“มีนา มาซูด” กับภาพแทนเชื้อชาติใน Aladdin

May 30, 2019
by ลีนาร์

รู้จักตัวตนพระเอกอลาดิน เวอร์ชั่น 2019 และความหลากหลายทางวัฒนธรรมในเรื่อง

เขาเกิดมาในช่วงหนึ่งปีก่อน Aladdin เวอร์ชันแอนิเมชันออกฉาย และพี่สาวทั้งสองคนของเขาก็เอาแต่อยากเป็นเจ้าหญิงจัสมิน เรื่องราวเหล่านี้วนเวียนอยู่ในบ้านตั้งแต่ก่อนที่เขาจะเดินหรือพูดได้ แต่ตอนที่ มีนา มาซูด นักแสดงนำของ Aladdin ฉบับใหม่เวอร์ชันคนแสดงที่กำกับโดย กาย ริชชี่ ได้รับการติดต่อให้มารับบทนำ เขาตัดสินใจไม่กลับไปดูเวอร์ชันแอนิเมชันปี 1992 เพราะอยากสร้างแรงบันดาลใจจากธีมของเรื่องคือ ‘การเดินทางของตัวตน’ มากกว่า

1242911076001_5848045081001_5848041023001-vs

               สำหรับเวอร์ชันแอนิเมชันปี 1992 แม้จะพยายามสื่อข้อความที่เป็นสากลและมีเจตนาดีอย่างการซื่อสัตย์ต่อตัวเอง แต่ก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นการส่งเสริมภาพความ ‘ป่าเถื่อน’ ของชาวอาหรับ และแม้ว่าฉากหลังของเรื่องจะเป็นเมืองท่าในอาหรับ แต่ตัวละครต่างให้เสียงโดยคนผิวขาวเป็นส่วนใหญ่

               มาซูด วัย 27 ปี เกิดที่เมืองไคโร ประเทศอียิปต์และโตขึ้นในเมืองโตรอนโต เขาได้รับคำชื่นชมมาตั้งแต่ช่วงต้นๆ ของหนัง “พ่อแม่ผมรู้เรื่อง อลาดิน มานานก่อนจะมีหนังแอนิเมชันเสียอีก มันเป็นนิทานพื้นบ้านที่แพร่หลายในอียิปต์มาก่อน” เขาบอก และเพิ่มเติมว่าหนังเรื่องนี้มีภาพด้านบวกของอียิปต์อยู่มากเลยทีเดียว

               “เราแค่ยินดีกับหนังเพราะมันเป็นหนึ่งในไม่กี่เรื่องที่มีบางส่วนเป็นตัวแทนของเรา ก็น่ายินดีที่จะเริ่มเลือกหยิบเอาสิ่งที่ไม่ค่อยมีใครพูดถึงมาพูดบ้าง และคุณต้องเริ่มต้นจากตรงไหนสักแห่งนั่นแหละ”

               การประกาศคัดเลือกนักแสดงจากทั่วโลกได้รวมตัวนักแสดงหลากหลายเชื้อชาติ รวมถึง นาโอมี สก็อตต์ นักแสดงชาวอังกฤษที่มีเชื้อสายอินเดียมารับบท จัสมิน และนักแสดงเชื้อสายอิหร่านและตูนิเซีย โดย มาซูด ที่เคยได้รับบทในซีรีส์ Jack Ryan เอาชนะนักแสดงที่มาคัดตัวมากกว่า 2,000 คนและได้รับบท อลาดิน ไปในที่สุด

               แต่การคัดตัวนักแสดง Aladdin ในเวอร์ชันนี้ใช้เวลานานกว่าที่ตั้งใจไว้ มาซูด เล่าถึงการร่วมคัดตัวของตัวเองว่า

               “ครั้งแรกตอนที่ผมเห็นการคัดตัวออนไลน์ ผมตื่นเต้นมากแต่ก็ไม่ได้หวังสูงอะไรเพราะมีเทปคัดตัวเป็นหมื่นๆ เทปจากทั่วโลกส่งไปให้พวกเขาดู โอกาสที่เขาจะเห็นผมต่ำมากแล้วเราก็ไม่ได้รับการติดต่อกลับมาด้วย ผมเลยคิดว่าพวกเขาคงจะเลือกเอาดาราดังๆ สักคนในฮอลลีวู้ด แต่สี่เดือนหลังจากนั้น ผมได้ยินและตกใจที่รู้ว่าพวกเขายังมองหาคนมารับบทอยู่ ผมส่งเทปไปอีกครั้งและบินไปลอนดอนเพื่อทดสอบบท”

