จักรพันธุ์ โปษยกฤต รังสรรค์ผลงานกว่า 30 ปีกับการแสดงหุ่นกระบอก ตะเลงพ่าย

February 17, 2019
by วลัญช์ สุภากร

หุ่นกระบอก 'ตะเลงพ่าย' เริ่มสร้างขึ้นมาตั้งแต่ปีพ.ศ.2532 โดยมีการจัดสร้างหุ่นกระบอก ประพันธ์บท บรรจุเพลง คิดค้นฉาก เทคนิคแสง-สี ใหม่ทั้งหมดภายใต้การควบคุมของอาจารย์จักรพันธุ์ โปษยกฤต และศิลปาจารย์หลายท่าน

HIGHLIGHTS

  • การแสดงหุ่นกระบอก ‘ตะเลงพ่าย’ มิใช่การนำวรรณกรรมเรื่อง ‘ลิลิตตะเลงพ่าย’ มาจัดแสดง แต่เป็นบทที่ประพันธ์ขึ้นใหม่ด้วยกลบทประเภท ‘กลอนแปด’ โดย วัลลภิศร์ สดประเสริฐ ศิษย์เอกของอาจารย์จักรพันธุ์ โปษยกฤต
  • ฉากที่ปรากฏในการแสดงหุ่นกระบอก ‘ตะเลงพ่าย’ อาทิ พระสุพรรณกัลยาเสด็จไปเมืองหงสาวดี พระนเรศวรเล่นชนไก่กับพระมหาอุปราชา พระนเรศวรทรงประกาศอิสรภาพ โหรหลวงทำนายพระสุบินนิมิต พระนเรศวรทรงสัจจาธิษฐาน พระนเรศวรทรงยุทธหัตถี ตามคำแนะนำของอาจารย์จักรพันธุ์
  • การแสดงหุ่นกระบอก ‘ตะเลงพ่าย’ ใช้ วงปี่พาทย์ บรรเลง  ทางเพลงและทางร้องไม่เพียงแต่เล่าเรื่อง แต่ยังถ่ายทอดอารมณ์ของฉากต่างๆ ได้อย่างลึกซึ้ง บ้างสะเทือนใจ บ้างสะใจ บ้างตื่นเต้น บ้างสรวลเสเฮฮา..ครบรส เนื่องจากทั้ง ‘ทางเพลง-ทางร้อง’ ได้รับการขัดเกลาและภูมิรู้ของศิลปาจารย์หลายท่าน
  • หุ่นกระบอกพระสุพรรณกัลยา เป็นองค์เดียวที่พระเนตรเป็นแก้ว รัดเกล้าเป็นเงินประดับด้วยทับทิมสยามทั้งหมด อาจารย์จักรพันธุ์ โปษยกฤต ทำอย่างไว้ฝีมือ ลงมือทำเองแทบจะทั้งองค์

 

เบิกโรงเป็นปฐมฤกษ์ไปเมื่อวันเสาร์ที่ 26 มกราคม 2562 สำหรับ การแสดงหุ่นกระบอก ตะเลงพ่าย ผลงานชั้นครูจาก อาจารย์จักรพันธุ์ โปษยกฤต และคณะศิษย์ ณ ‘โรงมหรสพสาธิต จักรพันธุ์ โปษยกฤต พิพิธภัณฑ์’ ถนนสุขาภิบาล 5

การแสดงหุ่นกระบอก ‘ตะเลงพ่าย’ มิใช่การนำวรรณกรรมเรื่อง ‘ลิลิตตะเลงพ่าย’ มาจัดแสดง

แต่เป็นบทที่ประพันธ์ขึ้นใหม่ด้วยกลบทประเภท ‘กลอนแปด’ โดย วัลลภิศร์ สดประเสริฐ ศิษย์เอกของอาจารย์จักรพันธุ์ โปษยกฤต และรองประธานมูลนิธิจักรพันธุ์ โปษยกฤต ซึ่งประพันธ์ไว้เมื่อปีพ.ศ.2532 หลังเสร็จสิ้นการแสดงหุ่นกระบอกเรื่อง ‘สามก๊ก’ ตอนโจโฉแตกทัพเรือ ในปีเดียวกันนั้นนั่นเอง 

