'หากชีวิตจะสั้น ก็ขอทำงานที่มีความหมาย' มองรอบตัวกับดีไซเนอร์ผู้หลงรักการเดินและวัตถุข้างทาง

February 3, 2019
by อาศิรา พนาราม

ศรันย์ เย็นปัญญา ดีไซเนอร์ผู้หลงใหลสิ่งของข้างทาง ชอบหยิบจับความถูก-แพง มาพบกัน ประสบการณ์ 10 กว่าปีนำพาความหมายมาสู่ส่วนผสมใหม่ๆ เมื่องานสามารถมีประโยชน์กับชุมชนด้วย

IMAGE: อนันต์ จันทรสูตร์

HIGHLIGHTS

  • ศรันย์ เย็นปัญญา สร้างชื่อจากดีไซน์ระดับรางวัล เก้าอี้ชุด ชุด Cheap Ass Elites ที่ได้แสดงในเวทีนานาชาติ
  • สไตล์อันเปรี้ยวฉูดฉาด เกิดจากส่วนผสมระหว่างความถูก - ความแพง หลงใหลสิ่งที่อยู่ข้างทางซึ่งคนมองข้าม นำเสนอใหม่อย่างสะดุดตา
  • ประสบการณ์การทำงานและการใช้ชีวิต บอกเขาให้ลงมือทำในสิ่งที่มีความหมาย โลกไม่ต้องจดจำ แต่เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่นและตัวเอง 

รู้จักนักออกแบบชื่อ ศรันย์ เย็นปัญญา ครั้งแรกจากงานเก้าอี้ลัง ขาหลุยส์ ชุด Cheap Ass Elites งานรางวัลที่เผยแพร่ตามสื่อมากมาย และได้ไปฟังเขาที่เวทีวิชาการด้านการออกแบบระดับนานาชาติที่จัดขึ้นที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อเกือบ 10 ปีที่แล้ว ความคิดและดีไซน์อันจัดจ้านทำให้เราติดตามงานของเขามาตลอด สังเกตเห็นบางอย่างในงานที่เปลี่ยนไปตามกาล ส่วนผสมแห่งความเปรี้ยวเข็ดฟันมีชุมชนปนอยู่ในนั้น

10678538_759008767478277_1006547651350959566_nCheap Ass Elites ภาพจาก 56th Studio

56th Studio ของศรันย์รับทำ Design Service ทำงานออกแบบร่วมกับรีเทลและแบรนด์มากมาย แต่สำหรับงานที่ทำร่วมกับนิทรรศการต่างๆ เปิดโอกาสให้ค้นหาความเป็นไปได้ในเชิงงานฝีมือ ใส่ความคิดสร้างสรรค์แบบฉูดฉาดเต็มที่ นั่นเป็นเหมือนนามบัตรที่ประกาศสไตล์และจุดยืน

ไม่เพียงแค่งานของตัวเอง นานๆ ครั้งเขาก็คัดเลือกงานศิลปะมาเปิดนิทรรศการด้วยความหมกมุ่นส่วนตัว อย่างนิทรรศการภาพคอลลาจ - งานตัดปะภาพที่ใช้ความเพียรและสายตาจัดองค์ประกอบระดับเข้มข้นของ Seiko Kato เมื่อ 4 ปีที่แล้ว

12143094_952022104843608_2710505517624971360_n

 ภาพคอลลาจจากสารานุกรมโดย Seiko Kato ที่ 56th Studio เคยนำมาจัดแสดง / ภาพจาก 56th Studio

ศรันย์รับหน้าที่ออกแบบนิทรรศการที่ TCDC ขอนแก่นที่กำลังจะเปิดตัวเร็วๆ นี้ นิทรรศการนี้เหมือนเป็นภาคต่อของนิทรรศการ Isan Retrospective ซึ่งเป็นนิทรรศการแรกเปิดตัว TCDC กรุงเทพฯ พูดถึงความกันดารคือสินทรัพย์ 10 กว่าปีที่แล้ว ศรันย์ยังเป็นนักศึกษาอยู่ เขาได้รับแรงบันดาลใจจากนิทรรศการชุดนั้น จนเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญให้เกิดแนวทางการออกแบบที่เขายึดถือเป็นแก่นสาร

