ออม ‘ศิลป์’ บนความเสี่ยง

July 1, 2019
by นฤมล ทับปาน

เมื่อศิลปะถูกแปรเป็นเรื่องของการลงทุน นอกเหนือจากสมดุลระหว่างคุณค่ากับมูลค่าแล้ว ต้องไม่ลืมว่า...การลงทุนมีความเสี่ยง

HIGHLIGHTS

  • หากเปรียบเป็นหุ้นตัวหนึ่งที่เรามีอยู่ในมือ ศิลปินก็คือหุ้นตัวนั้น ต่างกันเพียงเป็นหุ้นที่มีชีวิต สามารถติดตามความเคลื่อนไหวได้บนโซเชียลประหนึ่งดูรายการเรียลลิตี้โชว์ และเมื่อถึงเวลาที่ตัวศิลปินลาลับไปเมื่อไร หุ้นตัวนี้ก็จะมีมูลค่าสูงจนเจ้าตัวที่ถือชิ้นงานชิ้นเอกนั้นอยู่ต้องตกใจ
  • เม็ดเงินในการซื้อขายงานศิลปะนั้นมหาศาล หากมีการปรับภาษีในการซื้อสินค้า อย่างที่ต่างประเทศเขาจัดให้สามารถลดหย่อนภาษีได้เช่นเดียวกับการซื้อขายสินค้าชนิดอื่นๆ จุดนี้เป็นการผลักดันด้านโครงสร้างที่คงต้องไปพร้อมกับการส่งเสริมพื้นที่ของงานศิลปะที่สร้างมูลค่าได้
  • การมีตลาดซื้อขายงานศิลปะถือเป็นฟันเฟืองหนึ่งที่หลายประเทศใช้ในการส่งเสริมวงการศิลป์ ทว่ากำแพงเรื่องภาษีการนำเข้าและซื้อขายงานศิลปะที่ต้องจ่ายเพิ่มราวๆ ร้อยละ 20 ทำให้งานประมูล งานอาร์ตแฟร์ที่เปิดพื้นที่ในการซื้อขายงานระดับนานาชาติเกิดขึ้นได้ยากในประเทศไทย ต่างจากประเทศชั้นนำอย่างฮ่องกงหรือเกาหลีใต้ ที่มองงานศิลปวัฒนธรรมเป็นสินค้าส่งออก สร้างเม็ดเงินมหาศาล

รูปปั้นเจ้ากระต่ายสเตนเลส ท่าทาเริงร่า ขนาดความสูง 41 นิ้ว ผลงานประติมากรรมของศิลปินแนวป๊อปชาวอเมริกันผู้ยังมีชีวิตอยู่ เจฟฟ์ คูนส์ทุบสถิติการประมูลผลงานศิลปะสูงที่สุดในโลก เบ็ดเสร็จ 91.1 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว 2,876 ล้านบาท ในงานประมูลของบริษัทคริสตีส์ นครนิวยอร์ก แห่งสหรัฐอเมริกา ที่จัดล่าสุดเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา

หรือจะเป็นภาพกองฟางข้าวสาลีที่ถูกเก็บเกี่ยวมาแล้วของเพื่อนบ้านโมเนต์ แถบนอร์มังดีของฝรั่งเศส ผลงานภาพวาดสีน้ำมันจากศิลปินชาวฝรั่งเศสผู้ล่วงลับไปแล้ว ที่ถูกประมูลไปก่อนหน้านี้ในงานประมูลของบริษัทซอธบี นครนิวยอร์ก อย่างภาพวาด Haystacks ของ โคลด โมเนต์ยังสร้างสถิติผลงานศิลปะแนวอิมเพรสชันนิสม์ที่ถูกประมูลไปในราคา 110.7 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นเงินไทยราวๆ 3,495 ล้านบาท 

เพียงเพราะความหลงใหลเท่านั้นเองหรือ ที่ทำให้คนยอมควักเงินเป็นพันล้านเพื่อเสพงานศิลปะหนึ่งชิ้น ดูจะเป็นเหตุผลบนความไร้สาระในสายตาคนทั่วไปด้วยซ้ำ แต่จากราคาประมูลงานปั้นและภาพวาดสีน้ำมันของศิลปินระดับโลกนั้น มันเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในวงการศิลปะทั่วโลก และนี่คือสิ่งที่นักสะสมศิลป์ให้ค่ากับงานศิลปะของศิลปิน

 

1

ภาพจาก www.sothebys.com

 

 

นักสะสมและนักลงทุนงานศิลปะ อดิวิศว์ อังศธรรมรัตน์ ก็เริ่มสะสมจากความชอบ ไม่ได้มองเรื่องราคาและการลงทุนใดๆ พอเวลาล่วงเลยมานับสิบปี งานบางชิ้นที่เขาเก็บไว้กลับมีราคาเพิ่มเป็น 10 เท่า จากความชอบจึงไปสู่การลงทุนในงานศิลปะอย่างจริงจัง

