ชีวิต Move on ของ ‘อร BNK48’

October 16, 2019
by ปริญญา ชาวสมุน

บนเวทีที่หลายคนยกให้เธอเป็นแถวหน้า ใครจะรู้ว่ากว่าจะมาถึงจุดนี้ต้องมีกี่รอยน้ำตา

ความเป็นวงไอดอลเบอร์หนึ่งของประเทศทำให้พวกเธอได้รับโอกาสมากมายในวงการบันเทิง แต่ถ้าหากคัดสรรสมาชิกวง BNK48 ด้วยคุณสมบัติ หน้าตาดี, มีความสามารถ, มีความมั่นใจ ติดเซ็มบัตสึเพลงหลักทุกเพลงจนถึงตอนนี้ และมีผลงานด้านอื่นๆ ในวงการบันเทิงมากมาย ต้องมีชื่อ พัศชนันท์ เจียจิรโชติ หรือ อร BNK48 ติดโผแน่นอน

72427351_2562482530477210_2135632106653483008_o

  • Base Orn True Story

หลายคนคงเดาได้ว่าการเดินบนเส้นทางสายไอดอลที่ดูสวยงาม มีแสงไฟสาดส่อง เป็นที่จับตามองและได้รับโอกาสมากมายนั้นไม่มีอะไรได้มาอย่างง่ายดาย แต่กับเด็กผู้หญิงคนนี้ยากยิ่งกว่า เพราะนี่ไม่ใช่แค่การเดินตามความฝัน ทว่าคือการพิสูจน์ตัวเอง

อร BNK48 ถูกยกให้เป็นสมาชิกตัวท็อป (มีความนิยมมาก) เพราะมีองค์ประกอบหลายอย่างทั้งรูปลักษณ์และความสามารถที่โดดเด่น แต่บางคนอาจไม่รู้ว่าตอนเด็กเธอเคยมีสถานะ ‘ลูกเป็ดขี้เหร่’ มาก่อนทั้งรูปร่างหน้าตาและการยอมรับจากคนรอบข้าง

“เนื่องจากหนูเกิดในครอบครัวคนจีน จะมีวัฒนธรรมที่เอาใจลูกชายมากกว่าลูกสาว หนูรู้สึกว่ามันไม่แฟร์หรือเปล่า หนูผิดเหรอที่เกิดมาเป็นผู้หญิง”

นั่นเป็นคำถามกับความรู้สึกที่เธอมีต่อความเป็น ‘ลูกสาว’ เมื่อบวกกับการเลี้ยงดูที่ค่อนข้างให้ลูกอยู่ในพื้นที่ปลอดภัย จนส่งผลให้อรตอนเด็กเป็นคนขี้กลัว เงียบ เก็บตัว กระทั่งพบกับความจริงอีกอย่างว่าวันหนึ่งคุณพ่อมีภรรยาใหม่ ความน้อยเนื้อต่ำใจ ขาดภูมิคุ้มกันทางจิตใจ จึงลุกลามเป็นการไม่เห็นคุณค่าตัวเอง ซึ่งความไม่สมบูรณ์แบบของครอบครัวทำให้อรเคยมองโลกด้วยทัศนคติเชิงลบ

“หนูเคยอิจฉาเพื่อนที่มีพ่อแม่มารับมาส่งที่โรงเรียน กลับมาบ้านก็มีข้าวให้กินเลย ทั้งที่หนูต้องหากินเอง ทั้งที่หนูอยู่คนเดียวตั้งแต่ ม.2 หนูรู้สึกว่าทำไมจะต้องมาเผชิญอะไรแบบนี้ตั้งแต่ ม.2 วะ ทำไมป๊าม้าเราเป็นแบบนี้วะ เคยโทษทุกอย่าง เคยรู้สึกว่าโลกนี้มันน่ากลัวเกินไปสำหรับเด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่ต้องมานั่งคิดเอง ที่ไม่สามารถโทรไปหาป๊าหาม้าได้ ถึงจะโทรไปก็รู้ว่าจะได้รับคำตอบประมาณไหน สุดท้ายหนูก็ต้องมานั่งคิดเองใช่ไหม”

อรบอกว่าในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของชีวิตมีสองเหตุการณ์สำคัญที่ยิ่งตอกย้ำให้เด็กวัยรุ่นคนนี้เข้าสู่ด้านมืด คือ ตอนที่ถูกไล่ออกจากบ้านให้ไปอยู่กับคุณพ่อและแม่เลี้ยง กับช่วงหลังจากสอบเทียบจบก่อนเพื่อนแล้วไม่เหลือเพื่อนสักคน เหมือนหันไปทางไหนก็ไร้คนเคียงข้าง ไม่มีใครให้ปรึกษาหรือบอกเล่าความรู้สึก

