HOUSE SAMYAN บ้านใหม่ หัวใจดวงเดิม

August 19, 2019
by กนกพร โชคจรัสกุล

การย้ายบ้านใหม่ของโรงหนังทางเลือก ที่เปิดโอกาสให้คนดูได้เลือกหนังที่แตกต่าง

HIGHLIGHTS

  • Experience การดูหนังโรงกับดู Netflix ที่บ้านไม่เหมือนกัน เราสนับสนุนการมาดูหนังที่โรง มันครบกว่า ได้ Message ที่ผู้กำกับให้มามากกว่า เราตั้งใจมากกว่า เราโฟกัสมากกว่า เราสนุกกว่า 
  • ผมเคยเลือกหนังที่ไม่เคยดูมาแล้ว เคยเลือกจากโปสเตอร์มาแล้ว HOTEL โปสเตอร์สวยมาก หนังต้องดีแน่เลย ปรากฏว่าเราควรจะดูหนังก่อน คือหนังไม่ได้แย่นะ แต่ว่ามันดูยาก

ความบันเทิงย่นย่อถ่ายทอดชีวิตและเรื่องราวภายใน 2 ชั่วโมง หลากหลายรสชาติ ทุกแง่มุม ทุกชุมชนเชื้อชาติ ทุกประเทศ ทุกภาษา นานาทางเลือกในการใช้ชีวิต ถูกนำเสนอ ตีแผ่ ดึงจุดเล็กๆ ขึ้นมาเป็นเรื่องใหญ่ หรือสิ่งที่คนมองเห็นแต่ไม่สนใจ ก่อเกิดความคิด ความรู้สึก มุมมอง กระทั่งเปลี่ยนชีวิต ในช่วงเวลาที่จมจ่อมหลงลืมตัวเองไปชั่วขณะ นั่นคือผลจากการดูหนังอินดี้ หนังอาร์ต หนังนอกกระแส หนังต้นทุนต่ำ หนังกวาดรางวัล ที่ไม่ได้เข้าฉายตามโรงทั่วไป และเป็นสิ่งที่ House โรงภาพยนตร์ทางเลือกลำดับแรกในประเทศไทย นำเสนอมา 15 ปี

แต่เนื่องจากสถานที่ตั้งไม่มีระบบขนส่งมวลชนมาถึงหน้าโรง คนที่มาดูจะต้องตั้งใจแน่วแน่ บางคนกระแนะกระแหนว่าค่าเดินทางแพงกว่าค่าตั๋ว บางคนอยากมาแต่ไม่รู้ว่าอยู่ตรงไหน จึงต้องมีคำว่า RCA ต่อท้าย บ่งบอกสร้างความจดจำให้กับคนดู แต่คำบอกสถานที่นั้นกำลังจะเปลี่ยนไป เพราะ House RCA จะย้ายบ้าน กลายเป็น House Samyan ในเดือนกันยายนนี้

q3

 

เริ่มต้นจากความต่าง

“เริ่มจากอุ๋ยเป็นคนทำเรื่องเกี่ยวกับ Programing ของสหมงคลฟิล์ม เป็นคนวางหนัง เราก็จะเห็น Stock ทั้งหมดของสหฯ เมื่อก่อนเวลาเรา pick up หนังเราไม่ได้ซื้อเป็นเรื่องๆ เราซื้อเป็น lot อยากได้เรื่องนี้ แต่ได้มาอีก 5 เรื่อง ซึ่งหนัง 5 เรื่องที่พ่วงมามักไม่มีโอกาสได้ฉาย แต่ว่าในหนังเหล่านั้นน่ะ มีหนังดีเต็มไปหมด หนังสนุก หนังที่เรารู้สึกอยากฉาย เราก็พยายามไป approach โรงให้ฉายแต่ว่าก็ไม่ค่อยมี ยาก ในการที่จะทำให้ได้ฉาย สุดท้าย ด้วยความที่เราก็หาหนังแบบนี้ดูไม่ได้ในโรงทั่วไป เพราะมันไม่มีใครเอามาฉาย เราก็เลยอยากทำโรงหนังขึ้นมา ก็ชวนพี่จ๋องมา”

ชมศจี เตชะรัตนประเสริฐ ลูกสาวคนที่ 3 ของเสี่ยเจียง สมศักดิ์ เตชะรัตนประเสริฐ เจ้าของบริษัท สหมงคลฟิล์ม จำกัด พูดถึงที่มาที่ได้ชักชวน พงศ์นรินทร์ อุลิศ ผู้บริหารคลื่น Fat Radio นักจัดรายการ ‘หนังหน้าไมค์’ มาผนึกกำลังทำโรงหนังแห่งนี้ขึ้น