"การแสดงหุ่นกระบอก ‘สามก๊ก’ ประสบความสำเร็จมาก เป็นที่ชื่นชอบของคนดู และเป็นความสุขใจของครูอาวุโสที่ได้ร่วมกันสร้างสรรค์การแสดง ครูบุญยงค์(เกตุคง)ปรารภกับผมว่า อยากให้แต่งเรื่องใหม่มาเล่นกันอีก ไม่ใช่อยากได้เงิน แต่สนุกที่ได้เล่น" คุณวัลลภิศร์ เล่าที่มาของบทประพันธ์ ‘ตะเลงพ่าย’

“บท ‘ตะเลงพ่าย’ นี้ ผมตั้งใจเขียนขึ้นเพื่อเทิดพระเกียรติสมเด็จพระนเรศวรมหาราชและบูรพมหากษัตริย์ผ่านศิลปกรรมไทย มิใช่มุ่งเพื่อความบันเทิงตามบทประพันธ์ที่ผมเขียนไว้ตั้งแต่ต้นเรื่อง” คุณวัลลภิศร์ให้สัมภาษณ์กับ ‘กรุงเทพวันอาทิตย์’ ซึ่งบทประพันธ์ดังกล่าวมีความว่า

"น้อมถวายมหุสสวสดุดี 

อัญชลีรฦกคุณพระศาสนา 

เชิดชูบูรพกษัตรา 

บูชาวีรบรรพชน 

มิใช่การบันเทิงมหรสพ 

โดยเคารพรจนามาแต่ต้น 

วีรชาติพลีชีวิตอุทิศตน 

ภูวดลเดินย่ำจึ่งดำรง"

20190205142418511

วัลลภิศร์ สดประเสริฐ

โครงเรื่อง ตะเลงพ่าย

ภาษาและความตามสูจิบัตรระบุว่า "พุทธศักราช 2112 แผ่นดินพระมหินทราธิราช กรุงศรีอยุธยาเสียแก่พระเจ้านันทบุเรง พม่าสถาปนาสมเด็จพระมหาธรรมราชาขึ้นเป็นเจ้าประเทศราชครองกรุงศรีอยุธยา หากพรากเอาพระองค์ดำราชบุตรไปเป็นตัวประกัน ทิ้งไว้เพียงพระธิดาและราชบุตรองค์รอง

ในกาลต่อมา สมเด็จพระมหาธรรมราชา จึงวางกโลบาย ส่งพระสุพรรณกัลยาราชบุตรีไปถวายเป็นชายาแก่มังเอิงราชบุตร เพื่อแลกเอาพระองค์ดำกลับคืน

ครั้นพระองค์ดำกลับถึงแผ่นดินสยาม ได้สถาปนาเป็นพระนเรศวร จึงคิดการกอบกู้แผ่นดินให้พ้นความเป็นทาส

พุทธศักราช 2124 พระเจ้าบุเรงนองเสด็จสวรรคต พระโอรสมังเอิงขึ้นครองราชกรุงหงสาวดี ทรงพระนาม พระเจ้านันทบุเรง จึงตั้งมังกระยอราชบุตรเป็นที่มหาอุปราชา

มหาอุปราชาระแวงว่าพระนเรศวรเอาใจออกหากหงสาวดี จึงคิดกำจัด โดยอ้างเหตุให้พระนเรศวรยกมาช่วยปราบกบฏเมืองอังวะ 

ครั้นพระนเรศวรยกมาตั้งทัพพักพลยังเมืองแครง ได้ทราบความจากพญาเกียรติ พญาราม จึงทรงอาศัยเหตุเพื่อหลั่งทักษิโณทกประกาศเอกราช  ณ เมืองแครง 

