จิตรกรรมฝาผนัง สู่ ตำนานผ้าซิ่นเมืองน่าน

July 6, 2018
by พิมพ์พัดชา กาคำ ภาพโดย: ปริญญา ชาวสมุน

มารู้จักผ้าซิ่นเมืองน่าน กับลวดลายมากมายบนลายผ้า และกว่าจะมาเป็นซิ่น 1 ผืน ต้องใช้แรงงานไม่ต่ำกว่า 2 คนทอ ใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 1 เดือน

HIGHLIGHTS

  • ผ้าซิ่นลายโคมเชียงแสน มีความหมายเป็นมงคล เพราะ“โคม”ถือเป็นของมีค่า จึงนำลายโคมมาถักทอไว้ในผ้าซิ่น หมายถึงเป็นแสงนำทางสู่เรื่องที่ดี แล้วยังหมายถึงการได้เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าหลังความตายอีกด้วย 
  • ลายผ้าที่ชื่อ "นางพญาผ้าซิ่นล้านนา" เป็นลายที่รวมวัฒนธรรมการทอผ้าทุกชาติพันธุ์เข้ามาอยู่ในผืนเดียวกัน เป็นงานที่หายาก จะใส่ในพิธีสำคัญเท่านั้น เช่นงานบวช งานแต่ง พิธีบูชาพระแม่โพสพ ฯลฯ และเก็บไว้เป็นมรดกให้กับลูกหลาน
  • หมู่บ้านน้ำครกใหม่ ยังคงทอผ้าแบบดั้งเดิม ย้อมผ้าจากสีธรรมชาติ เช่นใบฮ่อม ขมิ้น มะเกลือ เปลือกประดู่ ตะโก คราม ฯลฯ 

 

 

 

ใครเคยไปสัมผัสเมืองน่าน หรือ จังหวัดน่าน ภาคเหนือของไทย น่าจะมีโอกาสไปสักการะขอพร ที่ วัดภูมินทร์ ที่นั่นมีภาพเขียนเก่าแก่ชื่อดังก็คือ ภาพกระซิบรัก ทว่าวันนี้จะกล่าวถึงภาพการแต่งกายแบบโบราณล้านนาที่ปรากฎในจิตรกรรมฝาผนังวัดภูมินทร์ สะท้อนให้เห็นถึงวิถีชีวิตความเป็นอยู่การแต่งกายของผู้คนสมัยก่อนมีทั้ง ผ้าซิ่นลายน้ำไหล หรือ ผ้าซิ่นตีนจก ผืนยาวกรอมเท้า คาดเอวด้วยเข็มขัดเงิน บ้างก็ห่มสะไบ บ้างมีผ้าผืนบางๆพันอก และการเปลือยอกในสมัยนั้นก็ถือว่าเป็นเรื่องธรรมดา

1.ผ้าซิ่นลายแบบพม่า

3

                ปัจจุบันผ้าซิ่นลายน้ำไหล หรือผ้าซิ่นตีนจก ถือเป็นผ้าทอพื้นเมืองโบราณของชาวน่านที่ยังคงเอกลักษณ์โดดเด่นและสืบทอดมาจนถึงทุกวันนี้ โดยมีกลุ่มชาวบ้านหลายชุมชนรวมตัวกันทอผ้าแบบสมัยเก่า(โบราณ)เพื่อรักษาวัฒนธรรมประเพณีสืบต่อให้กับลูกหลาน อนุรักษณ์โดย กลุ่มผ้าทอไทลื้อบ้านหนองบัว อำเภอท่าวังผา กลุ่มผ้าทอไทลื้อบ้านเก็ต อำเภอปัว กลุ่มผ้าทอบ้านดอนไชย อำเภอเวียงสา ฯลฯ

