ว เพราะ digital distrupted ไปแล้ว มียูทูป มีนั่นมีนี่ ตัวเลขบอกทุกอย่าง อันนี้เราบอกว่าห่วย แต่คนดูเป็นล้าน โปรดักชั่นก็แย่ บทก็แย่ แต่คนดูชอบ วัดจาก engagement ในคอมเมนต์เค้า นั่นแสดงว่าสิ่งที่เรารู้มาทุกอย่างมันอาจจะผิดก็ได้ แล้วตัวเลขมันก็คือกลุ่มคนดมันมีเงินอยู่ตรงนั้น แทนที่จะไปรังเกียจเดียดฉันท์ ทำไมเราไม่เฟรนด์ลีกับเค้าไว้ล่ะ

อาจจะเป็นเพราะโตขึ้นแล้วเปิดใจกว้างมากขึ้น ทำธุรกิจมากขึ้นก็เลยคิดแบบนี้ ถ้าเรายึดติดกับวิธีคิดแบบเมื่อก่อน หรือยึดถือในอะไรบางอย่าง ไม่รอดหรอกคุณ ไม่รอดกับวิถีดิจิตอดิสรัพแน่นอน”

แล้ว digital disruption ทำให้คนทำคอนเทนต์แบบมะเดี่ยวต้องปรับตัวอย่างไรบ้าง

เราปรับตัวมาตลอด เราเป็นแมวเก้าชีวิต ปรับตัวเก่ง ไม่งั้นไม่อยู่มาถึงขนาดนี้ (หัวเราะ) จริง ๆ เรามองข้ามช็อตไปก่อนหน้าที่ทุกอย่างจะเกิดขึ้นอยู่แล้ว ไอ้เรื่องทำซีรีส์ทำนั่นทำนี่เราทำเป็นเจ้าแรก ๆ เหมือนกันนะ ถ้าย้อนกลับไปดู เกรียน เฮาส์ เดอะ ซีรีส์ สปินมาจากหนังเรื่อง เกรียน แล้วก็มาทำก่อนที่ดิจิทัลทีวีจะเปิดอีก

หลังจากนั้นเราก็ก้าวไปสู่ดิจิตอลทีวีที่ถูกดิสรับไปอย่างรวดเร็วด้วยพวก OTT (การให้บริการวีดิโอสตรีมมิงผ่านระบบอินเทอร์เน็ต – OTT) อย่าง Netflix ไลน์ทีวี ฯลฯ เราก็ต้องมองความเปลี่ยนแปลงกับพวกนี้อยู่ตลอดเวลา จากการที่เราได้ไปเรียนรู้ในวงการทีวีทำให้เรียนรู้เรื่องบิสซิเนสขึ้นเยอะ ทำให้ไหวตัวทันว่าต้องปรับตัว เหมือนช่วงที่หนังมันเฟด เราก็รีบโดดไปทำซีรีส์ก่อนชาวบ้านเค้าเลย ตอนนี้ก็กำลังคุยกับแพลตฟอร์มอื่น ๆ อยู่ แล้วก็ข้ามไปทำหนังต่างประเทศ เพราะเงินในประเทศไม่ค่อยมีก็เลยต้องทำหนังนอก (หัวเราะ)

แล้ววงการหนังไทยตอนนี้เป็นยังไง เขาถึงต้องโดดไปต่างประเทศ

จริง ๆ กำลังมานะ เพราะเค้าค้นพบว่ามีตลาดอื่น ๆ ที่สนใจหนังไทย ประเทศเพื่อนบ้านเราก็ดูอยู่ กลุ่มคนดูที่เป็นโดเมสติก ภูมิภาคก็มีกำลังซื้อที่จะดู เค้าหาตลาดเจอ และรู้จักวิธีการผลิตงานขึ้นมาแล้ว หนังเจาะใต้ เจาะอีสานก็ว่าไป ทำโดยไม่ขาดทุน พอกำไรก็เติบโตมาได้ หนังในกรุงเทพก็ต้องเอาไปขายต่างปะรเทศด้วย พอทำอะไรแล้วมีกำไรขึ้นมาก็เติบโตแล้ว

แล้วต่างชาติก็เริ่มมาลงทุนในไทยเยอะแล้วเหมือนกัน นอกจากเกาหลีก็จะมีแพลตฟอร์มอื่ๆ เข้ามาอีก แล้วค่ายไทยเองก็ขยับเขยื้อนตัวกันเยอะ ขยบกันเยอะเพราะคนอื่นทำไง ค่ายเอทำ ค่ายบีจะไม่ทำเหรอ ก็ต้องทำ ผมว่ามันกำลังมา เหมือนจะกลับมา และนายทุนรู้แล้วว่าจะไปขายใคร”

 

สำหรับภาพยนตร์เรื่องล่าสุดของเขา ‘ดิว ไปด้วยกันนะ’ ที่กำลังเข้าโรงฉายอยู่ขณะนี้ มะเดี่ยวบอกว่าถ้าจะไปดูก็ไปดูเลย ไม่ต้องรู้อะไรมากก่อนดู

เป็นหนังโอมากาเสะ เดินเข้ามาในโรงแล้วพ่อครัวทำอะไรให้กินก็กินมันเข้าไป คุณต้องไปซึมซับบรรยากาศ ไปรู้ชะตากรรมของตัวละครไปพร้อม ๆ กัน แล้วมันจะสตันนิง”