“20 กว่าปีได้ที่เราศึกษางานศิลปะ ได้รู้จักศิลปินชั้นครูหลายๆ ท่าน ด้วยความคุ้นเคยกับศิลปินกลายเป็นว่าศิลปะถูกฝังเป็นความหลงใหล เราเรียนรู้ศิลปะทั้งแง่ความงามและการเก็บรักษา หลังจากนั้นมาก็เริ่มสะสมจากงานของคนรู้จัก ไปจนถึงศิลปินหน้าใหม่ ซึ่งก็เก็บมาตั้งแต่ปี 2540” นักสะสมที่เลื่อนขั้นเป็นนักลงทุน เล่าจุดเริ่มต้นของเขาในวงเสวนา การลงทุนกับงงานศิลปะมีความเสี่ยงหรือไม่ ถามใจดู ที่จัดโดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

และความสนใจในการเพิ่มมูลค่าจากการลงทุนในงานศิลปะ ก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับนักลงทุนทั้งในอสังหริมทรัพย์ กองทุนต่างๆ หรือในตลาดหลักทรัพย์เอง หากเลือกถูกและศึกษาอย่างดีก็มีโอกาสสร้างกำไรได้มหาศาล ทว่าราคาซื้อขายงานศิลปะในไทยยังตีมูลค่าได้ไม่ถึงฝันนัก เพราะเรทราคามักตั้งขึ้นจากความพอใจของคนขายและคนซื้อ ต่างจากประเทศอื่นๆ ที่ให้มาตราฐานคุณภาพของงานและความนิยมของศิลปินเป็นเม็ดเงิน

  “เรามองว่าการลงทุนกับงานศิลปะมีความเสี่ยงแน่นอน เช่นเดียวกับการซื้อหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งบางตัวอาจจะสูงและยิ่งเราซื้อโดยที่ไม่ได้มีความรู้มากพอ ยิ่งเพิ่มเปอร์เซ็นต์ความเสี่ยงไปอีก ผลงานดีๆ ที่เราซื้อมาในราคาแพงอาจจะเสียหายและลดมูลค่าลงได้ ถ้าเราไม่รู้จักการดูแลอย่างถูกวิธีนักสะสมที่เลื่อนขั้นเป็นนักลงทุนคนเดิมกล่าว

 

ศิลปะคือสินค้า

 

งานศิลปะสามารถสร้างคุณค่าและมูลค่าได้อย่างสมดุล แต่คุณค่าของงานศิลปะมักจะถูกมองว่า เป็นของสูงที่ยากเกินเอื้อม ด้วยราคาที่สูงลิ่วในการซื้อขายงานศิลปะ สุดท้ายศิลปะก็เป็นเพียงสินค้าชนิดหนึ่งที่ถูกเปลี่ยนมือไปเรื่อยๆ ซึ่งก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าการซื้อขายความคิดสร้างสรรค์ที่ศิลปินแต่ละคนถ่ายทอดผ่านงานศิลปะในแบบฉบับเฉพาะตัวนั้น เกี่ยวข้องกันอย่างแยบยล คนชื่นชอบผลงานของศิลปินย่อมอยากจะเก็บสะสม ไม่ต่างจากการสะสมกระเป๋าหรือรองเท้าแบรนด์เนมรุ่นลิมิเตดอิดิชั่นที่มีมูลค่าและคุณค่าทางใจ

ถึงใครจะบอกว่าศิลปะกลายเป็นสินค้า แต่ศิลปินผู้สร้างงานเองจะมองว่ามูลค่ามาหลังคุณค่าเสมอ อย่างอาจารย์ถวัลย์ อาจารย์สวัสดิ์ อาจารย์ชลูด ล้วนสร้างงานดีๆ มาก่อนที่จะแพง สร้างคุณค่าของงาน จากนั้นมูลค่าจึงตามมาทีหลัง และสิ่งนี้นี่เองที่จะเป็นตัวแยกงานก๊อปออกจากงานศิลป์ของศิลปินเจ้าของผลงาน” วุฒิกร คงคา ศิลปินและอาจารย์ผู้มีความเชี่ยวชาญด้านศิลปะ แสดงทัศนะในการตีค่างานศิลปะเป็นสินค้าไว้อย่างน่าสนใจ

หากเปรียบเป็นหุ้นตัวหนึ่งที่เรามีอยู่ในมือ ศิลปินก็คือหุ้นตัวนั้น ต่างกันเพียงเป็นหุ้นที่มีชีวิต สามารถติดตามความเคลื่อนไหวได้บนโซเชียลประหนึ่งดูรายการเรียลลิตี้โชว์ และเมื่อถึงเวลาที่ตัวศิลปินลาลับไปเมื่อไร หุ้นตัวนี้ก็จะมีมูลค่าสูงจนเจ้าตัวที่ถือชิ้นงานชิ้นเอกนั้นอยู่ต้องตกใจ

