เมื่อ ‘ขุนแผน’ ขอพักร้อน

October 12, 2019
by ทัศนีย์ สาลีโภชน์

พบกับการแสดงความเคารพวรรณกรรม ‘ขุนช้างขุนแผน’ ในสไตล์ผู้กำกับ ‘โขม ก้องเกียรติ’

เวลาเห็นภาพยนตร์ซูเปอร์ฮีโรจากฝั่งฮอลลีวู้ด หรือฝั่งเอเชียเองก็ตามประสบความสำเร็จ คุณเคยแอบคิดไหมว่าทำไมเราถึงไม่มีหนังซูเปอร์ฮีโรแบบไทย ๆ ออกมาแข่งกับเขาบ้าง ทั้ง ๆ ที่เราก็มีตัวละครจากนิทานพื้นบ้าน วรรณคดี หรือแม้แต่ฮีโรในชีวิตจริง ให้หยิบยกขึ้นมาสร้างเป็นหนังมากมาย

 โขม ก้องเกียรติ โขมสิริ ผู้กำกับแนวหน้าของฟากฟ้าเมืองไทย ไม่ได้แค่คิด แต่เขาลุกขึ้นมาทำความฝันที่จะปั้นซูเปอร์ฮีโรแบบไทย ๆ ให้เป็นจริงขึ้นมา โดยเริ่มจากภาพยนตร์เรื่อง ขุนพันธ์ ที่พอจะเริ่มเห็นเค้าลางของแนวคิดนี้ในแบบที่เป็นจริงเป็นจังขึ้น ก่อนจะต่อยอดด้วย ‘ขุนแผน’ ในภาพยนตร์เรื่องใหม่ล่าสุดของเขา ‘ขุนแผน ฟ้าฟื้น’ ที่กำลังเข้าฉายอยู่ขณะนี้

C5 ก้องเกียรติ โขมศิริ ผกก. 2

  ซูเปอร์ฮีโรแบบไทยในมุมของ โขม ก้องเกียรติ จะเป็นแบบไหน แล้วทำไมถึงต้องเป็น ขุนแผน ไปฟังคำตอบจากปากเจ้าตัวกัน

โขมบอกว่าช่วงหลัง ๆ มานี่เขาชอบคำว่า มหรสพ เป็นพิเศษ เลยเลือกที่จะทำคอนเทน์ที่มันไม่ยาก ไม่ซับซ้อน แล้วขุนแผนนี่เป็นตัวละครซึ่งเป็นที่รู้จักกันดี แถมยังไม่ได้มีแค่มิติเดียว เหมาะกับการสร้างจักรวาลฮีโร่

“ถ้าหนังขุนพันธ์เป็นดีซี ผมก็สร้างขุนแผนเป็นมาร์เวล อะไรแบบนี้"

"คือมันเป็นสิ่งที่ตั้งใจเลยนะ ถ้าตั้งใจดูในเรื่องจริง ๆ ขุนพันธ์ขี่ม้ายกหน้าเป็นโลโก้นะ ส่วนอันนี้ (ขุนแผน) ม้ายกหลัง เป็นความตั้งใจ เป็นสัญลักษณ์ส่วนตัวของผมเอง การสร้างขุนแผนให้เป็นซูเปอร์ฮีโรนี่ก็อยู่ในความตั้งใจที่จะปั้นซูเปอร์ฮีโรแบบไทยจริง ๆ"

หลังจากที่หนังขุนพันธ์ 2 ออกฉาย โขมก็ได้คำตอบกับตัวเองว่า การปั้นซูเปอร์ฮีโรแบบไทย มีคนดู

“เราข้ามเรื่องรายได้เรื่องอะไรออกไปนะ พอหนังได้ตังค์ อุตสาหกรรมหนังไทยมันรัน ก็เลยเกิดการตั้งคำถามว่า เฮ้ย หนังแบบนี้มันมีคนคิดถึงนะ แต่ผมไม่ได้คาดหวังถึงขนาดที่ว่ามันจะกลายเป็นซูเปอร์ฮีโรที่ถูกคนจดจำจนมีการสืบสานต่อ เราไม่ได้รู้สึกอะไรไปขนาดนั้น แต่ถามว่าผมได้อะไร ผมได้ทำ ได้ลองกับมัน ได้เทคนิค ได้การฝึกวิชาอะไรหลาย ๆ อย่างจากมัน ส่วนในแง่ของคนดูว่าชอบมันเบอร์ไหนก็เป็นเรื่องนานาจิตตัง แต่ผมรู้สึกว่า เฮ้ย หนังซูเปอร์ฮีโรแบบไทยมันทำได้”