               ตามความเห็นของ มาซูด เขายังคิดว่าทีมงานไม่ได้ต้องการนักแสดงเบอร์ต้นๆ มารับบท อลาดินและจัสมิน

“ผมว่าผู้กำกับและทีมโปรดิวเซอร์ไม่ได้กะจะใช้ดาราดังตั้งแต่เริ่มต้น แต่พวกเขาแค่ยังไม่เจอใครที่จะทำได้ทั้งร้อง เต้น และแสดง พวกเขามองหานักร้องที่สามารถแสดงได้ด้วย และพวกเขาก็มานึกได้หลังจากการคัดเลือกผ่านไปหลายเดือนว่า จริงๆ แล้วพวกเขาต้องการนักแสดงที่แข็งในเรื่องการแสดง เพราะอลาดินร้องแค่สองเพลงเท่านั้นเอง ผมเลยคิดว่าตอนนั้นแหละที่พวกเขาเริ่มเปลี่ยนแนวทางการหานักแสดงนำ”

aladdin-mena-massoud-1557747799 (1)

ก่อนหน้านี้ เมื่อดิสนีย์ประกาศเลือก นาโอมิ สก็อตต์ มารับบทจัสมิน แฟนๆ บางคนแสดงความโกรธผ่านทวิตเตอร์ และบอกว่าบทนี้ควรเป็นของคนที่มีเชื้อสายอาหรับมากกว่า ขณะที่ สก็อตต์ มีเชื้อสายอินเดีย

Aladdin เวอร์ชันนี้ต้องเจอกับคำวิจารณ์มาตั้งแต่ประกาศการสร้าง หลายๆ ความเห็นอ้างว่า ทีมสร้างหนังมองว่าคนเอเชียใต้กับคนตะวันออกกลางนั้นก็เหมือนๆ กัน ใช้แทนกันได้ โดยเฉพาะเมื่อประกาศว่า สก็อตต์ จะรับบทเป็นจัสมิน ยิ่งทำให้เสียงวิจารณ์หนักข้อขึ้นไปอีกเพราะเธอมีเชื้อสายอังกฤษและอินเดีย

จูลี แอนน์ ครอมเมตต์ รองประธานฝ่ายความหลากหลายทางวัฒนธรรมของดิสนีย์ได้อธิบายถึงตัวเลือกนักแสดงว่า Aladdin ได้รวมเอาหลากหลายวัฒนธรรมจากตะวันออกกลางและเอเชียใต้เข้าไว้ด้วยกัน และอกราบาห์เองก็สะท้อนความเป็นตัวตนของภูมิภาคเหล่านี้ด้วย

ขณะที่ มาซูด มองว่าจริงๆ แล้วเรื่องนี้กลับเป็นตัวแทนของหลากหลายวัฒนธรรมรวมกันมากกว่า

ชาวตะวันออกกลางอยากให้ อลาดิน เป็นเรื่องของตะวันออกกลาง และอินเดียก็อยากให้ อลาดิน เป็นเรื่องของอินเดีย จริงๆ แล้วมันเป็นนิทานพื้นบ้านจากยุค 1800 และเมืองอกราบาห์ก็เป็นสถานที่สมมติซึ่งดึงเอาส่วนสำคัญๆ ของอินเดีย เอเชีย และตะวันออกกลางมารวมกัน อันที่จริงในนิทานต้นฉบับ อลาดิน มีเชื้อสายจีนด้วยซ้ำ ดังนั้น สิ่งที่เราอยากทำกับเรื่องนี้คือแทนภาพของหลากหลายวัฒนธรรมของโลกให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้”