5

เยือนน่านครั้งนี้ไปกับการท่องเที่ยวจังหวัดน่าน ในทริป “เสน่ห์น่านหน้าฝน ยลคุ้มเก่า เล่าเรื่องผ้างาม ตามชิมอาหารโบราณ เที่ยวงานกาแฟน่าน” โดย เทิดศักดิ์ อินแสง ผู้ก่อตั้งพิพิธภัณฑ์ผ้าโบราณร้านฝ้ายเงิน เป็นสถานที่รวบรวมผ้าซิ่น เครื่องแต่งกายไทยวน ไทลื้อ เมืองน่าน และชาติพันธุ์ต่างๆ ในอุษาคเนย์ บางผืนเก่าแก่กว่า 160 ปี  นำชมจิตรกรรมฝาผนังวัดภูมินทร์ ฝีมือ หนานบัวผัน  สัญนิษฐานว่าเขียนเมื่อพ.ศ. 2470

14

                “ผ้าบางผืนในพิพิธภัณฑ์มีอยู่ในรูปนี้ด้วย เริ่มจากภาพชนเผ่าขมุจะนุ่งผ้าต้อยธรรมดา ไปเก็บใบชา ของป่า แต่เค้ายังนุ่งผ้าซิ่นที่ใช้ร่วมกันของทุกชนเผ่าทั้งไทลื้อ ไทยวน ไทลาว เป็นพหุวัฒนธรรม มีความหลากหลายทางชาติพันธุ์มาก ภาพกระซิบรักที่เป็นภาพดัง ผู้หญิงจะนุ่งซิ่นม่าน(ลายซิ่นของพม่า) สมัยก่อนเส้นทางสายไหมคนจะเดินทางมาจากอินเดีย พม่า จีน เมืองน่านรับวัฒนธรรมทุกอย่าง ส่วนภาพนี้เราจะเห็นเรื่องราวของการทอผ้าในอดีต ผู้หญิงก็จะนุ่งซิ่นป้องในชีวิตประจำวันแบบชาวบ้าน ทุกวันนี้ก็ยังใช้กี่ทอผ้าแบบนี้อยู่ สังเกตให้ดีๆบนหัวซิ่นจะเป็นผ้าสีขาวทุกรูป เป็นเคล็ดของการต่ออายุ คนที่เสียชีวิตแล้ว ลูกหลานจะถอดผ้าส่วนสีขาวใส่ไปในโรงศพ เพื่อที่ขวัญ(จิตวิญญาณ) จะได้ไปกับผู้ตาย ถ้ายังเก็บไว้จะเหมือนกักวิญญาณ เหมือนในละครเรื่องสาปภูษา เค้าก็จะไม่ไปผุดไปเกิด อันนี้เป็นความเชื่อ”

4

                ภาพจิตรกรรมฝาผนังในวัดภูมินทร์มี ซิ่นนางยักษ์ การทอจะมีช่องว่างไม่สม่ำเสมอ มีทั้งลายจก มัดก่าน ฯลฯ อยู่ในผืนเดียวกัน ผ้าซิ่นตีนจก เป็นผ้าซิ่นที่สวมใส่ในงานสำคัญ เช่นงานบุญใหญ่ งานแต่งงาน ฯลฯ

13

ผ้าซิ่นทอมือเมืองน่าน จะมีหลากหลายลายมากอาทิเช่น ซิ่นป้อง, ซิ่นม่าน, ซิ่นคำเคิบ,ลายน้ำไหล,ผ้าไทลื้อ,ผ้ามัดก่าน และลายปักของชาวเขา มีเทคนิคการจก,ขิด,เกาะล้วง รวมทั้งลวดลายดั้งเดิมเช่น ลายนกยูง, ลายนาคชู, ลายนาคเกี้ยว, ลายโคม, ลายน้ำไหล,ลายน้ำไหลไฟ ฯลฯ