โขมยังอธิบายต่อด้วยว่าจริง ๆ แล้วหนังขุนผนของเขามันก็เป็นจักรวาลเก่าที่ถูกเอามาปัดฝุ่น แล้วเล่าด้วยท่าทีใหม่ให้ร่วมสมัยขึ้นแค่นั้นเอง เพื่อให้เด็ก ๆ สมัยนี้ได้ดู และให้มันยังอยู่

“ถ้าในยุคนี้ก็จะเป็นการทำเพลงคัฟเวอร์ มันก็เหมือนกัน เหมือนผมทำคัฟเวอร์ขุนแผนอีกทีนึงให้มันร่วมสมัยขึ้น แล้วก็ไม่ได้ตีความใหม่อะไร เราก็ยังมีตัวละครของเก่าอยู่ เพียงแต่ว่ามันอยู่ในบริบทของหนังแบบไหน”

 

IMG_9878.1

ขุนแผน (6)

ขุนแผนเวอร์ชั่นซัมเมอร์

ฝั่งตะวันตกจะมีการทำหนังซัมเมอร์ ซึ่งเป็นหนังสนุก ๆ ดูง่าย ๆ เพื่อความบันเทิงออกมาฉายในช่วงหน้าร้อน แต่สำหรับของไทยแล้วเรายังไม่มีการทำอะไรที่ชัดเจนขนาดนั้น โขมเลยคิดอยากลองทำหนังแบบนั้นออกมาบ้าง โดยเขาบอกกับว่า ‘ขุนแผน ซัมเมอร์’ คือโจทย์ตั้งต้นของหนังเรื่องนี้เลย

“หนังเรื่องนี้มันคือคอเมดี้ แอดแวนเจอร์ เราจับคำว่าขุนแผนผจญภัยกับหนังซัมเมอร์มารวมกัน อันนี้เป็นหนังซัมเมอร์ผจญภัยเรื่องขุนแผน คือผมตั้งใจอยู่แล้ว มันเป็นหนังเรื่องที่ 10 ของผม แล้วเราก็ทำหนังเครียด ๆ หนังจริงจังมา 9 เรื่องแล้ว พอเรื่องที่ 10 ก็เลยอยากทำหนังซัมเมอร์ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะมีลูกรึเปล่า แต่รู้สึกว่ามันมีอยู่ทางนึงที่เรายังไม่เคยทำเลย คือหนังซัมเมอร์

ผมคิดถึงตอนเด็ก ๆ บรรยากาศของการจูงมือกันไปดูหนังทั้งครอบครัวได้อย่างหฤหรรษ์ อย่างสนุกสนาน เราคิดถึงบรรยากาศแบบนั้นเลยอยากทำหนังซัมเมอร์ไทยที่ พอซัมเมอร์โป้ง เราต้องเสียดุลย์ให้กับต่างประเทศเยอะแยะเลย เราก็บอกว่าโอเค เรามีทางที่จะทำหนังซัมเมอร์แบบไทย ๆ ที่มันหฤหรรษ์ มันเป็นมหรสพที่มันหฤหรรษ์ สนุก มีความสุข”

 Prequel - หนังปฐมบทแบบไทย

ใครที่เป็นคอภาพยนตร์ต่างประเทศคงจะคุ้นเคยกันดีกับคำว่า prequel หรือ ปฐมบท แล้ว ‘ขุนแผน ฟ้าฟื้น’ ภาพยนตร์เรื่องที่ 10 ของ โขม ก้องเกียรติ ก็ไม่ต่างจากปฐมบท สตาร์ วอร์ส หรือปฐมบทภาพยนตร์เรื่องอื่น ๆ แต่อย่างใด

“มันเป็นบีกิน เป็นจุดเริ่มต้นก่อนจะมาเป็นขุนช้าง ขุนแผน คือวรรณคดีเค้ามีไลน์ของเค้าอยู่ แล้วมันก็มีสิ่งที่เขาไม่ได้เล่า เช่น ก่อนจะเป็นทหาร มันจะเล่าข้าม ๆ เราก็เลือกมาช่วงหนึ่งเป็นช่วงวัยรุ่น ถ้าจะพูดให้เข้าใจง่าย ๆ หนัง 'ขุนแผน ฟ้าฟื้น' ก็คือหนังวัยรุ่นที่เกิดในยุคสมัยนั้นนั่นเอง"