หงสาวดีพยายามปราบปรามเป็นศึกติดพันรบพุ่ง พ่ายแพ้แก่กรุงศรีอยุธยามาตลอด ลุพุทธศักราช 2135 พระมหาอุปราชาคุมทัพใหญ่เข้ามามุ่งเผด็จศึก ทัพทั้งสองฝ่ายเข้าปะทะตะลุมบอนกัน กระทั่งสมเด็จพระนเรศวรทรงกระทำยุทธหัตถี ฟันพระมหาอุปราชาขาดคอช้าง สิ้นพระชนม์ แผ่นดินสยามจึงเป็นไทโดยบริบูรณ์ นับแต่วันนั้น" 

B

ฉากพระสุพรรณกัลยาเสด็จไปเมืองหงสาวดี  บทร้อง ทำนองเพลง กระบวนท่ารำ ช่างสะเทือนใจ

จากโครงเรื่องดังกล่าว ฉากที่ปรากฏในการแสดงหุ่นกระบอก ‘ตะเลงพ่าย’ จึงมีอาทิ พระสุพรรณกัลยาเสด็จไปเมืองหงสาวดี พระนเรศวรเล่นชนไก่กับพระมหาอุปราชา พระนเรศวรทรงประกาศอิสรภาพ โหรหลวงทำนายพระสุบินนิมิต พระนเรศวรทรงสัจจาธิษฐาน พระนเรศวรทรงยุทธหัตถี ตามคำแนะนำของอาจารย์จักรพันธุ์

20190205142418060

หุ่นกระบอกจระเข้ดูดุดันในฉากพระสุบินนิมิตของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ทรงต่อสู้กับจระเข้ใหญ่และทรงใช้พระแสงดาบฟันถูกจระเข้ตาย

20190205142417333

ฉาก ‘ยุทธหัตถี’ ใช้คนเชิดมากมายเพื่อให้หุ่นกระบอกช้างสามารถขยับหู-ชูงวง และหุ่นกระบอกองค์หลักใช้อาวุธได้อย่างตื่นเต้น

เมื่อมีบทประพันธ์ก็ต้องมี ‘หุ่นกระบอก’ สำหรับการแสดง

ในส่วนของหุ่นกระบอก ‘ตะเลงพ่าย’ เริ่มจัดสร้างขึ้นมาตั้งแต่ปีพ.ศ.2532 เช่นเดียวกัน ตลอดจนการบรรจุ เพลง-ดนตรี การคิดค้นฉาก-เขียนฉากใหม่ ทั้งหมดล้วนอยู่ภายใต้การควบคุมของอาจารย์จักรพันธุ์ โปษยกฤต และศิลปาจารย์หลายท่าน ตั้งแต่เวลานั้น

 

ครูของอาจารย์จักรพันธุ์ โปษยกฤต

คุณวัลลภิศร์ กล่าวว่า ครูคนแรกของอาจารย์จักรพันธุ์คือ ครูชื้น สกุลแก้ว ครูคนที่สองคือ ครูวงษ์ รวมสุข อาจารย์จักรพันธุ์ทำตามพื้นฐานที่ได้รับมา และถ่ายทอดให้ลูกศิษย์

“เวลาอาจารย์จักรพันธุ์สอนเชิดหุ่น หรือแม้ตอนเรียน ใช้แค่ศีรษะหุ่นกับไหล่และกระบอก ไม่มีถุง(เสื้อผ้าหุ่น) กล่อมหนึ่ง กล่อมสอง ทุบเท่งทุบทิง มีศัพท์เรียก ‘ผัดก๋วยเตี๋ยว’ ครูวงษ์เวลาสอนอาจารย์จะบอกว่า ‘คุณจักรพันธุ์ อยากให้เป็นเร็วให้คล่อง เวลาทำกับข้าวจับตะหลิวผัดก๋วยเตี๋ยว ก็ทำเหมือนกล่อม แล้วมันจะเป็น’ อาจารย์ก็เลยเรียกท่านี้ว่าผัดก๋วยเตี๋ยว” คุณวัลลภิศร์ เล่า 