“ผมชอบนิทรรศการแรกของ TCDC เรื่องอีสานมาก เป็นการเล่าเรื่องไทยๆ แบบเปรี้ยวมาก นิทรรศการนั้นเหมือนเป็นจุดเปลี่ยนของนักศึกษาตัวเล็กๆ อย่างเรา เป็นครั้งแรกที่เห็นว่าความเป็นไทย หรือสิ่งที่มักถูกเห็นว่าเชย หรือด้อยค่า สามารถนำมาเล่าใหม่ได้”

สิ่งนั้นอยู่ในตัวของศรันย์ตลอดมา งานของเขาหลังจากนั้นคือการเล่าเรื่องเดียวกันหมด

ความคิดสร้างสรรค์ถูกสร้างขึ้นเพื่อให้เราหัดตั้งคำถามใหม่ๆ สำรวจว่าสิ่งนั้นดีจริงหรือเปล่า ถ้าไม่ดีแล้วเราจะปรับปรุงอย่างไร

“ผมไม่ได้เป็นดีไซเนอร์ที่เติบโตมาบนโซฟาราคาแพง เป็นคนบ้านๆ คนหนึ่ง พอเรียนดีไซน์ก็เรียนรู้รสนิยมที่หลากหลาย แต่เราเชื่อว่ารสนิยมไม่มีไม่ดี ฉะนั้น รสนิยมอะไรก็ดีได้ หรือไม่ดีก็ได้”

เมือง ย่าน งานสร้างสรรค์

ศรันย์ย้ายสตูดิโอจากสุขุมวิทมาอยู่ย่านเจริญกรุง ที่นี่เขาได้ค้นพบเพชรในตมจากการเดิน

20190118185247315

“ผมเป็นคนไม่ขับรถ การเดินทางผมจะอยู่กับรถไฟฟ้าและการเดิน พอย้ายมาอยู่ย่านเจริญกรุง การเดินเป็นเหมือนโบนัสสำหรับผมเลย เพราะเรายิ่งเปลี่ยนเส้นทาง เราก็จะเจออะไรใหม่ๆ ตลอดเวลา เจริญกรุงเป็นย่านของ Local Maker มีคุณลุงคุณป้าที่ทำธุรกิจมาชั่วนาตาปี บางคนทำเหล็ก บางคนทำป้าย บางคนเย็บหมอนไหว้เจ้า บางคนทำขนม ซึ่งทำเฉพาะเทศกาลด้วย ผมก็จำเอาเวลาเดินผ่าน

อะไรก็ตามที่คนดูถูก มองว่ามันไม่ดี มันเชย มันเห่ย ก็สามารถทำให้ดีได้ ซึ่งรวมไปถึงรสนิยมทางการเมืองด้วย

“แต่การเดินเฉยๆ ก็ไม่ได้ผลเท่ากับการเข้าไปคุย ผมค้นพบว่าการทำงานกับคุณลุงคุณป้าเหล่านี้ ไม่ใช่เราเอาเงินไปให้เขาแล้วเขาจะทำให้หมด เพราะที่จริงเขาก็ไม่ต้องทำก็ได้ ทำตามความพอใจที่อยากทำให้คนนี้ การสร้างความสนิทสนมจึงสำคัญ

20190118185000653

"อย่างโคมไฟจีนที่เห็นนี่ ผมใช้เวลาตื๊ออยู่ประมาณปีหนึ่ง ลุงเขาถึงจะวาดให้ แล้วก็ไม่ได้ตื๊อเองด้วย ต้องส่งน้องหมวยๆ ไปเจราจา ปกติเขาทำโคมจีนขาย ซึ่งก็จะเขียนแค่ตัวอักษรสีแดง เขาวาดแบบนี้ได้ แต่ไม่ค่อยวาดให้ใคร การทำงานกับพวกเขาสนุกดี ก็ไม่เหมือนจ้างโรงงาน”