โขมบอกว่าเขาจำลองเมืองยูท่าขึ้นมาเพื่อไม่ให้โดนครหา เมืองในเรื่องนี้มัน no place, no time แล้วเรื่องขุนแผนในวรรณคดี จริง ๆ มันก็เป็น no place, no time มันไม่ได้ถูกบอกไว้แน่ชัดว่าเกิดในยุคสมัยใดกันแน่

"ที่ถูกบันทึกไว้ ที่เล่าไว้มีแค่ว่ามันเป็นยุคเจริญ ยุคเฟื่องฟูรุ่งเรืองมาก ๆ ของอาณาเขตนี้ การแลกเปลี่ยนของวัฒนธรรมฝรั่งเข้ามา เทคโนโลยีเข้ามา ญี่ปุ่นเข้ามา มันถึงเกิดความหลากหลายกันมาก แล้วเรื่องมันถูกเล่าจาก ไอ้แก้ว เด็กวัยรุ่นสุพรรณคนนึงที่ความจำเสื่อม จำเรื่องราวของพ่อตัวเองไม่ได้ มีชีวิตเป็น 18 มงกุฎ ไปเรื่อย ๆ เสร็จแล้วก็มาที่เมืองแห่งนี้ที่ชื่อว่า ยูท่า ซึ่งผันมาจากคำว่า อยู่ท่าน้ำ ฝรั่งพูดว่าอยู่ท่าน้ำ ๆ ๆ แล้วก็กลายเป็นยูท่า

ไอ้เมืองนี้พูดง่าย ๆ ว่ามันก็จำลองมาจากภาพของเมืองปัจจุบันแหละ ใครก็ต้องมาหาความเจริญ ใครอยากพิสูจน์ตัวเอง ใครอยากจะเป็น somebody ก็ต้องมาที่นี่กัน ไอ้แก้วก็เป็นหนึ่งในนั้น แต่แทนที่จะมาตามหาฝันเพียงอย่างเดียว มันเป็นพวกแอบแซงค์ (ขโมย) ของเค้า ใช้ชีวิตไปเรื่อย ๆ ไม่มีแก่นสารอะไร

ขุนแผน (9)

แก้วจะมีแก๊งค์เพื่อนที่ประกอบไปด้วย ไอ้เพชร คู่หูที่มาจากสุพรรณด้วยกัน ไอ้เพชรเป็นคนดำแต่เชื่อว่าตัวเองเป็นคนจีน เพราะว่าเป็นลูกกำพร้าที่ติดมาบนเรือสำเภาจีน คนจีนเลี้ยงมาก็เลยชื่อว่า โจเซฟ แซ่โค้ว แต่ตัวดำเลยนะ แล้วก็เชื่อว่าตัวเองเป็นคนจีนมาตลอด

ทั้งคู่ใช้ชีวิตดุ่ย ๆ มาด้วยกันแล้วมีเหตุให้ต้องมาเจอกับ ช้าง และพิม ซึ่งเป็นไอดอลของยูท่า ช้างนี่มีวงดนตรีด้วย เป็นไฮโซ ชนชั้นสูง ช้างเป็นลูกคนรวย ลูกขุนศรีวิชัยซึ่งทำงานค้าขายกับฝรั่ง มันถูกส่งไปเรียนเมืองนอกตั้งแต่เด็ก ถูกส่งไปเรียนกับชาวฮอลันดา พอกลับมาเมืองไทยมันถึงพูดไม่ชัด ซึ่งลงตัวกับการที่ให้ ฟิลิปส์ ทินโรจน์ เล่นพอดี

ในขณะที่แก้วก็พูดไม่ชัด แก้วมันพูดสุพรรณ เหน่อแบบสุพรรณ แล้วขุนช้างพูดไทยแบบสำเนียงฝรั่ง แล้วแม่ของช้างก็ชอบที่จะคุยกับคนอื่นว่าลูกฉันพูดเหน่อแบบฮอลันเดี้ยนะ

ขุนแผน (5)