ครูชื้น สกุลแก้ว เป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถในการร้อง การบรรเลงและการเชิดหุ่นเป็นเลิศ ได้รับการประกาศเกียรติคุณเป็น ‘ศิลปินแห่งชาติ’ สาขาศิลปะการแสดง (นาฏศิลป์ไทย) สาขาย่อยหุ่นกระบอก เมื่อปีพ.ศ.2529

ครูวงษ์ รวมสุข ศิลปินพื้นบ้านดีเด่น เป็นผู้มีผลงานดีเด่นทางวัฒนธรรม สาขาหุ่นกระบอก

คุณวัลลภิศร์ กล่าวด้วยว่า หุ่นกระบอกโบราณหันหน้าไม่ได้ เชิดยากกว่ามาก เพราะจะเชิดอย่างไรให้เหมือนหุ่นหันหน้าได้ เพราะฉะนั้นเวลาอาจารย์จักรพันธุ์หัดจริงๆ คือหัดเชิดหุ่นกระบอกแบบโบราณ พอทำของยากได้แล้ว ของที่มีกลไกก็ง่ายขึ้น แล้วอาจารย์ก็เพิ่มเติม ‘ท่าละคร’ ขึ้นมาจากครูละคร ต่อเนื่องไปถึงการทำ ‘ทางเพลง’ และ ‘ทางร้อง’

 

 ‘ทางเพลง’ ตะเลงพ่าย

การแสดงหุ่นกระบอก ‘ตะเลงพ่าย’ ใช้ วงปี่พาทย์ บรรเลง  ทางเพลงและทางร้องไม่เพียงแต่เล่าเรื่อง แต่ยังถ่ายทอดอารมณ์ของฉากต่างๆ ได้อย่างลึกซึ้ง บ้างสะเทือนใจ บ้างสะใจ บ้างตื่นเต้น บ้างสรวลเสเฮฮา..ครบรส เนื่องจากทั้ง ‘ทางเพลง-ทางร้อง’ ได้รับการขัดเกลาและภูมิรู้ของศิลปาจารย์หลายท่าน

"อย่างเรื่องตะเลงพ่าย ใช้ บาทสกุณี (ชื่อเพลงไทยประเภทเพลงหน้าพาทย์ ใช้ประกอบการเดินของตัวละครในระยะใกล้ๆ) อยู่ในช่วงพระนเรศวรตรวจพล เราเล่นมากกว่าโขนใช้ โขนใช้ ‘14 ไม้ลา’ เราใช้ 16 ไม้ลา (เดินไม้กลอง 16 ไม้แล้วลาจะลงเพลง) ปกติหุ่นกระบอกทั่วไปไม่เล่นหน้าพาทย์ชั้นสูง กลัวขาดๆ เกินๆ แต่อาจารย์จักรพันธุ์เล่น เพราะชอบทำนองเพลง ยังไงก็ต้องเล่น เราถือว่าเราทำโดยเคารพ ไม่ลบหลู่ เดิมเป็นเพลงทางบรรเลง แต่เรานำมาทำทางร้อง เช่น คุกพาทย์ (ชื่อเพลงไทยประเภทเพลงหน้าพาทย์ชั้นสูง ใช้บรรเลงเพื่อแสดงการแผลงฤทธิ์) ตอนพระนเรศวรหลั่งน้ำประกาศเอกราช เดิมโขนจะบรรเลงเฉยๆ แต่เรานำมาทำทางร้อง" คุณวัลลภิศร์ ยกตัวอย่าง

D

ฉากสมเด็จพระนเรศวรหลั่งน้ำทักษิโณทก (ภาพจากสูจิบัตร)

ทางร้อง หรือ ‘คำร้อง’ ที่คุณวัลลภิศร์ประพันธ์สำหรับการบรรเลงด้วยเพลง ‘คุกพาทย์’ ในฉากพระนเรศวรหลั่งทักษิโณทก มีความว่า

"อันผืน ปัฐพิน ถิ่นพุกาม 

ซึ่งความ ปฏิญาณ สมานฉันท์

กับผไท สยามชาติ จงขาดพลัน

ตราบ จนวัน โลกธาตุ พินาศเทอญ"