เก่า/ใหม่ในย่าน พึ่งพากันไป

การอาศัยอยู่ในย่านเก่าที่เต็มไปด้วยวัฒนธรรมและแหล่งผลิต ก็เอื้อประโยชน์ให้กับนักออกแบบที่มักจะขุดหาวัตถุดิบมาทำงาน ที่จริงแล้วย่านนี้ก็มีศิลปินและนักออกแบบมาบุกเบิกอาศัยและทำธุรกิจนานแล้ว แต่การอยู่เพียงลำพังนั้นอาจไม่พอ

นอกจากนักออกแบบจะทำงานกับชุมชนเป็นส่วนตัวแล้ว แพลตฟอร์มอย่างเทศกาลออกแบบกรุงเทพ (Bangkok Design Week) ที่ทาง TCDC จัดขึ้นเป็นปีที่ 2 ก็มีส่วนเช่นกัน

“ตอนแรกผมก็ไม่แน่ใจเรื่องบทบาทนี้ของดีไซน์วีค ผมเข้าใจว่าเขาพยายามเก๋เหมือนมิลาน ดีไซน์ วีค เป็นงานเก๋ๆ ให้คนเก๋ๆ มาดูงานศิลปะหรือเปล่า ? แต่จริงๆ แล้ว เสน่ห์ของแบงคอก ดีไซน์ วีคคือการดึงชุมชนเข้ามาเกี่ยวข้อง แล้วก็โชว์งานอยู่ข้างถนน สถานที่ก็ไม่ได้เป็นที่เปรี้ยวที่สุด แต่เป็นส่วนหนึ่งของชุมชน นี่คือดีไซน์วีคแบบไทย พอเราพยายามดึงชุมชนเข้ามาเกี่ยวข้องเยอะๆ สิ่งที่ทำก็มีความหมาย ไม่ได้ทำเพื่อคนเก๋ๆ หยิบมือเดียว ผมคิดว่ามิชชั่นของ TCDC ก็ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ในการสร้างย่าน”

ผู้มาอยู่ใหม่สร้างส่วนผสมใหม่ให้กับย่าน เขาเห็นว่ามาอาศัยแล้วก็ควรส่งเสริมกัน “เรามีเพื่อนบ้าน เราก็ไปจ้างให้เขาช่วยเย็บหมอนให้หน่อย หมอนเหล่านี้เป็นฝีมือคุณลุงคุณป้าแถวนี้เย็บให้ทั้งนั้น”

20190118185237819

นิทรรศการ Alpha Opera ทำร่วมกับเสื่อแบรนด์ PDM เป็นฉากสำหรับการฉายภาพเคลื่อนไหว แสดงใน Bangkok Design Week 2019

“เราไม่ได้เข้ามาบุกรุกแล้วไปไล่ให้คนอยู่อาศัยเดิมเขาออกจากวิถีชีวิตที่เขาเป็นมาตลอด 50 ปี เขาก็ทำแบบเดิมได้ ขณะเดียวกันก็มีอะไรใหม่ๆ เข้ามา คือเราไม่ได้ใช้วิธีเอาความเก๋ไปป้ายเขา แล้วทำให้ค่าที่ก็สูงจนคนต้องย้ายออก เป็นโซโหอะไรแบบนั้น ซึ่งไม่อยากให้เกิดขึ้น แต่จริงๆ ตอนนี้ค่าที่ก็สูงขึ้น ก็คงเป็นกฎของทุนนิยม แต่ถ้าทุนนิยมกับวิถีชีวิตดั้งเดิมอยู่ด้วยกันได้ เราก็ต้องไม่ใช่แค่คนนอกที่มาอยู่อาศัย แต่ต้องร่วมพัฒนา ร่วมใช้ชีวิตไปกับเขา”

50530618_10158124851529838_6579929935157133312_n

หนึ่งใน Street Furniture ที่ยกให้ร้านก๋วยเตี๋ยวเลย แวะไปกินในซอยเจริญกรุง 24 / ภาพจาก 56th Studio