"ในขณะที่พิม (ช้าง พิม เป็นแฟนกัน) เป็นคู่ที่พ่อแม่หมั้นหมายกันไว้เพราะเหมาะสม พิมก็ลูกทหารตระกูลดี แต่พิมเป็นสาวแก่น สาวมั่น ถ้าเป็นของเก่าเนี่ยเค้าเป็นเจ้าของไร่ฝ้าย ทำผ้ารอผัว ในเวอร์ชั่นนี้ พิมเป็นเจ้าของห้องเสื้อชื่อ ห้องเสื้อพิราลาย ตัดเสื้อให้ฝรั่ง

เรียกว่าสองคนนี่เป็นไอดอลของยุคสมัย เรื่องมันก็ดำเนินไปว่าเมื่อ 3 คน (แก้ว ช้าง พิม) โคจรมาเจอกัน แก้วจะจำเรื่องราวของตัวเองได้ไหม เพราะพอมาเจอกัน 2 คนนี่ก็จะบอกกับแก้ว (ที่ความจำเสื่อม) ว่า เฮ้ย เราเป็นเพื่อนกันไง แล้วหลังจากนั้นเรื่องมันก็จะกลับเข้าสู่ร่องของขุนช้างขุนแผน

ว่าเหตุใดทำไมขุนช้างถึงหัวล้าน ทำไมขุนช้างถึงอ้วนแล้วภาคนี้ไม่อ้วน อันนี้มันก่อนที่จะมีเรื่องราวใด ๆ ทั้งสิ้น และที่สำคัญที่สุดคือ ก่อนที่แก้ว ไอ้เด็กกะโหลกกะลาผู้ไม่รู้อะไรเลย จะค้นพบว่า ชีวิตเราควรจะเติบโตไปแบบไหน"

 คอมมาดี แฟนตาซี แอดเวนเจอร์

พอเราถามว่าตัวละครในวรรณคดีไทยมีอยู่เยอะแยะ แล้วทำไมถึงเลือกที่จะปั้นขุนแผนเป็นซูเปอร์ฮีโรแบบไทย แถมช่วงหลัง ๆ มานี้ ขุนแผนยังถูกมองในแง่ไม่ดีเรื่องที่มีเมียเยอะด้วย

สำหรับเรื่องนี้ โขมบอกว่าขุนแผนมีอยู่ 2 ช่องที่จะเล่นได้คือ หนึ่ง มันเป็นแฟนตาซี สอง มันเป็นเรื่องเล่าแบบปากต่อปาก เพราะฉะนั้น การเติมสีใส่ไข่อะไร ขุนแผนผ่านมาทุกยุคทุกสมัยแล้ว

"ผมถือว่านี่คือขนบของการต่อเรื่องเล่าประเภทนี้ เพราะฉะนั้น เราก็เป็นคนนึงที่เกิดในยุคสมัยนี้ แล้วเราก็ต่อเรื่องเล่า เติมสีใส่ไข่ของเราเพื่อความบันเทิงโดยไม่ได้ทำลายเส้นไลน์อะไรของเก่าเค้า เพียงแต่เราหาร่องที่มันไม่มีมาทำ"

ขุนแผน

แล้วการปั้นขุนพันธ์เป็นซูเปอร์ฮีโรมันยากกว่าขุนแผนไหม เพราะท่านเป็นคนที่มีชีวิตอยู่จริง

“ใช่ครับ อันนี้อาจจะเป็นแรงระเบิดจากสิ่งนั้นด้วยเหมือนกัน ตอนนั้นมันติดตรงที่มีคนเคารพนับถือท่านเยอะ แต่อันนี้ชัดเจนเลย เราทำพิธีขอขมาท่านขุนแผนแบบเป็นเรื่องเป็นราว เราบอกว่าเวอร์ชั่นนี้คอมเมดี้นะ มันมีพริตตี้อาบน้ำควายอ่ะ

คอมมาดี้ แฟนตาซี แอดเวนเจอร์ชัดเจน ชัดเจนกว่าแอ็คชั่นอีกนะ แต่เนื้อหาสาระของมันยังอยู่ คือ ว่าด้วยเรื่องวัยรุ่น 3 คน ที่ต้องเติบโตไปพร้อมกับคำว่ามิตรภาพ ความรัก และการ coming of age ก่อนจะไปเป็นขุนแผนแสนสะท้านที่คุณรู้จักเนี่ย เขาเริ่มต้นมายังไง