เมื่อประกอบกับการตีเพลงคุกพาทย์ เสียงขับร้องของผู้ขับร้องชายที่มีความเฉียบคม เป็นฉากที่สะกดผู้ชมอีกฉากหนึ่ง

“ครูบาอาจารย์ที่ให้คำปรึกษา ‘ทางเพลง’ กับเรา ท่านเก่ง ครูบุญยงค์ ครูบุญยัง(เกตุคง) ครูจำเนียร(ศรีไทยพันธุ์) แต่พอท่านสิ้นแล้ว เราก็ได้อาจารย์สุเชาว์(หริมพานิช) คุณไชยยะ(ทางมีศรี) ศิษย์เอกครูบุญยงค์ ผมติดขัดก็ปรึกษาท่าน บางเพลงผมประทับใจทำนอง เวลาทำเพลง เราทำตามลีลา เช่น ตอนพระนเรศวรเข้าไปติดในกองทัพพม่า แรกๆ ยังหาเพลงไม่ลงตัว  พี่หมู(สุเชาว์ หริมพานิช)ต่อให้ผม เพลงพระยาพายเรือ  ชื่อเข้าเค้าแล้ว ทำนองวกวน ผมว่าพี่ลองทำทางร้องหน่อยซิ ท่านก็ทำให้” คุณวัลลภิศร์ กล่าว

ในการแสดงครั้งนี้ อาจารย์สุเชาว์ หริมพานิช ตีระนาดทุ้ม อาจารย์ไชยยะ ทางมีศรี ตีระนาดเอก เป็นส่วนหนึ่งของวงปี่พาทย์ที่ผสมผสานด้วยเทคนิคการทำเสียงพิเศษและเครื่องดนตรีฝรั่งเพื่อสร้างบรรยากาศการแสดงให้ได้อรรถรสเต็มที่

20190205142417871

วงปี่พาทย์สำหรับการแสดงหุ่นกระบอก ‘ตะเลงพ่าย’ เล่นสดๆ ด้านหลังสุดของชั้นที่นั่งผู้ชม

"ปี่พาทย์วงนี้ผมเติมเยอะ อย่างกลองทัด ถ้าเล่นตามมาตรฐาน มีหนึ่งคู่ หรือสามสี่ลูก ตีคนเดียว ยืนตามจังหวะของเพลง แต่ผมคิดว่าเวลารบกัน น่าจะมีกลองศึก กลองจีนเปรียบเสมือนทัพพม่า กลองทัดเปรียบเสมือนฝ่ายไทย เวลาสู้กัน ให้เขาตีโต้ตอบกัน จะได้สนุกดุเดือดขึ้น มีการใช้ฉาบฝรั่ง มีซาวนด์เสียงปืนตอนตีเมืองคัง หรือในตอนพระนเรศวรตกในวงล้อมพม่า ท่านโดนปืนที่พระหัตถ์ เสียงช้างผมใช้แตรฝรั่ง หลานผมทำลิ้นมาดัดแปลงเป่าเข้าไปในแตรฝรั่งอีกที เป่ากันสดๆ ไม่ได้เปิดซาวนด์" คุณวัลลภิศร์ กล่าว  

 

จุดเด่นหุ่นกระบอกอาจารย์จักรพันธุ์

“หุ่นกระบอกที่หันหน้า ขยับมือได้” คุณวัลลภิศร์ กล่าวถึงจุดเด่นของหุ่นกระบอกอาจารย์จักรพันธุ์ 

