วิจัยและพัฒนาสู่...เลอ คอสตูม บ้านปึก

April 15, 2019
by เอื้อพันธุ์

เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ มหาวิทยาลัยบูรพา ในฐานะแม่ข่ายของเครือข่ายวิจัยอุดมศึกษา ภาคตะวันออก จัดแสดงงานเผยแพร่งานวิจัยและผลิตภัณฑ์ในโครงการ Eastern Creative Fair 2019 ภายใต้แนวคิด Wisdom of the East

 

          รศ.ดร.จิตติมา เจริญพานิช รองอธิการบดีฝ่ายวิจัย กองบริหารงานวิจัยและนวัตกรรม มหาวิทยาลัยบูรพา บอกว่า

รศ.ดร.จิตติมา เจริญพานิช

        รศ.ดร.จิตติมา เจริญพานิช

          “เป็นปีแรกที่นำผลงานจากโครงการวิจัยภายใต้ศูนย์นวัตกรรมสร้างสรรค์ (UCCN Hub) ศูนย์เครือข่ายและมหาวิทยาลัยเครือข่ายวิจัยอุดมศึกษา ภาคตะวันออก โดยได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา เนื่องจากมหาวิทยาลัยมีจุดแข็งในด้านงานสร้างสรรค์เลยก่อตั้งเป็นศูนย์ เพื่อผลิตบุคลากรที่สามารถออกแบบและนำมาผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ สร้างงานในชุมชน สร้างอาชีพ เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศตามนโยบาย 4.0"

ต่างหูซิลเวอร์เคลย์

         ต่างหูซิลเวอร์ เคลย์

        ทุกผลงานล้วนมีความน่าสนใจในบริบทที่แตกต่างกัน เช่น เครื่องประดับที่ผลิตจากนวัตกรรมวัสดุผงโลหะมีค่าพร้อมปั้น (Metal Clay) มาผลิตเป็นเครื่องประดับโลหะทำมือที่มีเอกลักษณ์, งานออกแบบเครื่องประดับจากหอยเป๋าฮื้อและกำไลโพลิเมอร์ จากคณะอัญมณี ม.บูรพา, กี่ไฮบริด ที่พัฒนาต่อยอดจากภูมิปัญญาท้องถิ่น, ผลิตภัณฑ์จากใบหญ้าแฝก ทำเป็นเครื่องประดับสวมใส่ได้จริง, การออกแบบผลิตภัณฑ์และการบริการสำหรับชุมชนหัตถกรรมท้องถิ่นผ้าจกไทยวน ราชบุรี เพื่อใช้ในงานตกแต่งภายในด้วยนวัตกรรมขึ้นรูปผ้าด้วยแม่พิมพ์และสิ่งทอสีเขียว, การจัดกิจกรรมตลาด นำผลงานของนักศึกษาและนักวิจัยมาจัดแสดงพร้อมจำหน่าย

สร้อยคอทำจากหญ้าแฝก

         สร้อยคอทำจากใบหญ้าแฝก

   เครื่องประดับทำจากหอยเป๋าฮื้อ      

          เครื่องประดับจากหอยเป๋าฮื้อ

กำไลโพลีเมอร์

       กำไลโพลีเมอร์

       "ไฮไลท์คือผลิตภัณฑ์จากงานวิจัยของ อาจารย์สัญห์ไชญ์ เอื้อศิลป์ คณะดนตรีและการแสดง มหาวิทยาลัยบูรพา ที่นำนักศึกษาเข้าไปในชุมชน นำอัตลักษณ์ของ ผ้าทอบ้านปึก มาตัดเย็บด้วยเทคนิคชั้นสูง ซึ่งนำผลงานมาจัดแสดงในรูปแบบแฟชั่นโชว์เป็นครั้งแรก”