6

“ผ้าเมืองน่านเก่าแก่ที่สุดเท่าที่เจอในสมัยรัชกาลที่ 4 เป็น ผ้าซิ่นเชียงแสนทอ 3 ดูก ก็คือสมัยก่อนฟืมทอผ้าจะเล็กมาก ต้องทอ 3 ครั้งเพื่อที่จะเอามาเย็บต่อกันเป็นผ้าซิ่น 1 ผืน ลายนี้พิเศษมากมีชื่อว่า ซิ่นจกวิเศษเมืองน่าน มีเทคนิคการทอที่เยอะมากรวม 6  เทคนิคด้วยกัน ทั้งตีนจก มัดหมี่ เกาะล้วง ยกมุก ฯลฯ ผืนนี้ได้ชื่อว่า นางพญาผ้าซิ่นล้านนา รวมวัฒนธรรมการทอผ้าทุกชาติพันธุ์เข้ามาอยู่ในผืนเดียวกัน เป็นงานที่หายาก จะใส่ในพิธีสำคัญเท่านั้น เช่นงานบวช งานแต่ง พิธีบูชาพระแม่โพสพ ฯลฯหรือเก็บไว้เป็นมรดกให้ลูกหลาน”

10

จากนั้นไปชมการทอผ้าที่ หมู่บ้านน้ำครกใหม่ มีโอกาสชมกี่ทอผ้าแบบเดียวกับในภาพจิตรกรรมฝาผนังวัดภูมินทร์ การย้อมผ้าส่วนใหญ่ใช้สีจากธรรมชาติเช่น ใบฮ่อม ขมิ้น มะเกลือ เปลือกประดู่ ตะโก คราม ฯลฯ กว่าจะทอผ้าได้ 1 ผืนใช้เวลาประมาณเดือนกว่าๆ ผู้ที่มีคุณสมบัติทอผ้าได้ดีก็คือ มีใจรัก มีพรสวรรค์ มีความพยายาม

8

นักสะสมผ้าซิ่นน่านอธิบายต่อไปว่า “บ้านนี้ทอตีนจก อีกบ้านทอตัวซิ่น กว่าจะได้ 1 ผืนต้องใช้เวลา และต้องใช้ฝีมือ ผมว่าการทำลายเกาะล้วง ลายขนมปาด ก็ทำยากเราต้องแบ่งครึ่งทำทีละส่วน การนับเส้นด้ายก็ต้องละเอียดมาก จะต่อแต่ละเส้นขึ้นลายใหม่ต้องค่อยๆทำคิดดูว่าทั้งผืนมีกี่สี กี่เส้น เยอะมาก การทำงานกับเส้นไหม ถ้าใจไม่ละเอียดอ่อน ไหมก็จะพันมือได้ หน้าทำนา พี่ๆเค้าก็จะไปทำนามือก็จะด้านๆ ทอผ้าไม่ได้เพราะไหมจะติด มือต้องทาโลชั่นรักษามือให้นุ่มก่อนถึงจะทอต่อไปได้ ทั้งหมดนี้ทอเสร็จแล้วราคาอยู่ที่ประมาณ 3,5000 บาท (บางผืนลายไม่เยอะก็อาจจะราคาย่อมเยาขึ้นเล็กน้อย)แต่ละผืนจะมีเพียงผืนเดียวในโลก เพราะการวางลายจะไม่ซ้ำกันวิธีดูแลแค่ซักธรรมดาห้ามเข้าเครื่องซักผ้า สีธรรมชาติย้อมมือสีไม่ตก”

2

คุณเทิดศักดิ์ พูดถึง ลายโคมเชียงแสน มีความหมายเป็นมงคล เพราะ“โคม”ถือเป็นของมีค่า จึงนำลายโคมมาถักทอไว้ในผ้าซิ่น หมายถึงเป็นแสงนำทางสู่เรื่องที่ดี แล้วยังหมายถึงการได้เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าหลังความตายอีกด้วย