 ฮีโร่ไฉนกลายเป็นผู้ร้าย

แล้วทำไมถึงเลือกขุนแผนมาเป็นซูเปอร์ฮีโรแบบไทย เพราะในมุมนึงเขาก็มีชื่อเสีย ถูกมองว่าเจ้าชู้หลายใจ

"เราว่าถ้าจะหยิบเรื่องไหนมาเปิดจักรวาลฮีโร่วรรณคดีเนี่ย ขุนแผนน่าจะเป็นเรื่องที่หยิบมาได้เรื่องแรก ๆ เพราะมันมีทั้งเรื่องรัก การผจญภัย ในเนื้อหาเก่า มันก็ถูกมองจากวันเวลาในสมัยนู้นว่าความเป็นยอดชายมันจะต้องมีเมียเยอะ มันจะต้องเก่งวิชาอาคม ฯลฯ แต่คราวนี้มันถูกใส่แว่นตาของยุคสมัยใหม่ละ เราเลยอยากจะทำ ‘แก้เกี้ยว’ มันน่ะ

มันเหมือนกับว่าไม่เป็นธรรมต่อคนชื่อขุนแผนนะ มันไม่เป็นธรรมกับวรรณคดีนะในเมื่อสมัยนู้นมันถือว่าเท่ พอมาในเจนฯ ที่สิทธิสตรีมันถูกพูดถึงมากขึ้น โลกมันเปลี่ยน ขุนแผนก็เริ่มเปลี่ยนเป็นผู้ร้าย คนเริ่มมีการพูดว่า ไอ้เนี่ยเลว ซึ่งจริง ๆ มันขึ้นอยู่กับว่าคุณเอาแว่นของยุคสมัยไหนใส่เข้าไป

มันเป็นการแก้เกี้ยวว่า...เดี๋ยวก่อน....ถ้ามีคนทำอีกแบบนึงล่ะ

อย่างผมนี่ไม่พูดเรื่องเจ้าชู้ของขุนแผนเลย เจ้าชู้เนี่ยไม่ได้ตีความในทางอีโรติกอย่างเดียว อาจจะยุคนึงที่ขุนแผนขุนช้างจะออกไปในทางอีโรติก ออกไปในทางโลภ อยากมีอำนาจ อยากได้โน่นได้นี่ ภาพมันก็เลยไปทางนั้น

แต่อันนี้เป็นขุนแผนซัมเมอร์เลยถูกมองใหม่ คำว่ามหาเสน่ห์ หรือคำว่าเจ้าชู่ไม่ได้แปลว่ามันได้กับเค้าทุกคนนะ แต่มันมีเสน่ห์ นี่คือเหตุผลว่าทำไมเลือก มาริโอ้ ซึ่งไม่ได้มีภาพลักษณ์ในทางสวาท แต่เค้ามีเสน่ห์ ขุนแผนจะต้องทำให้คนรักได้ บางคนจะมองว่า อุ๊ย เหมาะเหรอ ขุนแผนจะต้องแบบ วินัย ไกรบุตรไหม

ขุนแผน (31)

 ความไหลลื่นของวัฒนธรรม

การที่ตัวละครแต่ละตัวในหนัง ขุนแผน ฟ้าฟื้น รวมไปถึงนักแสดงด้วย มีความหลากหลายทางเชื้อชาติเป็นอย่างมาก (โขม เสริมขึ้นมาว่าเป็นลูกครึ่งหมดเลย) เค้าจงใจจะส่งสาส์นอะไรออกมารึเปล่า

โขมบอกว่าเขาต้องการจะพูดถึง การผสมกันของวัฒนธรรม นี่คือสิ่งที่ไม่เคยถูกพูดถึง หรือพูดถึงไม่ได้ คือเรียกว่ามันเป็นทฤษฎีสมคบคิดน่ะ

“อย่างทุกวันเนี้ยเรามีนักท่องเที่ยวฝรั่งเข้ามา เราเห็นฝรั่งใส่เสื้อกล้ามตราเบียร์นู่นนี่เดินข้าวสาร แต่งตัวเหมือนคนไทยเลย วิธีคิดเนี้ยมันก็เหมือนกัน ฝรั่งสมัยก่อนที่มาทำไมมันต้องใส่แต่ชุดแบบนั้นวะ โอเค เวลาทำงานมันคงใส่ชุดแบบนั้น แต่เวลาปรกติมันอาจจะอยากใส่โจงกระเบนก็ได้ แล้วคนไทยรู้จักญี่ปุ่นแล้วจะไม่คิดใส่ผ้าซิ่นแล้วเอากิโมโนมาคลุมบ้างเหรอ มันจะมีมนุษย์แบบนั้นไหมที่คิดถึงการไหลลื่นของวัฒนธรรม 