อ.สัญห์ไชญ์ เอื้อศิลป์ กับผลงาน Le Costume Banpuek by MUPA

   อาจารย์สัญห์ไชญ์ เอื้อศิลป์

จากผ้าทอสู่...เลอ คอสตูม บ้านปึก

          บ้านปึก เป็นตำบลหนึ่งอยู่ในอำเภอเมือง จังหวัดชลบุรี คำว่า “บ้านปึก” มาจาก “หนองปึก” หรือ “หนองปลัก”หมายถึงบริเวณที่เลี้ยงกระบือ ชาวบ้านปึกมีอาชีพทำนา ทำน้ำตาลโตนด ทำสวนมะพร้าว และทอผ้า ผู้หญิงแทบทุกครัวเรือนทอผ้าเก่ง เกิดเป็นชุมชน ผ้าทอบ้านปึก ซึ่งมีประวัติความเป็นมาย้อนไปในอดีตกว่า 100 ปี ครั้งที่ สมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เสด็จพระราชดำเนินแปรพระราชฐานมายังตำบลอ่างศิลา ทรงเห็นความยากลำบากในการทำมาหากินของชาวบ้าน จึงทรงมีพระราชดำริในการสร้างอาชีพ ด้วยการสอนทำผ้าทอมือให้แก่ชาวบ้าน จนกลายเป็นสินค้าขึ้นชื่อในสมัยนั้น

          ปัจจุบัน ชาวชุมชนบ้านปึกก็ยังทอผ้าในลวดลายและสีสันอันเป็นอัตลักษณ์ของตัวเอง และเรียกว่า ผ้าทอคุณย่าท่าน บ้านปึกชลบุรี เพื่อรำลึกถึงสมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า ที่ทรงริเริ่มพัฒนาผ้าทอเมื่อ 100 กว่าปีก่อน และเป็นสินค้าโอทอปประจำหมู่บ้าน

          วันนี้ ผ้าทอบ้านปึก แปลงโฉมเป็น เลอ คอสตูม บ้านปึก บาย มหาวิทยาลัยบูรพา (Le Costume Banpuek by MUPA) โดยนักวิจัย อ.สัณห์ไชญ์ เอื้อศิลป์ ที่เปิดตัวครั้งแรกในงาน Eastern Creative Fair 2019

20190309185743289

20190309185743893        

          “ผลงานนี้เรียกว่า งานวิจัยผลิตภัณฑ์ชุมชนบ้านปึก เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ Innovations Hubs เพื่อเศรษฐกิจฐานนวัตกรรมของประเทศไทย วัตถุประสงค์คือสร้างอัตลักษณ์ตราสินค้าและการจดจำใหม่ให้แก่กลุ่มสินค้าแฟชั่นจากหัตถกรรมสิ่งทอชุมชนบ้านปึก จากโจทย์นี้ผมคิดถึงหลักการ 4 อย่าง ที่จะทำให้เกิดสิ่งใหม่ ๆ คือ adopt adap apply และ associate ผมสนใจหลัก associate คือการเอาสองสิ่งหรือสิ่งใดสิ่งหนึ่งมารวมกัน ผมก็นำเทคนิคการตัดเย็บแบบกูตูร์มาใช้กับชุมชนบ้านปึกที่มีผ้าทอ จากที่ผมทำงานด้าน performing art หรือศิลปะการแสดงอยู่แล้ว ก็พยายามนำไปเชื่อมโยงกับคนในท้องถิ่น ไม่ให้เอกลักษณ์หายไป (lost identity) เนื่องจากภาคตะวันออกมีการโยกย้ายถ่ายเทของประชากรสูง และเป็นเมืองท่า สังเกตว่าเมืองในภาคตะวันออก สัก 15-20 ปี เมืองก็เปลี่ยนแล้ว ผมพยายามคิดหาความเชื่อมโยง เช่น มาชลบุรีถ้าไม่ใช่ข้าวหลามก็อาหารทะเล นอกนั้นก็มีผ้าบ้านปึกนี่แหละ ที่ผมจะซื้อเป็นของฝาก”