“เราได้มาจากเมื่อเราไปซ่อมหุ่นหลวงและหุ่นวังหน้า ก็เริ่มมีความคิดมาผสมผสาน เดิมจริงๆ เรื่องตะเลงพ่ายไม่งั้นอาจเสร็จเร็วกว่านี้ ตอนนั้นผมประวิง อยากทำเป็นหุ่นหลวง อยากฟื้นหุ่นหลวงขึ้นมา หุ่นหลวงเป็นหุ่นมีแขนมีขา เป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลกชิ้นหนึ่ง แต่สาบสูญไป ผมคิดของผม ทำจนทดลองว่าเอาข้อดีข้อด้อยของหุ่นหลวงมาปรับปรุงให้สายน้อยลง จากโบราณเชิดด้วย 21 สาย ผมคิดไว้ได้แล้วด้วยให้เหลือ 4 สาย แล้วเชิดได้เหมือนคน แต่รอแล้วรอเล่าไม่ได้ทำสักที เพราะทำยากมากถ้าจะครบองค์ประกอบ อาจารย์จักรพันธุ์ก็บอก ไม่ได้นะ อย่างนั้นไม่ได้เล่น  ทำหุ่นกระบอกเถอะ แล้วครูบาอาจารย์เราก็เป็นหุ่นกระบอก”

จุดเด่นของหุ่นกระบอกอาจารย์จักรพันธุ์อีกประการคือ ปักลวดลายสวยๆ ได้งดงามเต็มที่ เนื่องจากเนื้อที่ ‘ถุง’ มีขนาดใหญ่

20190205142418591

ลวดลายเกราะและการปักประดับบนหุ่นกระบอกพระมหาอุปราชา

องค์ประกอบหนึ่งที่ทำให้หุ่นกระบอกของอาจารย์จักรพันธุ์ดูไม่ค่อยเป็นถุง คือการประดับลวดลายบน ‘ถุง’ หรือตัวเสื้อของหุ่นนั่นเอง เป็นลวดลายที่ทั้งอาจารย์จักรพันธุ์ผูกลายขึ้นด้วยตนเอง รวมทั้งคุณวัลลภิศร์และลูกศิษย์ช่วยกันออกแบบ โดยมี อาจารย์เยื้อน ภาณุทัต ปรมาจารย์ด้านประณีตศิลป์ไทย มีพระคุณช่วยประสิทธิ์ประสาทวิชาการปักลายบนถุงหุ่นกระบอกตั้งแต่เรื่องสามก๊ก 

หุ่นกระบอกเรื่อง ‘ตะเลงพ่าย’ ครั้งนี้ นอกจากลวดลายบน ‘ถุง’ คุณวัลลภิศร์ยังทำ ท่อนแขน ใส่เข้าไปข้างในถุงอีกด้วย เวลาหุ่นพับแขนจึงมีตำแหน่งข้อศอก ทำให้การเชิดหุ่นกระบอกดูเหมือนคนมากยิ่งขึ้น

“แต่ลักษณะเด่นของหุ่นอาจารย์จักรพันธุ์ที่แน่ๆ คือสวย เพราะอาจารย์เป็นคนแม่นเรื่องสรีระ ท่านเขียนพอร์เทรตและสอนวิชาศิลปะไทย มีความแตกฉานเรื่องลาย ท่านเน้นลูกศิษย์เรื่องความงามเหล่านี้ ต้องสวย ไม่สวยไม่ได้ แม้กระทั่งตัวชาวบ้าน ก็ต้องดูประณีต”

คุณวัลลภิศร์ยกตัวอย่าง หุ่นกระบอกพระสุพรรณกัลยา ซึ่งอาจารย์จักรพันธุ์ลงมือทำเองแทบจะทั้งองค์ 

A1

หุ่นกระบอกพระสุพรรณกัลยา ซึ่งอาจารย์จักรพันธุ์ โปษยกฤต ทำอย่างไว้ฝีมือ ลงมือทำเองแทบจะทั้งองค์ โดยเฉพาะการวาดหน้า ศิราภรณ์รัดเกล้าทำด้วยเงินประดับทับทิมสยาม

C1

“เป็นองค์เดียวที่พระเนตรเป็นแก้ว ทีแรกจะใส่ตัวเอกทุกองค์ แต่ไม่ไหว ใส่ยากมาก เวลาใส่..ไม่ได้เขียนก่อน จะเบี้ยวได้ เลยใช้ตาแก้วอยู่องค์เดียว องค์อื่นใช้ที่ทำตาเทียมหยอดเอา ผมว่าเป็นหุ่นตัวนางที่สวยที่สุดในคณะ เพราะอาจารย์ทำอย่างไว้ฝีมือ รัดเกล้าท่านก็เป็นเงิน ประดับด้วยทับทิมสยามทั้งหมด น้องผมค้าพลอย มีเก็บไว้ที่มันร้าวบ้าง ถึงเป็นน้ำที่ไม่สมบูรณ์ แต่ก็ยังดูสวยกว่า”