เทคโนโลยีจากฝรั่งไหลเข้ามา ในขณะเดียวกันความเชื่อทางไสยศาสตร์มันกินเส้นกัน เหลื่อมไปเหลื่อมมา ถ้าทำเรื่องนี้ในท่าทีที่จริงจังจะไม่ได้ จะถูกด่า ถูกงัดให้หาหลักฐานมาสนับสนุน  แต่พอผมตั้งเป้าว่าเป็นแฟนตาซี อะไรก็เกิดขึ้นได้ แต่ไม่ได้เกิดขึ้นมาลอยๆ มัน based on สิ่งที่น่าจะเกิดขึ้นได้ และบางอย่าง related กับปัจจุบันเสมอ อย่างที่ผมบอกว่า ผมมีตรอกข้าวสารเสก มีพริตตี้รับอาบน้ำควายโชว์"

ขุนแผน (20)  

หากสังเกตดูดี ๆ จะเห็นว่า โขม ก้องเกียรติ เป็นคนทำหนังที่มีราก ไม่ได้ทำเพื่อเอาเท่ แล้วบทลอย ๆ จับต้องไม่ได้

“อันนี้คือสิ่งที่ตั้งใจตั้งแต่แรกว่าถึงเราจะแฟนตาซีแต่เราไม่ได้มั่ว มันมีวิธีคิด มีที่มาที่ไปนะ ไม่ใช่อยากจะใส่อะไรเข้าไปก็ใส่ลงไปได้”

IMG_9843

ระหว่างที่สัมภาษณ์ เราจะได้ยินคำว่า มหรสพ จากปากของโขมบ่อย ๆ เราเลยถามเขาว่าไปอินอะไรกับคำๆ นี้

“ผมโตมาแบบนี้ คือเมื่อก่อนบ้านผมเนี่ยมันอยู่ติดวัด 3 วัด (เขาเป็นคน อ.พนัสนิคม จ.ชลบุรี) ในซอยบ้านก็จะมีวัดคาทอลิก ในขณะเดียวกันมันก็อยู่ติดกับวัดไทย แล้วก็มีโรงเจอยู่ ความสนุกของผมตอนเด็ก ๆ ก็คือ มีงิ้วเล่นก็ไปดูที่โรงเจ เวลามีงานวัดผมก็ไปดูหนัง ดูลิเก ไปดูหนังกลางแปลง เวลาคริสมาสต์ผมก็ไปดูละครเวที ความรู้สึกเนี้ย มันก็อยู่กันได้อย่างปนเปไหมด แขกเป็นเพื่อนคริสต์ คริสต์เป็นเพื่อนไทย ผมโตมากับอะไรแบบนี้    

ถามว่าผมเป็นประเภทนิยมไทยแบบ ไท๊ย ไทย ไหม….ไม่ใช่ แต่ผมชอบความมหรสพ ผมชอบความลื่นไหลของมัน ผมชอบความรู้สึกแบบนี้ แต่ขณะเดียวกันผมก็ไม่เคยทำมันในท่าทีเดิม

คือผมรู้สึกว่า งานครูคือครู รักงานครูต้องแตกหน่อต่อได้ ไม่งั้นมันก็จะอยู่แบบเดียว คือแบบเดิมผมก็ยังเชียร์ให้มีอยู่ แต่มันต้องตีความได้ มันต้องกล้าพูดได้ มันต้องลองเอามาเล่ากันแบบนู้นแบบนี้ได้ มันถึงจะต่อไปได้”

โขม ก้องเกียรติ บอกว่า วัตถุประสงค์ในการทำหนัง ขุนแผน ฟ้าฟื้น คือการสร้างความบันเทิง

"ตอนนี้คนมันเครียด ในฐานะคนทำมหรสพผมทำตามใจตัวเองมาก็พักใหญ่ ๆ วันนี้เลยอยากทำอะไรเยียวยาความรู้สึกคนในสิ่งที่ผมถนัด คุณไปดูเถอะ คุณได้ความบันเทิง คุณได้หัวเราะ ได้สนุกสนานแน่นอนเวลาเดินออกไป