20190309185744119

          อาจารย์บอกว่า ช่วงแรกรู้จักผ้าบ้านปึกในฐานะของฝากที่หาซื้อได้ในตลาดอ่างศิลา จำหน่ายเป็นชิ้นแล้วนำไปตัดเป็นเสื้อผ้าหรืออื่น ๆ ตามต้องการ

          “โดยทั่วไปเขาจะซื้อไปตัดชุดไทยและชุดข้าราชการ เมื่อเราคิดว่าจะใช้หลักการ associate เข้ามากับการตัดเย็บแบบกูตูร์มันน่าจะใหม่มาก จากนั้นเริ่มเขียนโครงการ ลงพื้นที่ไปเก็บข้อมูลเข้าไปทำวิจัยให้กับชุมชน ได้พบกับ กำนันเกษม อินทโชติ และได้ทำงานร่วมกันในการพัฒนาลายผ้าและสีสัน”

          นักวิจัยพบว่า ผ้าทอบ้านปึกวางจำหน่ายที่อาคารเล็ก ๆ ในโรงเรียนวัดใหม่เกตุงาม เป็นสถานที่จัดสาธิตการทอผ้า เป็นเหมือนอาคารดิสเพลย์ที่จำหน่ายสินค้าและเป็นสำนักงานติดต่อประสานงานระหว่างผู้ซื้อกับผู้ขาย

          “เหมือนเป็นที่ติดต่อราชการด้วย ใครจะมาซื้อผ้าบ้านปึกก็โทรมาบอกล่วงหน้า หรือถามไปในเฟซบุ๊ค ที่ผมเห็นคนมาซื้อคือนัดแนะกันแล้ว นั่งรถตู้มาก็จอดลง ให้คุณย่าคุณยายลงจากรถตู้เข้าไปเลือกกัน

          เมื่อถามว่าอัตลักษณ์ของผ้าทอมือบ้านปึกคืออะไร กำนันตอบว่า

          “คือลวดลาย ได้แก่ ลายไส้ปลาไหล เป็นลายทางตรง ๆ กับ ลายนกกระทา ที่เป็นเส้นเหมือนขัดกัน มีเส้นทแยง มีอีกลายเรียกว่า ลายไส้ปลาไหลกับนกกระทา คือนำลายเส้นทั้งสองมารวมกัน เป็นลายตรงตัดกับลายขวาง ยังมีลายอื่น ๆ เช่น ลายหลังเต่า ส่วนสีจะออกแนวสีสด เอกลักษณ์อีกอย่างคือเป็นผ้าฝ้ายทอมือที่เนื้อแน่นแต่นุ่ม

          เมื่อคิดถึงเสื้อผ้าแบบกูตูร์ ผมก็ไปบอกให้เขาทอเป็นผ้าผืนสีขาวกับสีดำ  และทำลายไส้ปลาไหลชนกับลายนกกระทา ความจริงเขามีหลากหลายลายนะครับ เช่น ลายหลังเต่า ลายดอกพิกุล แต่เวลาตัดจะค่อนข้างลำบาก และผมต้องการเน้นลายไส้ปลาไหลกับลายนกกระทาแล้วขอให้เขาทอเป็นสีขาวกับสีดำ จากของดั้งเดิมเขาจะไม่ทำสีขาว อาจกลัวสกปรก มักจะทำสีสด ๆ เราก็ไปขอให้ทอลายไส้ปลาไหลบนพื้นขาวและขอเพิ่มอีกหน่อยคือให้เดินเส้นเงินที่ปลายผ้าเพื่อทำให้ผ้ามีมูลค่าขึ้น