การแสดงหุ่นกระบอก ‘ตะเลงพ่าย’ ครั้งนี้ใช้หุ่นกระบอกกว่า 200 หุ่น ถุงของหุ่นกระบอกตัวเอกปักลายที่ออกแบบขึ้นเฉพาะ เช่น ชุดรบพระนเรศวรเป็นลายยันต์พิชัยสงคราม ชุดพระมหาอุปราชาฉากตีไก่เป็นสิงห์พม่าสองตัวหันหน้าเข้าหากัน หุ่นกระบอกทหารใช้การพิมพ์ลายและลงสีอีกชั้น

IMG_6738

อาจารย์จักรพันธุ์ โปษยกฤต เมื่อครั้งเชิดหุ่นพระสุพรรณกัลยา (ภาพจากสูจิบัตร)

"จริงๆ ผมเล่นกับหุ่นครั้งนี้ไม่มีความสุขนะ เล่นแล้วผมเหงา เหมือนทำคนเดียว คือคิดฝันร่วมกันกับอาจารย์(จักรพันธุ์ โปษยกฤต) เวลาเล่นก็เคยเห็นอาจารย์เชิดพระสุพรรณกัลยา เชิดพระมหาอุปราชา เชิดพระนเรศวรตรวจพล พระมหาอุปราชาตรวจพล เวลาอาจารย์เชิดไม่มีใครจับ อาจารย์เชิดสวยมาก เหมือนคนมาก เชิดพระสุพรรณฯ คนดูร้องไห้ไม่รู้เท่าไหร่ ผมเสียดายจริงๆ สวดมนต์ไหว้พระอธิษฐานขอให้อาจารย์กลับมาเชิดหุ่นได้เถอะ วันนี้อาจารย์ดูได้ถึงครึ่งเรื่องแรก ผมดีใจ" คุณวัลลภิศร์ให้สัมภาษณ์อย่างเปิดใจหลังการแสดงจบลงเมื่อวันเสาร์ที่ 26 มกราคม 2562

 

เปิดการแสดง 9 รอบในเบื้องต้น

การแสดงหุ่นกระบอก ‘ตะเลงพ่าย’ เต็มรูปแบบที่จัดแสดงขึ้นได้ครั้งนี้ เกิดขึ้นด้วยความตระหนักในคุณค่าเชิงศิลปวัฒนธรรมของผลงานชิ้นเอกแห่งยุคนี้ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร และองค์กรผู้สนับสนุนหลักอีก 9 องค์กร จึงได้ร่วมเป็นผู้สนับสนุนให้มี การแสดงหุ่นกระบอก ‘ตะเลงพ่าย’  ณ ‘โรงมหรสพสาธิต จักรพันธุ์ โปษยกฤต พิพิธภัณฑ์’ เป็นจำนวน 9 รอบในเบื้องต้น เพื่อช่วยระดมทุนให้ มูลนิธิจักรพันธุ์ โปษยกฤต สามารถดำเนินการจัดสร้างหุ่นกระบอก โรงละคร ตลอดจน พิพิธภัณฑ์จักรพันธุ์ โปษยกฤต สำหรับสืบทอดองค์ความรู้ในการสร้างสรรค์ศิลปกรรมที่ปรากฏในงานหุ่นกระบอกแก่สาธารณชนอย่างยั่งยืน