Bangkok Design Week ปีนี้ ศรันย์ก็มีงานแสดงร่วมในเทศกาลอย่าง Alpha Opera ซึ่งทำร่วมกับเสื่อแบรนด์ PDM เป็นโรงอุปรากร 4.0 ที่ Soy Sauce Factory และโปรเจค Street Furniture ซึ่งทำให้เฟอร์นิเจอร์ข้างทางดูสนุกสนานขึ้น เช่น เก้าอี้หมากรุกที่ศาลเจ้าโรงเกือก เก้าอี้สำหรับร้านก๋วยเตี๋ยว ที่ทำแล้วยกให้ร้านก๋วยเตี๋ยวไปเลย

การเมืองกับนักออกแบบ

นอกจากย่านและเมืองแล้ว เราอยากรู้ว่าการเมืองที่เป็นอยู่ตอนนี้ มีผลกับชีวิตนักออกแบบหรือไม่ อย่างไร ?

“ผมคิดว่าสิ่งที่ไม่ healthy สำหรับผมตอนนี้คือ การพูดไม่ได้ จริงๆ คุณจะอยู่ข้างไหนก็ได้ มันไม่สำคัญ คุณจะชอบอะไรก็ได้ แต่มันจะดีต่อเมื่อคุณเคารพสิ่งที่คนอื่นคิดเท่านั้นเอง อย่างเดียวที่สร้างความหงุดหงิดให้ผมคือ ‘จงเงียบไว้’ ผมว่าในระยะยาวมันไม่เป็นผลดีต่อสังคมและความคิดสร้างสรรค์

"เพราะความคิดสร้างสรรค์ถูกสร้างขึ้นเพื่อให้เราหัดตั้งคำถามใหม่ๆ สำรวจว่าสิ่งนั้นดีจริงหรือเปล่า ถ้าไม่ดีแล้วเราจะปรับปรุงอย่างไร ใช้ Design Thinking เข้ามา ผมมองว่าการที่บอกว่าให้ทุกคนอยู่ในชุดความคิดเดียวกัน ไม่ใช่สิ่งที่ดีต่อความคิดสร้างสรรค์ ผมอยากเห็นการเมือง เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม เปิดกว้างให้กับคนที่มีชุดความคิดแตกต่างกัน คุณจะชอบจะรักใครก็แสดงออกได้ ไม่ไปปิดกั้นเขา”

20190118184953599

เพราะความที่ต้อง ‘เงียบ’ ทำให้วงการศิลปะมีการทำงานที่พูดถึงเรื่องนี้ไม่น้อย แล้วการทำงานของศรันย์ล่ะ

“ศิลปินมีหลายแบบนะครับ บางคนต้องการสร้างความเปลี่ยนแปลงแบบเห็นได้ชัด คือโยนหินเพื่อสร้างแรงกระเพื่อม บางคนก็ไม่ได้ตั้งใจโยน แต่ก็เกิดแรงกระเพื่อม ผมเองเป็นคนที่ไม่ได้ตั้งใจโยนเพื่อให้เกิดแรงกระเพื่อม สิ่งที่ผมเชื่อคือ อะไรก็ตามที่คนดูถูก มองว่ามันไม่ดี มันเชย มันเห่ย ก็สามารถทำให้ดีได้ ซึ่งรวมไปถึงรสนิยมทางการเมืองด้วย ถ้าคุณมองว่าถ้าเชื่อแบบนี้โง่นะ นี่มันซื้อเสียง รับเงินแปลว่าโง่ หรือถ้าคุณเป็นคนต่างจังหวัด คุณไม่รู้เรื่องหรอก ผมเลยพยายามสร้างสิ่งที่เป็นคำโต้แย้งขึ้นมา เหมือนเถียงว่ามันไม่ได้เป็นอย่างนั้นเสมอไป

“ผมไม่รู้ว่าศิลปินอื่นที่เขาทำเรื่องการเมืองด้วยวัตถุประสงค์อะไรบ้าง แต่เราก็ทำตามความเชื่อเดิม คือสิ่งหนึ่งที่เรามองว่าดีหรือไม่ดี เหมือนเหรียญมันไม่ได้มีแค่ 2 ด้าน มันมีขอบด้วยซ้ำ มีรายละเอียดมากมาย”