ตามธรรมชาติเมื่อมี ‘แรงกด’ ย่อมมี ‘แรงดัน’ ภาวะดำดิ่งในหัวใจของอรนำไปสู่การหาทางออกที่เธอบอกว่าถ้าย้อนเวลากลับไปได้...จะไม่ทำ

“หนูไม่ได้บอกว่าวิธีนี้คือโง่นะคะ ไม่ได้บอกว่าไม่รักตัวเอง แต่สุดท้ายเมื่อกลับมาคิด เราก็จะไม่ทำแบบนั้นอีกแล้ว การเป็นโรคซึมเศร้าหนูเชื่อว่าทุกคนมีโอกาสเป็นได้ บางคนมีสารเคมีในสมองผิดปกติไม่เท่ากันอันนี้เราไม่สามารถโทษอะไรได้ แต่ของหนูมันเป็นภาวะที่ไม่ทันรู้ตัวมากกว่าว่าเป็น แต่พระเจ้าก็ให้ชีวิตอีกครั้งแก่หนูทั้งที่ความจริงหนูควรตายไปแล้ว

จำได้ว่าตอนนั้นคิดว่า ‘โลกไม่มีหนูคงไม่เป็นไร โลกก็ดำเนินต่อไป ฉันตายไปก็ไม่ได้มีใครมาแคร์อยู่แล้ว’ วันนั้นที่ตัดสินใจทำคือกลับมาที่ห้องแล้วอาละวาดทุกอย่าง และสุดท้ายก็ทำมัน พอตื่นมานั่งอ้วก มันทรมานมาก ยาที่กินเข้าไปมันทำให้เราทรมานมาก หนูถึงเห็นใจและเข้าใจคนที่เคยคิดแบบนั้นเหมือนกัน หนูเลยคิดว่าจะทำชีวิตให้ดี จะไม่เป็นแบบนั้นอีกแล้ว และจะเป็นแสงสว่างให้แก่คนที่คิดแบบนั้น คุณไม่ได้เดินเดียวดายนะ ยังมีคนที่เข้าใจความรู้สึกคุณเหมือนกัน”

อีกโจทย์ที่เข้ามาท้าทายหัวใจของเด็กผู้หญิงคนนี้คือสิ่งที่ติดตัวคนดังในยุคที่โซเชียลเน็ตเวิร์คเป็นส่วนหนึ่งของทุกชีวิตอย่างทุกวันนี้ นั่นคือ Cyberbullying หรือการถูกกลั่นแกล้งทางออนไลน์ ซึ่งอรบอกเต็มปากว่า “เกลียดมาก”

“การตัดสินคนผ่านเพียงไม่กี่ตัวอักษรที่ใครไม่รู้พิมพ์มา หนูเกลียดมากเลยพูดตรงๆ คุณยังไม่รู้จักเขาเลยแต่คุณไปตัดสินเขาแล้ว อย่างตอนที่หนูโดนดราม่าหนักๆ หนูโดนเกลียดเต็มบ้านเต็มเมือง เหตุการณ์ตอนนั้นคือมีเด็กคนหนึ่งพิมพ์ด่าหนูด้วยคำหยาบคาย แล้วมีแฟนคลับหนูติดต่อไปที่โรงเรียนบอกว่าเด็กคนนี้มีพฤติกรรมแบบนี้ เด็กคนนั้นถูกฝ่ายปกครองเรียก เขาก็เลยออกมาขอโทษที่มาด่าหนู แต่กระแสตีกลับมาที่หนูหาว่าเป็นต้นเหตุให้เด็กถูกฝ่ายปกครองเรียก ตรรกะแบบนี้ถามตรงๆ คือใครผิด แต่ตอนนั้นหนูไม่รู้จะทำอะไรแล้วมันเหนือการควบคุมแล้ว

โลกเป็นอะไรไปหมด โซเชียลมันทำร้ายคนได้ขนาดนี้เลยเหรอ หนูแค่คิดแบบนั้น และเราก็จะไม่เป็นคนแบบนั้น แบบที่เราเกลียด เราควบคุมอะไรไม่ได้ เราแค่ควบคุมจิตใจตัวเองดีกว่า ทำหน้าที่ของเราให้ดี ให้คนไม่มาด่าเราได้ว่าเราไม่เต็มที่กับงาน ถ้ามีคนมาด่าหนูเรื่องงานหนูยังเครียดกว่ามานั่งด่าในเรื่องที่ไม่ใช่เรื่องจริงเลย”