“ตอนนั้นทำรายการวิทยุอยู่ครับ fat Radio ผมชอบดูหนังอยู่แล้ว แต่หนังประเภทหนึ่งในโรงมันไม่ค่อยมี มันมักจะ Diract เข้าสู่ VDO ไปเลย หนังดีๆ ทั้งหลายเราก็ไม่ได้ดู อุ๋ยเลยมาชวนผม เราได้ทำกิจกรรม Little Big Film Project เอาหนังแบบนี้ไปฉายตามโรงใหญ่ 5 โรง 5 เรื่อง ที่ SF, Major, Lido, Apex ซึ่งคำว่า Little Big Film มันเหมาะอยู่นะ คือเป็นหนังที่เล็กแต่ว่ามันใหญ่” พงศ์นรินทร์ อุลิศ กล่าว

 

q7

 

เมื่อการจัดกิจกรรมเกี่ยวกับหนัง ไม่เพียงพอต่อการปล่อยหนังดีๆ ทั้งสองคนจึงเริ่มต้นคิดทำโรงหนังของตัวเองขึ้นมา

“ทำแค่กิจกรรมก็ปล่อยได้แค่นี้ เรารู้สึกว่ามันยังมีหนังอีกตั้งเยอะ เราก็เริ่มมาทำที่นี่ โรง UMG ของที่บ้าน เราอยากจะปรับปรุงโรงหนัง แล้วก็อยากทำ Concept อื่น อยากทำโรงหนังอาร์ตอยู่แล้ว ก็เลยชวนพี่จ๋องมาทำกัน Full Renovateทั้งหมด เดิมมี 5 โรงก็ตัดโรง 4-5 มาทำเป็น House รีโนเวทเปลี่ยนบรรยากาศทั้งหมด เพราะ Product เฮาส์ไม่เหมือนกับ UMG” ชมศจี พูดถึงความแตกต่างของโรงหนังแห่งนี้

ส่วนคนดู ทั้งคู่มองว่ากลุ่มเป้าหมายคือ นักศึกษา, คนที่เพิ่งเริ่มทำงาน เป็นกลุ่มที่กำลังค้นหา เลือกว่าตัวเองชอบอะไรไม่ชอบอะไร

 

q6

 

“ปี 46-47 เป็นยุคก่อนโซเชียลมีเดีย ไม่มียูทูป ไม่มีเฟซบุ๊ค ตอนเปิดแรกๆ เรารู้อยู่แล้วว่าเราเลือกทำ Subject ยาก เริ่มเลย เป็น Buffet ฉายหนัง 300 เรื่อง จ่าย 100 บาท ดูได้ทุกเรื่องในเดือนหนึ่ง คนชอบมาก คนเยอะมาก ในเดือนเดียวมีสมาชิก 5,000 คน หลังจากนั้นความจริงก็ปรากฏ คนที่มาดูไม่ใช่สมาชิกเราทั้งหมด ท้ายที่สุดแล้วเขาจะดูเป็นเรื่องๆ ที่เขามาเยอะมากในเดือนแรกก็เพราะว่ามันมี 300 เรื่อง แต่พอปรับมาเป็นเดือนหนึ่ง 4-5 เรื่อง ตัวเลขก็หายไปเป็นสัดส่วน” พงศ์นรินทร์ กล่าว

ในยุคต่อมา การซื้อขายหนังในตลาดก็เปลี่ยนไป จากเดิมขายเป็นล็อตๆ กลายเป็นจัดเทศกาลหนังขึ้นในประเทศต่างๆ ให้ผู้สนใจก็มาชมเลือกดูจับจ่ายซื้อกัน

“การขายแพ็คเกจมันน้อยลงเรื่อยๆ ปัจจุบันไม่เป็นอย่างนั้นแล้ว ปกติตลาดภาพยนตร์จะมีมาร์เก็ต ปีละ 4 มาร์เก็ต เราจะมีทีมค้นหาหนัง ไปดูหนังก่อน ได้อ่านสคริปต์ แล้วเลือกซื้อมา การตัดสินใจซื้อเรื่องไหน อุ๋ยจะมีทีมในการเลือกหนัง คือทีมเฮาส์ กับทีมสหฯ ที่คัดเลือกหนังออกมาจัดจำหน่าย พอซื้อมา สหฯ ก็เอามาให้เฮาส์ดูอีกที รู้สึกว่าเป็นหนังที่เฮาส์ฉายได้ เราในฐานะคนจัดจำหน่ายพอเรามีช่องทางที่จะปล่อยหนังแบบนี้ เราก็เริ่ม Pick Up หนังมาเพื่อเฮาส์ หนังที่เราอยากจะเอามาฉายที่นี่มากขึ้น” ชมศจีกล่าว