ใน “ความสงบ” นั้น

เร็วๆ นี้มีคนพูดถึงความสงบของประเทศภายใต้การปกครองนี้ แต่นั่นคือความสงบจริงหรือ เราโยนหินถามศรันย์ เขาหัวเราะ

“ก็สงบนะ แต่เหมือน Suppress ถ้าเปรียบเหมือนฝุ่น ก็เหมือนการกวาดไปไว้ใต้พรม คือสงบ แต่ไม่สะอาด”

“ไอเดียของผมทางการเมืองง่ายมากเลย สมมติพูดถึงประชาธิปไตย ซึ่งเกมของมันคือจำนวน ไม่ใช่เกมที่จะบอกว่าเสียงคุณมีค่ามากกว่าใคร มันเป็นเรื่องของตัวเลขที่มากกว่า ถ้าฝั่งที่มากกว่าได้ ก็หมายถึงประเทศสงบ ไปต่อได้ เพราะคนส่วนมากสงบ ไม่ได้ทรีตคนส่วนน้อย ที่จริงผมไม่ใช่แอคทิวิสต์ เวลาคนเถียงกันเรื่องเสื้อเหลือง เสื้อแดง ผมไม่รู้สึกอะไรเลย ผมคิดว่าเป็นแค่เสียงหนึ่ง ไม่มีผลกับเรา

ถ้าเราจะตายก็ขอทำสิ่งที่มีความหมาย ตัวเองมีความสุข และมีประโยชน์กับคนอื่นด้วย ชีวิตมันสั้น คุณค่าของคนวัดจากสิ่งที่เราทำทิ้งไว้

“แต่ในฐานะประชาชนคนหนึ่ง เราก็มีหน้าที่เสียภาษี แล้วก็คาดหวังว่ามันจะถูกเอาไปใช้ในทางที่ดี ส่วนการกวาดฝุ่นเอาไปไว้ใต้พรม วันหนึ่งมันก็ปรากฏออกมาอยู่ดี แต่ตอนนี้พลังในการสร้างงานของผมไม่ได้อยู่กับการลุกฮือ แต่เราคิดว่าทุกคนมีบทบาท การที่เราทำบทบาทของเราให้ดีทีสุด ก็คือการทำความสะอาด ฝุ่นก็ได้ถูกกวาดไป ไม่ได้หมายความว่าเรานิ่งเฉย แต่การทำหน้าที่ของเรา ประเทศก็ก้าวไปข้างหน้า อย่างน้อยก็ก้าวของเรา”

ชีวิตที่มีค่า งานที่มีความหมาย

ในช่วง 2 - 3 ปีนี้ ศรันย์ทำงานเกี่ยวข้องกับชุมชนมากขึ้น ทั้งเสาะหาด้วยตัวเอง ทั้งมีผู้ชักชวน งานที่มีส่วนผสมของชุมชนนี้  มีจุดเปลี่ยนชีวิตเมื่อ 3 ปีที่แล้ว ศรันย์อยู่ในภาวะป่วยหนัก เขาบอกว่าเกือบตาย

“3 ปีที่แล้ว ผมทำงาน 3 อย่างพร้อมกัน คือเป็น Art Director ที่นิตยสาร Wallpaper เป็น Design Manager ให้แบรนด์ Harnn และทำสตูดิโอของตัวเอง ซึ่งมีลูกค้าเยอะ ช่วงนั้นก็เป็นช่วงที่เราเอ็นจอยกับรายได้ ชื่อเสียง work hard, play hard เอาแล็บท็อปไปนั่งทำงานหน้าบาร์ เที่ยว ทำงาน ใช้ชีวิตเต็มที่ เหมือนเราไม่รู้ลิมิตว่าควรจะทำอะไรแค่ไหน แต่รู้ตัวอีกทีก็ป่วยแล้ว