74214126_2562482593810537_4145540010768072704_o

  • Keep Going Orn

ความเป็นลูกเป็ดขี้เหร่ทั้งรูปร่างหน้าตาและความมืดหม่นในใจถูกพัฒนาขึ้นทีละเล็กละน้อย แต่ทั้งหมดเริ่มต้นจากทัศนคติก่อน

“หนูพยายามทำตัวเองให้ดี ทำให้ได้เท่าเฮีย เพราะเฮียเก่ง พยายามพึ่งพาตัวเองให้ได้มากที่สุด” อรพูดถึงปณิธานในตอนนั้น

จุดเปลี่ยนของลูกเป็ดขี้เหร่เริ่มต้นเมื่ออรย้ายไปอยู่กับพ่อและแม่เลี้ยงช่วงปิดเทอมชั้นประถมเข้าสู่ช่วงมัธยม คราบของนักกีฬาโรงเรียนที่กรำแดดมาตลอดได้รับการประทินผิว

จากที่เคยตั้งแง่และไม่เข้าใจถึงการมีแม่เลี้ยง ค่อยๆ เปลี่ยนไปเพราะแม่เลี้ยงไม่ได้ใจร้ายเหมือนในละคร ทั้งเลี้ยงดูอรอย่างดี มิหนำซ้ำยังสอนให้ทำอะไรต่อมิอะไรเป็นและเห็นคุณค่าตัวเอง

อรเล่าว่าแม่เลี้ยงสอนให้รู้จักดูแลตัวเอง เช่น ทาโลชั่นหลังอาบน้ำ บำรุงผิว ทาครีมกันแดด ภายในระยะไม่นานเธอกลับมาในลุคใหม่เป็นคนละคน

“หนูเปลี่ยนจากเด็กดำๆ ผมสั้นๆ ก็เริ่มดูดีขึ้น จนเราเห็นว่าเราก็เปลี่ยนแปลงตัวเองมาได้ ประจวบเหมาะกับตอน ม.ต้น หนูมีความรักครั้งแรก ตอนนั้นหนูเดินไปบอกป๊าเลยว่าหนูอยากสวยขึ้นเพราะหนูมีความรัก ป๊าก็ช็อคแต่ก็มีท่าทีว่าจะสนับสนุน ก็เป็นอีกจุดเปลี่ยนที่เราอยากสวยขึ้น ก็แบบเด็กๆ ค่ะ แต่หนูคิดว่ามันเป็นกำลังใจสำคัญเหมือนกันที่เราอยากเปลี่ยนแปลงตัวเอง”

หากความรู้สึกรักสวยรักงามเหมือนดอกไม้เริ่มผลิบาน การแต่งตัวก็เหมือนการรดน้ำพรวนดินที่ช่วยส่งเสริมให้เด็กผู้หญิงคนหนึ่งดูดียิ่งขึ้น แต่ที่ผ่านมาอรไม่เคยแต่งตัวจริงๆ จังๆ ทั้งที่เรื่องแฟชั่นและการแต่งหน้าอยู่ในความสนใจของเธอมาตลอด จนได้มาเรียนแฟชั่นดีไซน์ที่สถาบันออกแบบนานาชาติชนาพัฒน์ และอรเป็นหนึ่งในสมาชิกที่ขึ้นชื่อเรื่องความเป็นแฟชั่นนิสต้าในวง BNK48 เลยทีเดียว

นอกจากผลงานในวงการบันเทิงทั้งเพลง, มิวสิควีดิโอ, ภาพยนตร์ และล่าสุดคือละคร ‘ลูกเหล็ก เด็กชอบยก’ ออกอากาศทางไทยพีบีเอส อรยังเคยถ่ายทอดเรื่องราวความสนใจด้านแฟชั่นและน้ำหอมผ่านการเดินทางยังดินแดนที่ขึ้นชื่อว่าเมืองแฟชั่นอย่างอิตาลี ในหนังสือ ‘Orn The Way’ ซึ่งนั่นก็ทำให้จุดประกายได้เริ่มบทสนทนากับเด็กคนนี้ในงาน NLT Edutainment ที่หอสมุดแห่งชาติ

ถึงจะต้องการสวยแค่ไหนแต่อรมองว่าต้องมีสมองด้วย เมื่อเดินหน้าที่จะสวยการเรียนต้องไม่เสีย ทันทีที่มั่นใจว่าจะพัฒนาตัวเอง เธอทำทุกทางตั้งแต่ดูแลร่างกายไปจนถึงมันสมองและบุคลิกภาพ หนังสือหลายเล่มถูกเปิดอ่าน แม้บางเล่มเป็น How to ที่หลายคนมองว่าง่อยๆ แต่อรก็อ่านหมด เรียกได้ว่ามีอะไรที่จะช่วยพัฒนา ซึ่งผลพลอยได้จากความตั้งใจนั้นทำให้จากเด็กเรียนไม่ดีพลิกโฉมเป็นเรียนเก่งภายในเทอมเดียว