               สำหรับเมืองอกราบาห์ (Agrabah) ในหนังเวอร์ชัน 2019 นี้ได้ถ่ายทำในอังกฤษและทะเลทรายในจอร์แดน โดย เจมมา แจ็คสัน ทีมออกแบบโปรดัคชันบอกว่า เธอสร้างเมืองอกราบาห์ให้เป็นเมืองท่าที่ “ทุกๆ สิ่งเข้ามาและจากไปกับเรือ ทำให้อกราบาห์ค่อนข้างเชื่อมโยงกับกับส่วนอื่นๆ ในโลกได้ดี”

               ความอ่อนไหวทางวัฒนธรรมถือเป็นประเด็นใหญ่ของการสร้างหนังเรื่องนี้มาตั้งแต่การคัดตัวนักแสดงและเนื้อเรื่องที่หลายคนต่างจับตามองว่าจะมีการ 'ฟอกขาว' และทำให้เชื้อชาติอื่นๆ ดูด้อยค่าลงอีกหรือไม่

“พวกเขามีทีมที่ปรึกษาด้านวัฒนธรรมประจำกองถ่าย” มาซูด บอก “ผมว่าหนังเรื่องนี้ทำออกมาแบบให้ความเคารพทางวัฒนธรรมมากที่สุดเท่าที่ผมเคยรู้สึกมาตลอดการทำอาชีพของผมแล้ว”

เขาเล่าว่า งานแรกของเขาคือซีรีส์เรื่อง Nikita ซึ่งรับบทเป็นอัลเคดาร์ หมายเลข 2 เวลานั้นเขาต้องรับบทพวกนี้เพราะแค่อยากก้าวเข้ามาในวงการ เขาจึงคิดว่าดิสนีย์ดูแลประเด็นนี้ได้อย่างสวยงามและเรื่องแบบนี้ควรเกิดให้บ่อยขึ้นในวงการฮอลลีวู้ด

มาพูดอีกอีกตัวละครสำคัญของเรื่องอย่าง ยักษ์จีนี่ ที่เวอร์ชันนี้รับบทโดย วิล สมิธ ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นนักแสดงที่อยู่ในแวดวงนี้มากว่าสามทศวรรษ

“ผมอยู่ในวงการนี้มาเป็นสิบปี และคิดว่าถ้าอยากทำงานกับผู้กำกับหรือนักแสดงที่ดีที่สุดในโลก คุณต้องให้คุณค่าตัวเองและต้องนำเสนอออกมา” เขาบอก “แต่อย่าเข้าใจผิดนะ ผมตื่นเต้นสุดๆ ตอนเจอ วิล ครั้งแรก แต่ผมมีเวลาเตรียมตัวและทำความรู้จักกับเขา พอเราเริ่มถ่ายทำเขาก็เป็นหนึ่งในนักแสดงร่วมของผมเท่านั้น”

“และผมว่าเขาเป็นคนเดียวที่เล่นบทนี้ได้ ส่วนตัวผมว่า โรบิน วิลเลียมส์ ก็ทำไว้ดีมาก และเหตุผลที่ จีนี่ ของ โรบิน โดดเด่นมากเพราะเขาใส่ตัวเองไปในบทด้วย เช่นเดียวกันกับ วิล เขาเอาประสบการณ์ 30 ปีของตัวเองใส่ไปด้วย จีนี่ของเขาจึงมีความเป็นเขาในหนัง Hitch มีอีกนิดจาก Bad Boys และอีกเล็กน้อยจาก The Pursuit of Happyness – อย่างละนิดอย่างละหน่อยจากทุกอย่างของเขา ผมว่าเขาทำได้ดีเลยล่ะ”

               หลังจากหนังเรื่องนี้ มาซูด ได้ถ่ายทำซีรีส์ที่จะฉายทาง Hulu เรื่อง Reprisal ที่มีเนื้อเรื่องมืดหม่นและดราม่าแตกต่างจาก Aladdin โดยมี วอร์เรน ลิตเติลฟิลด์ เป็นโปรดิวเซอร์ และแสดงร่วมกับ อบิเกล สเปนเซอร์ กับรอดริโก ซานโตโร นอกจากนี้เขายังจะมีผลงานพากษ์เสียงกวีชื่อ Rumi ในหนังแอนิเมชันที่จะเริ่มถ่ายทำในปี 2020 ด้วย