และแม้สภาพเศรษฐกิจจะไม่เอื้ออำนวยเท่าไรนัก แต่ตลาดศิลปะทั่วโลกยังคงส่งสัญญาณเติบโตอย่างต่อเนื่อง ด้วยเหตุผลด้านการลงทุน การซื้อเก็งกำไร ความหลงใหลในการสะสมผลงานของศิลปินคนโปรด และการที่ผลงานศิลปะชิ้นเอกยังคงเป็นที่ต้องการอย่างมากของพิพิธภัณฑ์ใหม่ๆ ทั่วโลก ที่เปิดตัวเพิ่มขึ้นเช่นกัน

 

DSC_0939

 

รู้ว่าเสี่ยงแต่คงต้องลอง

 

การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจลงทุนนับเป็นประโยคลงท้ายของโฆษณาชี้ชวนการลงทุนยอดฮิตจากตลาดหุ้น และกองทุนต่างๆ ที่กรอกหูอยู่บ่อยครั้ง และเป็นความคิดที่ฝังหัวอย่างทรงพลัง

 การถูกหลอกขายงานก๊อปเกรดเอ จ่ายแพงกว่าราคาจริง ความนิยมที่ลดลง ราคาตก จัดเก็บไม่ดีทำให้สีซีด ขึ้นรา ปลวกกิน ทั้งหมดล้วนเป็นอุปสรรคบนความเสี่ยงในการลงทุนกับงานศิลปะ จริงอยู่ที่ว่าผลงานลิมิเต็ดของศิลปินเอกหาซื้อได้ไม่ยาก แต่ในทางกลับกันก็ไม่ได้ซื้อง่ายขายคล่องอย่างการซื้อหุ้นหรือทอง ผลงานศิลปะที่ซื้อขายกันในปัจจุบันล้วนผ่านนายหน้าอย่างแกลเลอรี่หรือบริษัทเปิดประมูล แน่นอนว่าบวกค่าคอมมิชชัน 10-20 เปอร์เซ็นต์เป็นอย่างน้อย

ทว่าความน่าสนใจไม่ใช่เพียงมูลค่าของชิ้นงาน แต่ปรากฏการณ์และความผันผวนในตลาดของวงการซื้อขายงานศิลปะต่างหากที่เป็นเสน่ห์ดึงดูดนักลงทุนหน้าใหม่หันมาสนใจเก็บเงินในรูปแบบงานศิลปะกันมากขึ้น ไม่ว่าจะเริ่มลงทุนด้วยความชอบในตัวชิ้นงานหรือตัวศิลปิน กลิ่นของเม็ดเงินจากงานศิลปะก็หอมยวนใจไม่แพ้กัน

ในฐานะศิลปิน วุฒิกร ยังพูดถึงแนวทางที่เป็นบันไดสู่การลงทุนบนความเสี่ยง ที่เริ่มจากการศึกษาทั้งเอกลักษณ์ของศิลปินที่เราชื่นชอบ เพื่อลดปัญหาซื้องานก๊อปโดยไม่รู้ตัว รวมถึงประวัติการทำงานต่างๆ ของบรรดาศิลปินหน้าใหม่ เพื่อส่องแววความเป็นไปได้บนเส้นทางศิลปะ แต่จะดีไปกว่านี้มากถ้าเรามีการพิสูจน์ผลงานศิลปะด้วยวิทยาศ่าสตร์เช่นเดียวกับการพิสูจน์เพชรพลอยของแท้ แม้บางครั้งผลงานอาจถูกก็อปจนเนียนกริบ แต่จิตวิญาณของศิลปินไม่สามารถปลอมกันได้แน่นอน

 

25352

 

นักสะสมที่ลงทุนเป็น

 

ในส่วนของแกลเลอรีหรือที่เรารู้จักกันดีว่าเป็นสถานที่จัดแสดงงานศิลปะจากศิลปินมากหน้าหลายตา ปุณณภา ปริเมธาชัย กรรมการบริหารบริษัท อาร์ทเทอรี่ อาร์ท เมนเนจเม้นท์ จำกัด ผู้มีประสบการณ์ในการทำแกลเลอรีกว่า 20 ปี และกำลังทำโปรเจ็คกับ JWD Art Space ที่จะเปิดตัวเร็วๆ นี้ ในพื้นที่ใจกลางสยามสแควร์ขนาด 1350 ตร.ม. แบ่งเป็น 3 ส่วน ส่วนแรกเป็นฟายอาร์ตโซเลตแห่งแรกในไทยที่มีระบบการจัดการระดับสากล นักสะสมจะหมดปัญหาเรื่องการดูแลภาพและพื้นที่ในการจัดเก็บ อีกส่วนเป็นนิทรรศการหมุนเวียน มีทั้งผลงานของศิลปินไทยและอินเตอร์ และสุดท้ายคือคอมมูนิตี้ ที่เอาไว้สำหรับจัดงานเสวนา พูดคุยเรื่องงานศิลปะกัน เป็นการเปิดพื้นที่ให้กับหลายๆ มิติของงานศิลปะ