          การเปลี่ยนเฉดสีเป็นอย่างแรกในการสร้างมูลค่า เช่น ผ้าลายสมุก ลายผ้าเหมือนรูปหลังเต่าสี่เหลี่ยมขัดไปขัดมา ผมก็ขอเปลี่ยนจากสีสด ๆ เป็นสีคราม สีที่ออกฟ้าอมเทา ผมจะทำสำรวจโดยออกแบบสอบถามผู้หญิงอายุ 30-45 ปี ให้ตอบแบบสอบถามว่าสนใจที่จะเลือกเสื้อแบบไหน และมีกำลังซื้อ 1,500-8,000 บาท พอได้คำตอบมาเราก็ให้ดีไซเนอร์ไปคิดต่อ”

          นอกจากเปลี่ยนเฉดสีแล้ว ก็มีลวดลายใหม่ ๆ ที่สร้างความเชื่อมโยงกับชุมชน

          “เราคิดว่าจะผูกโยงกับชุมชนอย่างไร ผมก็ไปดูที่ วัดเตาปูน ซึ่งอยู่ใกล้กับชุมชนบ้านปึก เป็นวัดเก่าแก่สมัยอยุธยา วัดนี้มีประวัติศาสตร์เล่าว่าพระเจ้าตากสิน เคยนำทัพไปตั้งค่ายอยู่ที่นี่ อีกวัดชื่อ วัดใหม่เกตุงาม อยู่ใกล้ ๆ กัน ทั้งสองวัดมีภาพจิตรกรรมฝาผนัง เป็นลายกระเบื้อง ลายประจำยาม กับลายไทย เราก็คัดเลือกลายออกมาแล้วใช้สีเหลืองกับสีเขียว โดยออกแบบเป็นเรขศิลป์นำไปพิมพ์ผ้าและลองตัดเย็บดู เพื่อให้เกิดผลิตภัณฑ์ลวดลายใหม่ ๆ ของ “ลา คอสตูม บ้านปึก” ซึ่งออกแบบมาจากอัตลักษณ์ของชุมชนบ้านปึก ตั้งชื่อว่า เหลืองเตาปูน กับ เขียวเตาปูน

ลายเขียวเตาปูน

         ลายเขียวเตาปูน

ลายเหลืองเตาปูน

         ลายเหลืองเตาปูน

         อาจารย์เล่าว่า ลายไทยสีสด ๆ นี้นอกจากตัดเป็นเสื้อผ้าแล้วจะนำไปตัดเย็บเป็นกระเป๋าทรงโท้ตและกระเป๋าคลัชท์ สร้างให้เป็นโปรดัก ไลฟ์สไตล์ และพิมพ์คำว่า Le Costume  Banpuek

          “สำหรับแฟชั่นโชว์ แบ่งเป็น 2 เซต คือ เบสิกเซต ชุดเสื้อ กระโปรง กางเกง เรดี้ ทู แวร์ สามารถใส่สลับกันได้ และ แฟชั่นเซต จากผ้าเขียวเตาปูนกับเหลืองเตาปูน ดีไซน์แนวทันสมัย

          ในฐานะนักวิจัยต้องพยายามทำให้แตกต่างและช่วยกันพัฒนา พร้อมหาช่องทางยกระดับสินค้า ถ้าขายได้สิ่งที่เกิดขึ้นคือชาวบ้านจะมียอดทอเพิ่มขึ้น สามารถทอผ้าเลี้ยงชีพได้ไม่ต้องรอเป็นช่วง ๆ”

          ผู้สนใจผ้าทอบ้านปึกที่พัฒนาสู่เสื้อผ้าร่วมสมัย รวมถึงผลงานสร้างสรรค์อื่น ๆ สอบถามได้ที่ กองบริหารการวิจัยและนวัตกรรม มหาวิทยาลัยบูรพา โทร.038 102  562, http://research@buu.ac.th, YouTube ช่อง BUU Research Channel

       

ภาพ :           ธนาชัย ประมาณพาณิชย์   

 

เปิดอ่าน 238