ซึ่งหนังที่ถูกเลือกมาฉายที่เฮาส์ เป็นหนังที่ไม่ได้โปรโมทอย่างที่ค่ายหนังทำกันหรือโปรโมทตามโรงหนังทั่วไป พวกเขาเลือกกันอย่างไร และเรียกหนังกลุ่มนี้ว่าอะไร

 

q4

 

 “ตอนแรกๆ จะตอบไม่ถูกครับ พอเวลาผ่านไป 15 ปี เราก็ตอบถูกว่า มันเป็นหนังเล็กครับ เป็นหนังที่อาจจะมีสตูดิโอแบบอินดี้เลย ไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อน ประเภทแรกคือหนังอินดี้ มาจากประเทศที่เราไม่เคยดูหนังเขามาก่อน หนังไอซ์แลนด์ หนังเปรู ที่ผู้กำกับ ดาราไม่รู้จักเลย ประเภทที่สองคือหนังจากสตูดิโอใหญ่ๆ แต่ว่ามาทำหนังเล็ก คือสตูดิโอเมเจอร์ก็ไม่จำเป็นว่าจะต้องทำหนังใหญ่ทุกเรื่อง อยากทำหนังได้รางวัลบ้าง เขาก็ทำหนังเล็ก แต่ว่าดาราเล่นใหญ่โต เขาก็ทำเป็นหนังดูยากหน่อย 

แบบที่สามคือหนังใหญ่ในประเทศที่ไม่พูดภาษาอังกฤษ เป็นหนังยอดนิยม คนดูรัก ได้เงินอันดับหนึ่ง เทียบง่ายๆ เลย ญี่ปุ่น เป็นประเทศที่คนไทยชอบไปเที่ยว แต่คนไทยไม่พูดภาษาญี่ปุ่น พอหนังเข้าเมืองไทยก็กลายเป็นหนังเล็กเฉยเลย ทั้งที่เป็นหนังได้เงินนะ ประเภทที่ 4 เป็นหนังไทย ที่อยู่ในสเกลแบบอินดี้ ไม่ใช่หนังที่สหฯทำ GTH ทำ แต่เป็นหนังยาวได้รางวัลสุพรรณหงส์ 5 ปีติดแบบนั้น เป็นหนังที่มีชื่อฟังแล้วงงว่ามันมาจากไหน ไม่เห็นเคยรู้เลยแล้วได้รางวัล นั่นล่ะ” พงศ์นรินทร์ สรุป

 

q1

 

ก้าวแรกสู่ความสำเร็จ 

เมื่อ House RCA เปิดตัว พวกเขาก็ทำการสื่อสารทุกช่องทางที่มี และพบหลังจากนั้นว่ามีกลุ่มเป้าหมายสองกลุ่มที่แตกต่างกัน

“กลุ่มแรกคือกลุ่มแสวงหา คนที่กำลังค้นหา ผมว่าน่าจะเป็นเด็กมหาลัย คือวุฒิภาวะคนเรามันช้าลงกว่าเดิม โตช้า คนที่ได้เจออะไรใหม่ๆ เรียนมหาลัยปีหนึ่ง จนถึงทำงาน ส่วนอีกกลุ่มเราสื่อสารน้อยมาก คือกลุ่มคอหนัง พวกนี้แทบไม่ต้องไปคุยอะไรกับเขา ไม่ต้องไปโฆษณาเลย บางทีเขารู้มากกว่าเราอีก พอเข้าสู่ยุค Social Media เขารู้รายละเอียดทุกอย่าง ค้นหาเอง รู้เอง มีทั้งเด็กทั้งผู้ใหญ่ในกลุ่มนี้ เป็นพวกไปทางลึก การสื่อสารกับสองกลุ่มนี้เราจะพูดไปกลางๆ ไม่ได้ แตกต่างกัน ส่วนมากเราก็บอกแค่ว่ามันมีหนังเรื่องนี้มานะ เข้าฉายเมื่อไร” พงศ์นรินทร์ กล่าว