 เธอเล่าว่า ตอนนี้เทรนด์การสะสมและลงทุนทั้งในไทยและเอเชียดุเดือดมาก มีการขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยมีกลุ่มที่เป็นลักเชอรี่ ไม่ว่าจะเป็นเพชร หรือนาฬิกาก็ตาม แต่ศิลปะเป็นของสะสมที่กำลังมาแรงและสร้างเม็ดเงินในการซื้อขายแซงหน้าของสะสมสุดหรูอย่างไวน์ไปได้ นับเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการลงทุนที่นักสะสมงานศิลปะต้องลองสักครั้ง

แม้เทรนด์การสะสมงานศิลปะจะมาแรงและตลาดในไทยจะเปิดกว้างขึ้น แต่ข้อด้อยก็คือยังขาดการดูแลในเรื่องการจัดเก็บงานศิลปะ รัฐบาลไม่ได้ส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมมากพอ ซึ่งนี่คือบ่อน้ำมันบ่อใหญ่ของประเทศ ที่หากมีผู้เชียวชาญเข้ามาหนุนจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจไทยได้ นอกเหนือไปจากการกระตุ้นด้านการท่องเที่ยวและเกษตรกรรม

จากประสบการณ์ของเธอทำให้เห็นว่า มูลค่าของงานศิลปะอันมหาศาลมักจะถูกมองข้าม อย่างในประเทศเพื่อนบ้านของเราไม่ว่าจะเป็นเวียดนาม ลาว เมียนมา หรือจะเป็นกัมพูชา ศิลปินจากประเทศเพื่อนบ้านมีงานมูลค่าเป็นสิบๆ ล้าน ในขณะที่บ้านเรายังอยู่ที่หลักแสน หรือล้านต้นๆ 

ต้องบอกเลยว่าเม็ดเงินในการซื้อขายงานศิลปะนั้นมากจริงๆ หากมีการปรับภาษีในการซื้อสินค้า อย่างที่ต่างประเทศเขาจัดให้สามารถลดหย่อนภาษีได้เช่นเดียวกับการซื้อขายสินค้าชนิดอื่นๆ จุดนี้เป็นการผลักดันด้านโครงสร้างที่คงต้องไปพร้อมกับการส่งเสริมพื้นที่ของงานศิลปะที่สร้างมูลค่าได้

นอกจากนี้ ปุณณภา ยังมองว่าตลาดศิลปะในไทยไม่ได้เล็ก แต่ไม่ถูกโปรโมท หรือซื้อขายกันในวงแคบเท่านั้น "เพราะว่าทุกคนกลัว ทั้งเรื่องราคาต่างๆ เราอยากให้การซื้อขายงานศิลปะเป็นไปอย่างเปิดเผย และมั่นใจได้ว่าเมื่อเปลี่ยนมือแล้วราคาจะไม่ตกลง ศิลปินเองก็มีรายได้ นักสะสมเองก็ได้เก็บของที่ชื่นชอบ รวมถึงนักลงทุนก็ได้ผลกำไรที่น่าพอใจ

ถึงแม้ศิลปะจะยังคงเป็นเรื่องของคุณค่าทางใจ แต่ศิลปินจะเติบโตต่อไปได้จำเป็นต้องมีเรื่องธุรกิจเข้ามาเป็นส่วนประกอบ การมีตลาดซื้อขายงานศิลปะถือเป็นฟันเฟืองหนึ่งที่หลายประเทศใช้ในการส่งเสริมวงการศิลป์ ทว่ากำแพงเรื่องภาษีการนำเข้าและซื้อขายงานศิลปะที่ต้องจ่ายเพิ่มราวๆ ร้อยละ 20 ทำให้งานประมูล งานอาร์ตแฟร์ที่เปิดพื้นที่ในการซื้อขายงานระดับนานาชาติเกิดขึ้นได้ยากในประเทศไทย ต่างจากประเทศชั้นนำอย่างฮ่องกงหรือเกาหลีใต้ ที่มองงานศิลปวัฒนธรรมเป็นสินค้าส่งออก สร้างเม็ดเงินมหาศาล

 

โลกของศิลปะจึงไม่ใช่โลกของศิลปินเท่านั้น แต่เป็นโลกของการตีคุณค่าให้กลายเป็นมูลค่า