และยิ่งไปกว่านั้นคือจุดพลิกผันหลังจากผ่านมรสุมชีวิต ความไม่เห็นคุณค่าตัวเองถูกแปรเปลี่ยนเป็นการมอบคุณค่าให้คนอื่นผ่านการทำค่ายอาสาและอีกหลายกิจกรรม

“หลังจากเจอปัญหามาหนักหนูก็อาสาไปทำชีวิตเพื่อคนอื่นมากขึ้น โบสถ์หนูจะพาไปทำทำกิจกรรม เช่น ไปทาสีรั้ว ไปบ้านราชพฤกษ์ ไปภารกิจเรือนจำคริสเตียน ไปต่างจังหวัดไปสร้างโบสถ์ให้เขา หนูไม่เคยโบกปูนมาก่อนก็มานั่งโบกปูน หนูไปปิล็อกคี่ ไปอยู่กับชาวบ้าน ไปช่วยพัฒนาสาธารณูปโภค หนูรู้สึกว่าชีวิตมีคุณค่ามากขึ้นเมื่อเราให้ชีวิตเรามีคุณค่าแก่เขา”

ซึ่งความคิดที่อยากมีชีวิตเพื่อคนอื่นนั้นเคยไปไกลถึงขั้นว่าอรอยากเป็นหมอ แน่นอนว่าหมอที่ว่าคือ ‘จิตแพทย์’ แต่ด้วยความเป็นเด็กสายศิลป์โดยกำเนิดทำให้ไปไม่ถึงเป้าหมายนั้นแม้ว่าเจตนารมณ์จะยิ่งใหญ่มากก็ตาม

“แต่ละคนมีบาดแผล เราอยากเยียวยารักษาบาดแผลนั้น มันดูนางเอกนะแต่รู้สึกอย่างนั้นจริงๆ หนูไม่อยากให้เขามานั่งอยู่คนเดียว ก็เหมือนที่หนูได้รับความรักจากแฟนคลับมันช่วยเติมความรู้สึกบางอย่างให้เต็ม

เอาจริงๆ การเป็น BNK48 อาจทำให้ซึมเศร้ากว่าเดิมด้วยซ้ำ แต่พอมานั่งคิดว่ามีคนที่รักเราอยู่ก็มีกำลังใจที่จะอยู่ตรงนี้ต่อ เพราะการที่เรามาอยู่ในจุดที่มีแสงสว่างแล้วมีคนที่อยู่ด้านมืดพร้อมโจมตี มันเจ็บปวด มันดูเหมือนขายวิญญาณ มีหลายครั้งที่รู้สึกดาวน์ ฉันมาทำอะไรในจุดที่มีคนมานั่งด่า มานั่งแซะ คนมาอิจฉาแต่บอกไม่ได้อิจฉา คนที่พร้อมจะแทง เพื่อนไม่คบ เพราะก็มีเพื่อนที่เกลียดหนูเพราะหนูเป็น BNK48 งงตรรกะนี้มากค่ะ มีถึงขนาดขุดรูปสมัยเราเป็นลูกเป็ดขี้เหร่ ก็บอกเขาจะโพสต์ก็โพสต์เลย เพราะมันก็คือความจริง ไม่ได้มานั่งอายด้วย”

  จากเด็กบ้านๆ ธรรมดาๆ สู่การเป็นไอดอลที่มีชื่อเสียง ต้องผ่านร้อนผ่านหนาว ผ่านร่องรอยบาดแผลมานักต่อนัก แต่สิ่งสำคัญที่ทำให้เป็น 'อร BNK48' อย่างทุกวันนี้คงเป็นอย่างที่เธอบอกว่า ทุกสิ่งทุกอย่างที่ผ่านเข้ามาในชีวิต หล่อหลอมให้อรเป็นแบบนี้ เธอไม่ได้บอกว่าตนเป็นคนเข้มแข็ง หรือเป็นคนเก่งมาก แต่เธอเลือกที่จะพัฒนาและปรับปรุงตัวให้เป็นเสมือนน้ำ ไม่ว่าจะอยู่ในภาชนะแบบใดก็ได้

72581002_2562482370477226_4175674824166735872_o

72388154_2562482263810570_101969558763470848_o

72538188_2562482277143902_8358655971819520000_o