ข้อสังเกตคือ การเลือกหนังพวกนี้จะดูแค่ลักษณะภายนอกไม่ได้ การมีทีมช่วยเลือกหนัง ได้ดูหนังก่อน เป็นสิ่งที่ดีที่สุด เพราะพงศ์นรินทร์เคยเลือกหนังจากโปสเตอร์มาแล้วพบว่า หนังไม่ได้เป็นไปอย่างที่โปสเตอร์สื่อสารออกมาเลย

“ผมเคยเลือกหนังที่ไม่เคยดูมาแล้ว เคยเลือกจากโปสเตอร์มาแล้ว HOTEL โปสเตอร์สวยมาก หนังต้องดีแน่เลย ปรากฏว่าเราควรจะดูหนังก่อน คือหนังไม่ได้แย่นะ แต่ว่ามันดูยาก”

กิจการโรงหนัง House RCA ดำเนินมาเรื่อยๆ จน 15 ปีผ่านไป มีแนวโน้มว่าสามารถอยู่ได้ด้วยตัวเอง แล้วก็จะไปได้เรื่อยๆ เพราะคนดูกลุ่มเป้าหมายที่สนใจหนังแนวนี้มีแนวโน้มจะเพิ่มมากขึ้น

“ทางด้านจิตใจเราประสบความสำเร็จของเราอยู่แล้ว มันมีความฝันหวานในช่วงแรกๆ ว่าเรากำลัง Create อะไร มันอาจจะดีก็ได้นะ มันอาจจะคนเยอะก็ได้นะ เคยคาดหมายไว้สูงมาก แต่ก็อยู่บนโลกแห่งความเป็นจริงว่า ทำเรื่องยาก ซึ่งเท่านี้ สิ่งที่เราเห็นในปัจจุบัน การเปลี่ยนแปลงของ Content ที่เข้ามาในเมืองไทย โรงอื่นๆ เริ่มเปิดโอกาสให้หนังพวกนี้ได้ฉายบ้าง หรือการมีโรงแบบเดียวกับเราเกิดขึ้นตั้งหลายโรง มันก็น่าจะเป็นการเติบโตของตลาด แสดงว่ากลุ่มนี้มันขยายตัว เพราะถ้าไม่มี Demand กลุ่ม SF, Major ก็คงไม่สนใจ” ชมศจี มองเห็นโอกาสในการเติบโต

ขณะที่ พงศ์นรินทร์ ยืนยันว่า ความสำเร็จที่ได้มาไกลกว่าที่คิด "เราทำของยาก ของที่ไม่มีอยู่ แล้วดันยากด้วย คือถ้าของไม่มีอยู่แล้วง่ายก็ว่าไป คือโรงหนังแบบนี้ไม่เคยมี ในแง่มุมเราเอง ก็หวังให้มันไปไกลที่สุดเท่าที่มันจะไปได้ แค่ไหนก็เท่านั้น ตอนแรกว่า 10 ปีพอ แต่พอ 10 ปีไปแล้วก็ยังอยู่ได้เรื่อยๆ นี่นา ก็อยู่ไปก่อน คำว่าสำเร็จ มันสำเร็จตั้งแต่ Day One แล้ว เมื่อเราได้ทำ มันเกิดขึ้น นี่ก็สำเร็จแล้ว เกินมาไกลแล้วด้วย ถ้าพูดถึงธุรกิจ เราขายของที่คนส่วนใหญ่ไม่รู้ว่ามันดี มันย่อมยากอยู่แล้ว”

 

q5

 

โลกเปลี่ยน โรงปรับ

ในยุคที่ Social Media มีอิทธิพลต่อการสื่อสารอย่างไม่เคยเป็นก่อน ทุกวงการต่างต้องเผชิญกับ Digital Disruption โรงหนัง House ก็เช่นกัน การเกิดขึ้นของ Netflix ผู้ให้บริการ VDO Streaming ความบันเทิงทางออนไลน์ กลายเป็นแรงกระเพื่อมที่ส่งผลกระทบให้กับโรงหนังทางเลือกไม่มากก็น้อย

“Experience การดูหนังโรงกับดู Netflix ที่บ้านไม่เหมือนกัน เราสนับสนุนการมาดูหนังที่โรง มันครบกว่า ได้ Message ที่ผู้กำกับให้มามากกว่า เราตั้งใจมากกว่า เราโฟกัสมากกว่า เราสนุกกว่า ถามว่ากระทบไหม มันก็มีสิทธิ์ คือคนที่เลือก เขาอยากดูหนังเรื่องนี้ ถ้าหาได้ เขาก็ดู” ชมศจีกล่าว ก่อนที่พงศ์นรินทร์จะเสริมว่า “มันมีผลกระทบแน่นอน แต่ไม่มีผลกระทบขนาดนั้น”