9

“ตอนผมเรียนม.ปลาย ก็เริ่มสนใจเรื่องผ้าซิ่น ก็ไปหาซื้อมาแล้วก็ขายไปบ้างเอากำไรเงินต่อเงินไปเรื่อยๆ ผืนไหนชอบมากก็เก็บไว้ไม่ขาย หลังจากนั้นคิดว่า ยังมีคนทอผ้าเป็น ทำไม่เราไม่ทอขึ้นมาใหม่โดยอนุรักษ์ลายเก่าๆ ผมเชื่ออยู่อย่างก็คือ คนเราเกิดมาต้องมีหน้าที่ติดตัว ทำไมผมมาเกิดตรงนี้ ทำไมชอบผ้าเก่า เก็บผ้าเก่า แล้วทำไมมีคนทอผ้าอยู่ตรงนี้ คงถูกกำหนดมาแล้ว ผมเริ่มมีความรู้ ย้อมสี ดีไซน์ เรียนทอผ้าเอง แต่ตอนนี้ออกแบบแล้วให้ชาวบ้านทอ ขายในเพจอย่างเดียว ชื่อเพจ คนรักผ้าทอมือ ส่วนพิพิธภัณฑ์เรายังไม่ได้เปิดให้คนเข้าชม ก็จะก็บผ้าหายากอย่าง ซิ่นลายคำเคิบ เป็นผ้าซิ่นของเจ้าเมืองน่าน ผืนที่แพงสุดก็คือ ผ้าซิ่นเกาะล้วงลายนมสาว ผ้าซิ่นเกาะล้วงลายน้ำไหล ผ้าซิ่นเกาะล้วงลายภูเขา ตอนนี้มูลค่าหลักล้านแล้ว เพราะเป็นตระกูลที่หายาก นักสะสมนิยมเก็บกัน วิธีรักษาก็คือตอนกลางวันร้อนมากต้องเปิดแอร์ให้ผ้า กลางคืนอากาศเย็นลงเราก็ปิดแอร์ ”

11

ส่วนเรื่องลี้ลับเกี่ยวกับผ้าโบราณมีอยู่บ้างเช่น ตอนเข้ากรุงเทพฯเพื่อเรียนการท่องเที่ยวและโรงแรม ที่ มหาวิทยาลัยรังสิต เนื่องจากรักผ้าโบราณมาก จึงพกพามาด้วย 2 กระสอบ(กระสอบสีรุ้ง) ขณะจะนอนหลับมีคุณยายคนหนึ่งพูดว่า “ช่วยพาอุ้ยกลับบ้านเต๊อะ อุ้ยบ่ออยากอยู่กรุงเทพฯ” คำว่า “อุ้ย” เป็นภาษาเหนือแปลว่า “คุณยาย”

DSC_2382

“ใกล้ๆจะหลับเสียงคุณยายมาอีก เป็น 10 ครั้ง ก็เลยยกมือไหว้บอกแม่อุ้ยว่า ไม่ได้เอาผ้ามาขายนะ แต่พามาอยู่ด้วย พอถึงเวลาที่พร้อมก็จะพากลับเมืองน่าน  ผมเรียนม.รังสิตจบก็เรียนดีไซน์ต่อที่ตักศิลา เรียนตัดเสื้อที่กาลาวิน แล้วทำงานที่กรุงเทพฯ รวมๆ 20 ปี แม่อุ้ยเพิ่งได้กลับมาอยู่บ้านประมาณ 3 ปีนี่เอง ผมว่าแม่อุ้ยก็ให้คุณ ให้เราค้าขายรุ่งเรือง ได้เจอเรื่องดีๆ คนดีๆ ถ้าไม่เจอกับตัวเองก็จะไม่เชื่อ นี่เป็นความเชื่อส่วนบุคคลนะครับ”

20180622_124149

“เทิดศักดิ์ อินแสง” มีผ้าซิ่นทั้งหมด 3,000 กว่าผืน รวมทั้งของสะสมอย่างอื่น ผ้าในชีวิตประจำวัน ผ้าที่ใช้ในการทำพิธีทางศาสนา ผ้าลื้อเมืองอู ย่าม หมอน เครื่องเงิน ผ้าซิ่นเมืองน่าน สตรีใด หรือนักสะสมผ้าใด ได้ยลเป็นต้องหลงใหล