โดยการแสดงรอบสุดท้าย ณ ขณะนี้คือ วันเสาร์ที่ 23 กุมภาพันธ์ 2562

"การแสดงครั้งนี้ที่เกิดขึ้นได้เพราะผู้หลักผู้ใหญ่ต้องการอยากให้เงินมูลนิธิฯ เขาถึงเหมารอบ เพราะถ้าขายบัตรจริงๆ เรายังไม่รู้จะขายที่ละเท่าไหร่ คือยังไม่รู้เลยว่าค่าแอร์เท่าไหร่ ค่าน้ำค่าไฟ ตอนเล่นอยู่บ้าน(ซอยเอกมัย)ได้อยู่ เพราะเล่นใต้ถุน ไม่มีแอร์แบบนี้ ดูฟรีกินฟรีได้ ตอนนี้มาทำเต็มรูปแบบ เราจะอยู่ได้ไหม ต้องมาคำนวณให้ถูกที่สุดที่เราอยู่ได้ แพงผมก็สงสารคนไม่มีเงินดู เหมือนอาจารย์สร้างพิพิธภัณฑ์ที่นี่ เพราะอุดมการณ์ของอาจารย์ เป็นสิบๆ ปีแล้วที่อาจารย์ไม่ยอมขายรูป ถ้าเราขายรูป รูปของเราก็อยู่ที่บ้านคนมีเงิน คนไม่มีเงินก็ไม่มีสิทธิ์เห็นรูปของเรา อาจารย์ถึงได้ลงทุนสร้างพิพิธภัณฑ์นี้ ตอนแรกประเมินไว้ 90 ล้านบาท ตอนนี้ถึงร้อยล้านแล้ว" คุณวัลลภิศร์ กล่าว

20190205142417978

การแสดงหุ่นกระบอก ตะเลงพ่าย ณ ‘โรงมหรสพสาธิต จักรพันธุ์ โปษยกฤต พิพิธภัณฑ์’ ถนนสุขาภิบาล 5

นับตั้งแต่ปีพ.ศ.2556 'มูลนิธิจักรพันธุ์ โปษยกฤต' เริ่มก่อสร้าง พิพิธภัณฑ์ จักรพันธุ์ โปษยกฤต ตั้งอยู่บนพื้นที่ 5 ไร่เศษ บนถนนสุขาภิบาล 5 เพื่อใช้เป็นที่จัดแสดงผลงานอาจารย์จักรพันธุ์ไว้อย่างถาวร  ตลอดจนเป็นแหล่งสืบทอดความรู้ทางด้านศิลปกรรมไทยให้แก่อนุชนรุ่นหลัง ขณะนี้เฉพาะพื้นที่โรงมหรสพของพิพิธภัณฑ์ฯ ซึ่งเพียบพร้อมไปด้วยระบบแสงสีเสียง โดยออกแบบไว้สำหรับการจัดแสดงหุ่นกระบอกโดยเฉพาะเป็นแห่งแรกของประเทศไทย ก่อสร้างเสร็จสมบูรณ์แล้ว จึงเป็นที่มาของการแสดงหุ่นกระบอก ‘ตะเลงพ่าย’ เต็มรูปแบบในครั้งนี้

หลังจากวันที่ 23 กุมภาพันธ์ องค์กรใดต้องการสนับสนุนให้มี การแสดงหุ่นกระบอก ‘ตะเลงพ่าย’ เต็มรูปแบบรอบต่อๆ ไป สามารถติดต่อได้ที่มูลนิธิจักรพันธุ์ โปษยกฤต, ประชาชนสามารถเข้าชมนิทรรศการผลงานอาจารย์จักรพันธุ์ โปษยกฤต อุดหนุนหนังสือรวมผลงานจิตรกรรมจักรพันธุ์ โปษยกฤต 6 รอบ และวรรณกรรมในนามปากกา ‘ศศิวิมล’ ฯลฯ ได้ที่ มูลนิธิจักรพันธุ์ โปษยกฤต ซอยสุขุมวิท 63 (เอกมัย) คลิก https://chakrabhand.org

20190205142417732

หุ่นกระบอกสมเด็จพระนเรศวร(ซ้าย)  กับหุ่นกระบอกพระมหาอุปราชา เรื่อง 'ตะเลงพ่าย'

เปิดอ่าน 1,737