"ผมว่าคนดูเขาก็ดูทั้ง Netflix แล้วก็ดูโรงหนัง เขาไม่ได้เลือกจากขนาด เขาเลือกจากว่า มีหนังเรื่องนั้นให้ดูที่ไหนล่ะ ถ้ามีในโรง ก็ดูโรง เพราะว่ามันได้อรรถรสมากกว่าแน่ๆ” 

การดำรงอยู่จึงต้องมีการปรับตัว House RCA กำลังจะย้ายบ้านไปอยู่ในย่านใหม่ ที่เดินทางสะดวกสบายมากขึ้น มีขนส่งมวลชนเข้าถึง คนดูสามารถมาดูหนังทางเลือกที่เขาชอบได้ง่ายขึ้น และแน่นอนว่า ไม่ใช่แค่การย้ายทำเลที่ตั้ง บ้านใหม่หลังนี้ต้องออกแบบให้ตอบโจทย์กับไลฟ์สไตล์ของคนดูด้วย

“เราดีไซน์ใหม่ Structure ใหม่ เพิ่มจาก 2 โรงเป็น 3 โรง Refresh ภาพเฮาส์ ในสายตาที่เราอยากจะให้มันเป็น Concept คือ Cosy เข้ามาในเฮาส์แล้วรู้สึกสบายใจ อยู่นานๆ ได้โดยที่ไม่รู้สึกว่าต้องรีบร้อน ข้อได้เปรียบคือการเดินทาง และจำนวนโรงที่เพิ่มขึ้น บรรยากาศที่เปลี่ยนไป แต่ยัง Keep ความเดิมๆ คือ คอนเทนท์หนังที่เราเลือกจะเป็น Category 4 ประเภทที่พูดมา” ชมศจี ให้ภาพของบ้านหลังใหม่ที่สามย่าน

q2

“เราจะเพิ่มหนังเข้ามาอีกนิดหน่อย มีโปรแกรมหนัง Classic เพิ่มขึ้นมา มีจัดกิจกรรมพิเศษ มีฉายหนังเก่าๆ ที่เขาอาจจะโตไม่ทันดู” พงศ์นรินทร์ เพิ่มเติม ในมุมมองของผู้ปลุกปั้นโรงหนังแห่งนี้ เขาบอกว่าแม้สถานที่จะเปลี่ยน แต่แนวคิดไม่เคยเปลี่ยน

“การย้ายบ้าน ไม่ได้เปลี่ยนตัวเอง แค่คนๆ เดิม จากอยู่แถวๆ นี้ ก็ย้ายไปอยู่ที่อื่น เสื้อผ้าคงเปลี่ยน เพราะดีไซน์มันเปลี่ยน มองในแง่ดีมันรู้สึกสดชื่นขึ้น ได้เห็นอะไรใหม่ๆ ในแง่ Content คุณจะได้เจอหนังที่คุณชอบแน่นอน ในโรงที่เพิ่มขึ้นด้วย ปริมาณเพิ่มขึ้นในช่วงเวลาเดียวกัน มีหนังให้ดูหลายเรื่องขึ้น เดินทางสะดวกขึ้น หวังว่าจะได้ไปเจอกันกับทุกคนที่นั่นอีกครั้งหนึ่ง ขอบคุณที่สนับสนุนเรามาตลอด 15 ปี”

เช่นเด่ียวกับชมศจี ที่บอกว่าอยากให้คนที่เข้ามารู้สึกเหมือนดูหนังที่บ้าน "คุณอยากจะนั่งอยู่ตรงนี้ทั้งวันก็ได้ คุณอยากจะไปไหนก็ได้ เฮาส์เป็นโรงที่เราตั้งใจทำ เจตนาคืออยากให้คนได้มาสัมผัสหนังอีกแบบหนึ่งที่คุณไม่ค่อยเห็นในตลาดทั่วไป เหตุผลหนึ่งในการย้ายไปสามย่านคือ ให้มาดูได้ง่ายขึ้น ฝากเฮาส์ไว้ด้วยค่ะ มาทดลองดูหนังที่คุณอาจจะชอบก็ได้นะ”

เหมือนกับประโยคที่ว่า...เรามักจะคิดว่าคนดูเป็นผู้เลือกหนังที่อยากดู ทว่าในความจริงแล้ว หนังต่างหากที่เลือกคนดู