20190118184951130

“ตอนนั้นซึมเศร้าเหมือนอยู่ในหลุมดำ มีแนวโน้มว่าจะฆ่าตัวตายได้เลย ถึงแม้ตอนนั้นงานก็แสนจะดี รายได้ก็น่าพอใจ แต่พอป่วยจนใกล้จะตายก็คิดว่าสิ่งที่ทำทั้งหมด ทำไปเพื่ออะไร ก็ซึมเศร้า เก็บตัว และคิดสั้น แต่ไม่ได้ทำ ก็พยายามขุดตัวเองขึ้นมา จนเจอว่าความคิดสร้างสรรค์ของเราสามารถมีประโยชน์กับชุมชน ถ้าเราจะตายก็ขอทำสิ่งที่มีความหมาย ตัวเองมีความสุข และมีประโยชน์กับคนอื่นด้วย ชีวิตมันสั้น คุณค่าของคนวัดจากสิ่งที่เราทำทิ้งไว้ ก็เลยค่อยๆ ขุดตัวเอง และเจอแพชชั่นใหม่ ซึ่งก็เป็นสิ่งเดิมที่เราทำ แต่เปลี่ยนวิธีคิด การป่วยก็เลยเป็นเหมือนพรในแง่หนึ่ง”

ช่วงที่ผ่านมา ศรันย์จึงได้ทำงานกับชุมชนมากขึ้น ทั้งชุมชนในย่านเจริญกรุง และตามจังหวัดต่างๆ ซึ่งเขาตื่นเต้นกับหัตถกรรมและภูมิปัญญาที่คนมองข้าม การหยิบจับมาอยู่ในบริบทร่วมสมัย มีความสนุกสนานก็ทำให้เขาทำงานอย่างมีความสุข มีความหมาย เพราะชุมชนปลายทางก็ได้รับประโยชน์ด้วย

สำคัญก็คือไม่ใช่ว่าดีไซเนอร์เข้าไปเพื่อช่วย เอาความเก๋ไปแปะป้าย แล้วการันตีว่างานจะขายดี แต่นี่คือการทำงานและเรียนรู้ร่วมกัน หากสามารถสร้างให้ยั่งยืนได้ก็ยิ่งดี

10 Year Challenge

นับจากวันที่เราได้รู้จักงานศรันย์ครั้งแรกก็ล่วง 10 ปีมาแล้ว ระหว่างการเดินทางของนักออกแบบคนหนึ่ง เขาเปลี่ยนแปลงและเรียนรู้อะไรมาบ้าง

“จริงๆ แค่ 3 ปี หรือปีที่ผ่านมานี้ ก็เปลี่ยนไปเยอะมาก ผมพูดเสมอเวลาไปเลคเชอร์ให้กับน้องๆ ซึ่งผมว่ามันเป็นบทสรุปที่ดีของ 10 ปีคือ การจะเป็นนักออกแบบดาวรุ่งพุ่งแรงในยุคนี้จริงๆ มันง่ายมาก ถ้าต้องการเพียงจะดัง มันมีสูตรสำเร็จอยู่ ถ้าต้องการให้คนมากดไลค์ กดแชร์ มีฟอลโลเวอร์มากๆ ได้ลงหนังสือ ไม่ใช่เรื่องยาก แต่ที่ยากคือการอยู่ให้นาน แล้วอยู่ให้มีความภาคภูมิใจ อยู่ให้มี Integrity

“ผมเคยเป็นเด็กคนนั้นนั่นแหละ ที่ทำงานเปรี้ยวๆ เก๋ๆ จัดจ้าน ซึ่งทุกวันนี้ก็เป็นอย่างนั้นอยู่ แต่ Perception เราเปลี่ยน เราอยากจะสร้างอะไรบางอย่างไว้ให้กับอุตสาหกรรม ผมตอนนี้เป็นคนละคนกับเมื่อ 10 ปีที่แล้วเลย ตอนนั้นเราก็กลับมาใหม่ไฟแรง รู้สึกตัวเอง So Cool เป็นดีไซเนอร์รุ่นใหม่ เด็กที่สุดในเวทีวิชาการนั้น แต่ตอนนี้ เราไม่ได้เด็กที่สุด ไม่ได้แก่ที่สุด

“แต่เรามีเวลาที่จะสร้างอะไรที่...โลกไม่ต้องจำนะครับ แค่อยากพยายามผลักดันอะไรสักอย่างในอุตสาหกรรม ผมเชื่ออย่างนั้นจริงๆ”

20190118185236934

เปิดอ่าน 1,060